“มั่นใจดีเนอะ แต่ก็เยอะไปนิดนึง”
ไม่ว่าจะเป็นแค่เสียงในหัวหรือเผลอเอ่ยออกมาอย่างอดไม่ได้ตอนเจอคนแต่งตัวแบบมั่นใจ เล่าถึงความสำเร็จ ทัศคติส่วนตัว ไม่ค่อยตรงจริต เราก็เผลอเบ้ปากให้กับความมั่นใจเกินที่เรามองว่าเกินลิมิตไปแล้ว
ทำไมนะทำไม ทั้งที่เราเองก็เคยสนับสนุนให้คนมีความมั่นใจ แต่พอใครมั่นใจขึ้นมา เรากลับไปตั้งลิมิตไว้ว่าแบบนี้มั่นใจเกินไป ต้องเท่านี้สิถึงจะพอดี นี่ตกลงเราอยากให้เขามั่นใจจริงไหม หรือเราจะพอใจแค่กับคนถ่อมตัวกันแน่

ดีแล้วล่ะ แต่อาจจะยังไม่เท่าฉัน
เวลาที่เราตัดสินว่าใครคนหนึ่ง มั่นใจเกินไป บาร์ที่เราเอาไปวัดนั้นไม่ใช่บาร์ค่ากลางเหมือนไม้บรรทัด แต่เรามักเปรียบเทียบเขากับตัวเราเอง และตัวเราเองนี่แหละที่ไม่ค่อยเป็นกลางสักเท่าไหร่
ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า Better-Than-Average Effect พบว่าคนส่วนใหญ่มักประเมินตัวเองว่าเหนือกว่าค่าเฉลี่ยในด้านต่างๆ อยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นความฉลาด ความซื่อสัตย์ หรือแม้แต่ทักษะเล็กน้อยในชีวิตประจำวัน อย่างการขับรถ เล่นบอร์ดเกม
เอาจริงๆ ก็ไม่แปลกหรอกที่คนเราจะมองตัวเองในแง่บวก ให้คะแนนตัวเองเป็นพิเศษ แต่ถ้าเราคิดว่าตัวเองดีกว่าคนอื่นอยู่แล้วทำไมถึงมีแค่บางคนที่เรามองว่ามั่นใจเกินไป
คำตอบที่น่าสนใจคือ เราอาจไม่ได้ตัดสินจากระดับความมั่นใจที่แท้จริงของเขา แต่ตัดสินจากการแสดงออกถึงความมั่นใจนั้นว่ามากแค่ไหน สมมติว่ามีคนที่มีคุณสมบัติเหมือนกัน 2 คน มีความมั่นใจในตัวเองเท่ากันทุกประการ แต่คนหนึ่งเลือกแสดงออกออก อีกคนเก็บเงียบไว้ คงพอจะเดาได้ว่าเราจะเบ้ปากให้กับแค่คนแรก ทั้งที่ข้างในไม่ต่างกัน นี่เรากำลังสับสนหลงทางอะไรอยู่หรือเปล่า?

ลองมาแกะรอยความสับสนในใจนี้ด้วย The Stereotype Content Model (SCM) ทฤษฎีจากนักจิตวิทยาสังคม ที่มองว่าคนเรามักจะจัดหมวดหมู่ให้ผู้อื่น ด้วยคุณสมบัติ 2 ด้าน ได้แก่ ความอบอุ่นและความสามารถ
โดยความอบอุ่น จะอ้างอิงจากพฤติกรรมของกลุ่มคนที่เป็นมิตร มนุษยสัมพันธ์ดี ไม่มีท่าทีต่อต้าน กลุ่มนี้จะแบ่งเป็น คนที่ท่าทีอบอุ่นและคนเย็นชา มาต่อกันที่ด้านความสามารถ อ้างอิงจากทักษะ ความรู้ ความฉลาด ไหวพริบ กลุ่มนี้จะแบ่งเป็น คนเก่งและคนไร้ความสามารถ พอเอา 2 กลุ่มนี้มาไขว้กัน เราก็จะแบ่งผู้คนเป็น 4 ประเภท ดังนี้
- Paternalistic กลุ่มคนที่น่าเห็นใจ เป็นคนไร้ความสามารถ วางตัวอย่างเป็นมิตร อ่อนน้อมถ่อมตน
- Admiration กลุ่มที่ได้รับความนิยมชมชอบมากที่สุด เป็นคนที่มีความสามารถ ฉลาด วางตัวอย่างเป็นมิตร ไม่ชิงดีชิงเด่น
- Contemptuous กลุ่มที่ถูกดูแคลน เป็นคนไร้ความสามารถ แสดงออกอย่างไม่เป็นมิตร มีท่าทีต่อต้าน
- Envious กลุ่มที่ถูกอิจฉา เป็นคนมีความสามารถ แสดงออกอย่างไม่เป็นมิตร มีท่าทีแข็งกร้าว
ส่วนผสมทั้ง 4 แบบจะก่อให้เกิดอารมณ์ต่อคนกลุ่มนั้นแตกต่างกัน มีทั้ง ชื่นชม ดูถูก อิจฉา และสงสาร พอมองย้อนกลับมาที่ใจความของบทความนี้ คนที่มั่นใจเกินไป คือกลุ่มที่มีความสามารถสูงแต่ไม่ดูอบอุ่น ไม่เป็นมิตร คนกลุ่มนี้มักจุดชนวนความอิจฉาได้ดี

ถ้าให้ลองสังเกตตัวเองดีๆ เราอาจพบว่าความรู้สึกที่เรามีต่อคนมั่นใจเกิน ไม่ได้ออกมาในรูปแบบอิจฉาโดยตรงขนาดนั้น ออกจะไปทางเลี่ยงบาลี คำพูดมากมายความหมายคือไม่ถูกใจคนคนนั้น อย่าง “เขาแอบเยอะไปนิด” “เห็นแล้วรำคาญ” คำพวกนี้ฟังดูเหมือนเป็นการประเมินตัวคนนั้น แต่จริงๆ มันกลับสะท้อนตัวเรามากกว่า
คนเรามักไม่อยากยอมรับว่าตัวเองอิจฉาใคร เพราะการยอมรับแบบนั้นเท่ากับเราต้องยอมรับ 2 ข้อคือ เรารู้สึกด้อยกว่า และเรามีท่าทีเป็นปรปักษ์กับเขา
ซึ่งทั้ง 2 อย่างนี้ฟังดูไม่น่าภูมิใจเท่าไหร่ สมองเราจึงทำสิ่งที่ถนัด คือแปลงความรู้สึกนั้นให้กลายเป็นอารมณ์อื่นที่ดูมีเหตุผลกว่า เช่น หมั่นไส้ รำคาญ ฟังดูต้นเรื่องมาจากตัวเขา ไม่ใช่ตัวเรา
แต่บางครั้งความเจ็บที่ซ่อนอยู่ตรงนั้น ไม่ได้มาจากการที่เราอยากได้ อยากมีเหมือนเขามีเสมอไป มันอาจจะมาจากการที่ความมั่นใจของเขาทำให้เรามองเห็นความไม่มั่นใจของตัวเองชัดขึ้น
ไม่ได้หมายความว่าเราเห็นใครดีกว่าไม่ได้ เรายังชื่นชมคนที่ประสบความสำเร็จได้ ถ้าเขายังดูอบอุ่นและถ่อมตัว แต่ถ้าเขาดูเย็นชาหรือมั่นใจกว่าเรา นั่นแหละคือจุดที่เราเริ่มอยากเตะตัดขาให้ความมั่นใจเขาลงมาเท่ากับเรา

ถ้าเป็นแบบนั้น เวลาเราบอกว่าใครสักคนมั่นใจเกินไป เรากำลังบอกว่าเขามั่นใจเกินความเป็นจริงของตัวเอง หรือเรากำลังบอกว่าเขามั่นใจเกินกว่าระดับที่เรารับได้กันแน่
คำแนะนำที่เราได้ยินกันมาตลอดว่า รู้จักถ่อมตัว อย่ามั่นใจเกินไป อาจไม่ได้มีไว้ปกป้องคนนั้นจากความผิดพลาด อาจเป็นแค่วิธีที่เราและสังคมรอบตัวเราใช้รักษาระดับความสบายใจของตัวเองไว้ โดยไม่ต้องรู้สึกว่ามีใครยืนสูงกว่าเรามากเกินไป เพราะเรามักมองว่าตัวเองดีกว่าคนอื่นอยู่แล้วอย่างที่กล่าวไปตอนต้น
ถ้าวันหนึ่งเราเป็นฝ่ายที่มั่นใจในตัวเองมากๆ จนคนรอบข้างเริ่มพูดคำนั้นกับเราเสียเอง เราจะรู้สึกอย่างไร และเราจะยังเชื่อคำแนะนำที่เคยให้คนอื่นไว้อยู่หรือเปล่า ว่าความมั่นใจเป็นสิ่งที่ดีและควรมี
หรือบางที สิ่งที่เราควรมั่นใจมากที่สุด คือเรื่องของตัวเอง ส่วนใครจะมั่นน้อย มั่นมากแค่ไหน ก็ปล่อยให้คนอื่นมั่นใจในแบบของเขา โดยไม่ต้องเอาความรู้สึกไปผูกว่าเวลามีคนมั่นกว่าแล้วต้องตัวเล็กลงตามไปด้วย
อ้างอิงจาก