ทั้งตามวิ่งประกบ ตื๊อขอช่องทางติดต่อ พูดจาแทะโลม ไปจนถึงสายตาที่ไม่เคารพความเป็นส่วนตัว ล้วนเป็นเหตุคุกคามที่อาจเกิดขึ้นได้ เมื่อผู้หญิงคนหนึ่งตัดสินใจไปออกกำลังกายในที่สาธารณะ
ถึงอย่างนั้น ผู้หญิงหลายคนก็ยังรักที่ออกกำลังกายในพื้นที่สาธารณะ การเจอผู้คนและโลกภายนอกคือรางวัลชีวิต และเชื่อว่าการที่ผู้หญิงได้ออกจากบ้าน ได้ทำกิจกรรมกลางแจ้ง จะเป็นตัวชี้วัดว่าเมืองนี้ปลอดภัยพอสำหรับทุกคนมากน้อยเพียงใด
The MATTER ชวนพูดคุยกับพวกเธอถึงภาพพื้นที่สาธารณะในฝัน ที่เคารพความเป็นส่วนตัวด้วยเช่นกัน
ถ้าผู้หญิงปลอดภัย ไม่ว่าใครก็ปลอดภัย
เอาเข้าจริง กรณีผู้หญิงถูกคุกคามระหว่างออกกำลังกายในพื้นที่สาธารณะ ก็เป็นประเด็นที่สังคมพูดถึงกันอยู่เสมอ อย่างเมื่อปีที่แล้วก็มีข่าวที่ผู้หญิงคนหนึ่งถูกพูดจาแทะโลมขณะกำลังวิ่งอยู่ และอีกหลายคนที่เคยประสบเหตุคล้ายๆ กัน แต่เรื่องราวเหล่านี้เป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็ง เพราะเมื่อยิ่งเล่าก็ยิ่งเป็นการซ้ำแผลเดิม แถมสังคมไทยยิ่งมีแนวโน้มตำหนิเหยื่อมากกว่าผู้ก่อเหตุ หลายคนก็เลือกที่จะไม่เล่าให้ใครฟัง
เคยมีตัวเลขจาก สสส. เมื่อปี 2565 ว่าผู้หญิงไทยถูกล่วงละเมิดไม่ต่ำกว่า 7 คนต่อวัน แต่ที่น่ากังวลไปกว่านั้นคือ 87.4% ของผู้ที่ถูกกระทำความรุนแรงเลือกที่จะไม่ขอความช่วยเหลือหรือปรึกษาจากหน่วยงานหรือใครเลย ทั้งด้วยเหตุไม่มั่นใจก็ดี หรือไม่ทราบข้อมูลด้วยก็ดี
รายงานของ UN Women ชี้ว่า พื้นที่สาธารณะ เช่น ถนน ขนส่งสาธารณะ สวนสาธารณะ โรงเรียน หรือสถานที่ทำงานเป็นพื้นที่ที่ผู้หญิงจำนวนมากเผชิญกับความรุนแรงและการคุกคามทางเพศอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแน่นอน เหตุไม่พึงประสงค์เหล่านี้เป็นการคุกคามสิทธิในเนื้อตัวร่างกาย และยังลิดรอน ‘สิทธิด้านสุขภาพ’ ด้วยเช่นกัน
บางคนอาจมองว่า ถ้าไม่สะดวกใจมาใช้พื้นที่สวนสาธารณะ ก็ออกกำลังกายในบ้านหรือภายในยิมแทนสิ ถึงอย่างนั้น ไม่ใช่ทุกคนจะมีพื้นที่ในบ้านที่ใช้สำหรับออกกำลังกายได้ ส่วนยิมเองก็ไม่ใช่ทุกคนจะเข้าถึง หรือก็ไม่วายถูกคุกคามได้เช่นเดียวกัน มากไปกว่านั้น การได้ออกมาทำกิจกรรมภายนอก คือการได้เชื่อมต่อกับผู้คนในเมือง ได้มีปฏิสัมพันธ์ และใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานของเมือง ซึ่งเป็นสิทธิพลเมืองทั้งสิ้น
รายงานยังชี้ว่า สวนสาธารณะจะบอกกับเราได้ว่า เมืองๆ นั้นปลอดภัยต่อทุกชีวิตในเมืองจริงหรือไม่ หากผู้หญิงยังไม่สามารถใช้ประโยชน์จากพื้นที่เหล่านี้ได้อย่างปลอดภัย ก็อาจสะท้อนถึงช่องโหว่ของเมือง ที่อาจส่งผลเสียสืบเนื่องทั้งเด็ก ผู้สูงอายุ และคนทุกเพศทุกวัย
ยิ่งเป็นพื้นที่สาธารณะ ยิ่งต้องเคารพความเป็นส่วนตัว
‘โบนัส’ ผู้หญิงคนหนึ่งที่รักการวิ่งในสวนสาธารณะมาก แม้การเดินทางจากบ้านไปสวนสาธารณะจะใช้เวลาขับรถนานกว่า 30 นาที แต่หลายๆ คนที่มาวิ่งก็ยังดั้นด้นเดินทางมาไกลกว่านั้น เพื่อที่จะมาออกกำลังกายในสวนดีๆ มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน และที่สำคัญ คือการได้สัมผัสบรรยากาศที่เอื้อต่อการวิ่งมากกว่าอุดอู้อยู่ในยิม
“จริงๆ วิ่งในยิมก็ได้ แต่เราชอบการได้ออกไปข้างนอก ได้เห็นคน ได้รู้สึกว่าเราได้ออกมาใช้ชีวิต มันเหมือนได้รางวัลเล็กๆ ในแต่ละวัน” โบนัส อธิบาย
ช่วงเช้ามืดเป็นเวลาสะดวกของโบนัส ที่พอจะปลีกตัวเองให้มาออกกำลังกายได้ เธอเล่าว่า การวิ่งในสวนอยู่คนเดียว ในช่วงเวลาเปลี่ยว มักทำให้รู้สึกไม่สบายใจอยู่เสมอ แม้จะเข้าใจว่ามันอาจไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็ได้ แต่ครั้งหนึ่งเคยมีคนมอง และพยายามเดินตามหลังมา สิ่งที่เธอพอทำได้ คือการรีบวิ่งไปยังที่ที่มีแสงสว่าง หรือมีผู้คนพลุกพล่าน เพื่อลดความเสี่ยงของเรื่องไม่พึงประสงค์ที่อาจเกิดขึ้นได้
ปัจจุบันแม้บางสวนจะเริ่มมีอุปกรณ์ช่วยเหลือเมื่อเกิดเหตุ เช่น ปุ่มแจ้งเหตุฉุกเฉิน แต่ยังมีจำกัด และมักพบแค่ในบางจุด เช่น ห้องน้ำของสวนลุมพินีเท่านั้น โบนัสจึงต้องเลี่ยงพื้นที่รก มืด หรือไฟส่องไม่ถึง แม้จะเป็นเส้นทางวิ่งก็ตาม เช่นอย่างสวนเบญฯ ก็จะวิ่งแค่ทางบนสะพานเท่านั้น ไม่ลงไปวิ่งในเส้นป่า หรืออย่างห้องน้ำก็มีชำรุดทรุดโทรมบ้าง ถ้าเลือกได้ก็จะเข้าเฉพาะห้องน้ำที่มีคนพลุกพล่านเท่านั้น
ถ้าหากจะมีสวนที่ปลอดภัยสำหรับผู้หญิงจริงๆ โบนัสหวังให้คนออกแบบสวนเป็นคนที่เข้าใจนักวิ่ง เข้าใจผู้มาใช้งานจริงๆ เส้นทางต้องสว่างจริง มีไฟเพียงพอ ซึ่งตอนนี้สวนรถไฟทำได้ดี แต่ก็เข้าใจว่าการพัฒนาไปยังสวนอื่นๆ มันต้องใช้เวลา และไม่ใช่แค่สวนใหญ่ๆ ใจกลางเมือง แต่สวน 15 นาทีใกล้บ้านก็ควรได้มาตรฐานด้วย อีกเรื่องคือการเปิดให้หลายฝ่าย ทุกเพศ ทุกวัย เข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบพื้นที่สาธารณะด้วย
สุดท้ายคงเป็นเรื่องของทัศนคติในสังคม สำหรับผู้หญิงคนหนึ่ง การถูกจ้องมองขณะที่ออกกำลังกายกับตัวเองก็เป็นเรื่องไม่สบายใจอยู่แล้ว แต่ผู้ชายบางคนอาจจะไม่ได้รู้สึกเช่นเดียวกัน แล้วก็จะมีคำถามมาอีกว่า ‘เรื่องนี้ต้องหาจุดกึ่งกลางกันอย่างไร’ แต่ไอเดียสำคัญไม่ใช่การตามหาว่า ทำได้มากแค่ไหนถึงจะเรียกว่าล้ำเส้น เพราะแต่ละคนก็มีเส้นไม่เท่ากัน แต่เราควรจะเริ่มต้นที่หลักของการเคารพซึ่งกันและกันเสียตั้งแต่แรก เพื่อที่ทุกคนจะได้ใช้พื้นสาธารณะได้อย่างสบายใจ
กีฬาและสิ่งที่ผู้หญิงต้องเผชิญ
เรื่องวิ่งยังเป็นสิ่งที่พอควบคุมได้ เพราะเป็นกีฬาที่อยู่กับตัวเอง ไม่ต้องอาศัยการมีปฏิสัมพันธ์กับใครมาก แต่เมื่อโจทย์เป็นเรื่องของการเล่นกีฬา มันมีปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ ‘กีตาร์’ ผู้หญิงที่รักในการตีเทนนิสและเข้ายิมเป็นประจำ เล่าว่า เธอออกกำลังกายด้วยตัวเองเป็นหลักในยิม เพราะรู้สึกควบคุมพื้นที่ได้มากกว่า แต่สำหรับกีฬาอย่างเทนนิสที่ต้องพึ่ง Community เธอกลับรู้สึกว่าการถูกคุกคามถูกทำให้เป็นเรื่องปกติ และเกิดขึ้นอย่างชินชา
“ก็จะมีการ Cat Calling เช่น เขาเรียกเราว่า ‘น้องชุดฟ้า’ แต่ไม่เรียกชื่อ หรือบางทีก็เข้าประชิดมาใกล้เกิน ทั้งที่ไม่เคยเล่นด้วยกัน ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน…หรือที่ร้ายแรงที่สุด คือการถูกใช้ให้ปอกแอปเปิล เพราะเขาอ้างว่าเราเป็นเพียงผู้หญิงคนเดียวในคอร์ท” กีตาร์ ระบุ
อีกหลายครั้งที่กีตาร์รู้สึกว่าตนเองถูกเลือกปฏิบัติ หรือโดนยกตนข่ม ชอบมีคนเข้ามาสอนให้เล่นอย่างนั้นอย่างนี้ เหมือนคิดว่าเราไม่รู้เรื่อง ทั้งๆ ที่ไม่ได้เอ่ยถาม จากปรากฏการณ์เหล่านี้ เธอพยายามทำความเข้าใจว่า ในพื้นที่ของกีฬาบางประเภทก็ยังถูกครอบงำด้วยบทบาทของผู้ชายเป็นหลัก (Male-dominated Sports) ต่างจากกิจกรรมอย่างพิลาทิส หรือโยคะ ที่ผู้หญิงจะรู้สึกสบายใจที่จะเข้าร่วมมากกว่า เพราะมีผู้หญิงด้วยกันอยู่มาก
ในสนามเทนนิสระดับชุมชน เช่น สนามเทศบาลหรือสนามของหน่วยงานรัฐที่มีค่าบริการประมาณ 50-80 บาทต่อชั่วโมง มักจะมีกลุ่มขาประจำ เข้ามาครอบครองพื้นที่โดยไม่เป็นทางการ รู้กันว่าเป็นของกลุ่มไหน ซึ่งการจะเข้าไปเล่นในสนามแบบนี้ได้ ต้องอาศัยการรู้จักหรือทำความสนิทกับ Head ซึ่งส่วนใหญ่ก็มีแต่ผู้ชาย เพื่อให้ได้รับการยอมรับ
ถ้าไม่สบายใจที่จะทำ หรือ เจอกับคนที่ปฏิบัติต่อตนเองอย่างไม่เคารพกัน หลายครั้งกีตาร์ก็จะเลือกไปสนามของเอกชนที่มีความเป็นส่วนตัว มีระบบการดูแลที่ดีกว่า แน่นอนว่าต้องจ่ายแพงขึ้น (ราว 400-700 บาท/ชั่วโมง) แต่ก็แลกกับความสบายใจที่จะได้เล่นกีฬาที่เธอรัก แต่คำถามสำคัญก็ตามมาคือ แล้วทำไมผู้หญิงต้องจ่ายเพิ่มขึ้น เพื่อเข้าถึงการเล่นกีฬาที่ปราศจากการคุกคามหรือข่มเหงกัน
เพราะพื้นที่สาธารณะมันควรเป็นของทุกคน เราจึงไม่สามารถกีดกันใครออกได้ และเราก็เสี่ยงที่จะเจอกับปัญหาที่เราควบคุมไม่ได้เช่นกัน กีตาร์เสนอว่า ด้วยเหตุนี้ เราจึงยิ่งจำเป็นต้องทำให้พื้นที่เหล่านั้นง่ายต่อการมองเห็น โดยอาศัยสายตาจากผู้คนโดยรอบคอยช่วยกันเป็นหูเป็นตา หากมีเรื่องเกิดขึ้นจะได้ช่วยเหลือได้ทัน หลักการนี้คล้ายคลึงกับแนวคิด Natural Surveillance ที่ออกแบบให้พื้นที่เปิดโล่ง มองเห็นกันได้ชัด ไม่มีมุมอับสายตา มีแสงสว่างเพียงพอ และมีกิจกรรมหรือผู้คนใช้งานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งช่วยลดโอกาสการเกิดอาชญากรรมได้
สุดท้ายมันไม่ใช่การออกแบบพื้นที่เพื่อผู้หญิงเพียงอย่างเดียว แต่คือการสร้างพื้นที่สาธารณะให้ปลอดภัยกับทุกคนด้วยเช่นกัน
อ้างอิงจาก