แค่นั่งเฉยๆ ก็ไม่เห็นจะเป็นเรื่องยากเลยนี่นา
แม้การไม่ต้องทำอะไรเลยจะดูเหมือนเป็นเรื่องง่าย แต่เคยสังเกตไหมว่าแทบไม่มีใครเคยได้นั่งเฉยๆ กันอย่างจริงจัง อย่างมากมักเป็นเพียงการนั่งทั้งที่มีมือถือหรือหนังสืออยู่ในมือ ฆ่าเวลาเท่านั้น
แล้วอะไรกันที่ทำให้เราไม่สามารถนั่งเฉยๆ กันได้จริงๆ สักที? มาร์นี่ ลิชแมน (Marny Lishman) นักจิตวิทยา ให้คำตอบว่า คนเราเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่มักเคยชินกับการจัดการภาระต่างๆ ตลอดทั้งวัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทำงาน การเรียน หรือความสัมพันธ์ เพื่อให้กลายเป็นคนที่ใช้ได้ตามที่สังคมคาดหวัง
ไม่แปลกที่เราจะเชื่อเช่นนั้น เพราะเรากำลังอยู่ในสังคมที่ให้คุณค่ากับความโปรดักทีฟ การใช้เวลาอย่างคุ้มค่าบ่งบอกถึงความสามารถของเรา ยิ่งเราทำได้มากเท่าไหร่ ยิ่งแสดงให้เห็นว่าเรามีคุณค่ามากขึ้นเท่านั้น นอกจากนี้การได้ทำสิ่งต่างๆ จนสำเร็จยังช่วยหลั่งโดปามีน หรือสารแห่งความสุขออกมา จนเรารู้สึกเสพติดกับการทำพยายามทำสิ่งต่างๆ ตลอดเวลา
กว่าจะรู้ตัว เราก็เคยชินกับการคิดว่า ความสุขต้องเกิดจากการทำสิ่งต่างๆ อย่างมีเป้าหมาย หรือสร้างประโยชน์บางอย่างให้กับตัวเองเท่านั้น ทั้งที่จริงการนั่งเฉยๆ ปล่อยเวลาให้ผ่านไปช้าๆ ก็เป็นสิ่งที่ช่วยให้เรารู้สึกสงบโดยไม่ต้องพยายามก็ได้เช่นกัน
แต่สำหรับคนที่มีเรื่องให้จัดการตลอดทั้งวัน พอจะมานั่งเฉยๆ ปุบปับทันทีก็อาจไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องอดทนกับความเบื่อ หรือความคิดฟุ้งซ่านที่วนเวียนอยู่ในหัว ดังนั้นวันนี้เราเลยนำทริคสำหรับนั่งเฉยๆ มาฝาก เพื่อช่วยตั้งต้นให้ทุกคนได้ใช้เวลาอยู่กับตัวเองให้นานขึ้นอีกสักหน่อยกัน
แน่นอนว่านี่เป็นเพียงคำแนะนำเท่านั้น ส่วนใครอยากนั่งเฉยๆ แบบไหน ก็สามารถเลือกทำที่ตัวเองถนัดได้เลย เพราะสิ่งสำคัญจริงๆ แค่เราปล่อยตัว ปล่อยใจ ไม่ต้องทำอะไรเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว

อย่าควบคุมความคิดตัวเอง
เวลานั่งอยู่เฉยๆ เราอาจไม่ชอบใจที่เรื่องต่างๆ วนเวียนเข้ามาในหัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า และบังคับให้ตัวเองหยุดคิดทันที แต่การพยายามไล่ตรวจจับความคิดตัวเอง อาจทำให้เรารู้สึกเหนื่อยล้ามากกว่าเดิม ดังนั้นแล้ว สิ่งที่เราทำได้จึงเป็นเพียงการสังเกต รับรู้ความคิดที่เกิดขึ้น และปล่อยมันไป ไม่ไล่ตาม ไม่คาดหวัง หรือตัดสินความคิด เปรียบเทียบเหมือนกับท้องฟ้า ความคิดของเราก็เหมือนก้อนเมฆที่ลอยผ่านมา แต่ไม่นานมันก็จะลอยผ่านไป เมื่อเราเข้าใจว่าความคิดเหล่านี้เกิดขึ้น และจางหายไปได้อย่างไร จิตใจเราก็จะเบาสบายจากเสียงในหัวมากขึ้น
เห็นอกเห็นใจตัวเอง
ช่วงแรกของการนั่งเฉยๆ เราอาจจะรู้สึกผิด หรือกังวลว่าเรากำลังทำสิ่งไม่มีประโยชน์อยู่หรือเปล่า ความกังวลเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่สิ่งที่ช่วยเราได้คือการฝึกเห็นอกเห็นใจตัวเอง มองว่าตัวเองก็เป็นมนุษย์ที่ต้องได้รับการพักผ่อนเช่นกัน หรือไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบตลอดเวลาก็ได้ การเข้าใจความจริงข้อนี้จะช่วยให้เราวิจารณ์ตัวเองน้อยลง และสามารถอยู่กับตัวเองได้นานขึ้น
จดจ่อกับลมหายใจ
วิธีนี้ไม่ต่างกับการทำสมาธิ ซึ่งเป็นเทคนิคที่ช่วยให้เรามีสิ่งยึดเหนี่ยวให้กลับมาอยู่กับปัจจุบันได้ง่ายที่สุด หากจิตใจเราเริ่มหลงทาง เผลอคิดวนเวียนกับเรื่องน่ากังวลที่ยังไม่เกิดขึ้น ให้เราลองหายใจตามจังหวะ ไม่ต้องมีเทคนิคพิเศษอะไร แค่หายใจเข้าออกตามปกติแบบที่เราทำอยู่ก็เพียงพอแล้ว
สังเกตสิ่งต่างๆ รอบตัว
นอกจากลมหายใจแล้ว เรายังสามารถจดจ่ออยู่กับปัจจุบันด้วยการสังเกตสิ่งต่างๆ รอบตัว เช่น สังเกตผิวน้ำที่กลายเป็นริ้วอย่างไรเมื่อโดนลมพัด ลองมองใบไม้ที่ไหวไปตามแรงลม ผู้คนที่กำลังเดินไปมา หรือเสียงหัวเราะของเด็กๆ การสังเกตสิ่งเหล่านี้ จะช่วยลดความฟุ้งซ่านและดึงให้เราอยู่กับปัจจุบันตรงหน้าได้ดีขึ้น
การนั่งเฉยๆ แม้ดูเผินๆ อาจดูเหมือนเป็นการปล่อยเวลาให้ผ่านไปอย่างเปล่าประโยชน์ แต่นี่ก็ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญ เพราะมีเพียงไม่กี่นาทีของวันที่เท่านั้น ที่เราจะได้ปล่อยใจ ไม่ต้องพยายามทำอะไร หลังจากที่วุ่นวายมาแล้วทั้งวัน
ดังนั้นสิ่งสำคัญของการนั่งเฉยๆ จึงอาจไม่ใช่เป็นเพียงการไม่ทำอะไรอย่างเดียว แต่อาจเป็นการที่เราได้อยู่กับตัวเองอีกครั้ง และใช้เวลาชื่นชมสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตที่เราไม่ทันสังเกตเห็นมาก่อนก็ได้นะ
อ้างอิงจาก