ไม่ได้ชอบเอาชนะหรอกนะ แต่เรื่องอะไรจะต้องแพ้ด้วย!
ใครเดินแซงก็ขอให้ได้แซงกลับ เล่นเกมกระดานกับหลาน 4 ขวบก็ยอมไม่ได้ เถียงเรื่องเส้นทางไหนถึงบ้านเร็วกว่ากันแบบไม่ยอมใคร ไม่มีรางวัล ไม่มีถ้วยใดๆ นอกจากความสะใจที่ได้เป็นผู้ชนะ
หากเป็นเกม กีฬา การแข่งขันที่ต้องหาผู้ชนะ เราคงไม่แปลกใจที่ใครสักคนกระตือรือร้นอยากจะขึ้นไปยืนบนจุดสูงสุด ก็กติกามันกำหนดให้ต้องแข่งขันกันนี่นา แต่กับเรื่องเล็กน้อย บทสนทนาดินฟ้าอากาศ แดดร้อนแค่นี้ทำบ่น บ้านฉันร้อนกว่านี้หลายเท่า หรือรสชาติอาหารแสนปัจเจก ก็ยังต้องโดนขัด ร้านนี้อย่ากินเลย ที่ฉันเคยกินอร่อยกว่า
ในฐานะคู่สนทนาก็เริ่มงงเล็กน้อยว่า นี่เป็นการแข่งขันอะไร เราไปลงแข่งกับเขาเมื่อไหร่กัน ทำไมเราถึงต้องโดนปาดหน้า ดีกว่า เจ๋งกว่า ไปแทบทุกเรื่อง แค่เรื่องเล็กกระจ้อยร่อย พี่ก็ยังเอาอีกหรอ วันนี้ The MATTER พามาทำความเข้าใจ ทำไมบางคนถึงชอบเอาชนะไปเสียทุกเรื่อง แม้กระทั่งเรื่องเล็กน้อยที่ชนะไปก็ไม่ได้อะไรอยู่ดี
เธอจะต้องชนะ เธอจะต้องไม่แพ้
ปี 1990 ริชาร์ด ริกแมน (Richard Ryckman) นักจิตวิทยา ได้นิยามคำว่า ‘Hypercompetitive Attitude’ หมายถึงคนที่ต้องแข่งขัน ต้องชนะ หรืออย่างน้อยต้องไม่แพ้ ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม พฤติกรรมนี้ไม่ใช่คนอยากเอาชนะเพื่อความสนุก แต่เป็นอยากเอาชนะเพื่อรักษาคุณค่าในตัวเองเอาไว้
เขาศึกษาเกี่ยวกับชาว Hypercompetitive Attitude จนในปี 1994 พบลักษณะเฉพาะทางใจ ที่เพิ่มเติมมาจากพฤติกรรมเอาชนะ คนกลุ่มนี้มักมาพร้อมกับ ความวิตกกังวลที่สูงกว่าคนทั่วไป ค่อนข้างไม่มั่นคงทางอารมณ์ อ่อนไหวง่ายกับสิ่งที่เข้ามากระทบ ยึดติดกับความคิดตัวเอง ไม่ค่อยยืดหยุ่นให้คนอื่น และมองโลกอย่างระแวดระวัง จนไม่ค่อยไว้ใจใครง่ายๆ
เอ แต่คนที่ชอบแข่งขันในระดับทั่วไป เพื่อพัฒนาตัวเองบ้าง อยากลับคมความคิดกับคนรอบข้างบ้าง เข้าข่าย Hypercompetitive Attitude ด้วยหรือเปล่า เมื่อบางคนชอบเอาชนะ แต่ก็ไม่ได้ชอบเสียจนทำให้เกิดเรื่องเดือดร้อนในความสัมพันธ์รอบตัว เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเอาชนะแบบไหนเข้าข่าย Hypercompetitive Attitude แล้ว

แน่นอนว่าริชาร์ดเองก็ตั้งคำถามนี้เหมือนกัน เขาเลยพัฒนาแบบทดสอบอีกชุดคู่กันขึ้นมา ในชื่อ Personal Development Competitive Attitude เพื่อจับตาดูการแข่งขันอีกรูปแบบ คือ Personal Development โดยเน้นไปที่การพัฒนาตัวเองและความสนุกในกระบวนการ ไม่ใช่ผลแพ้ชนะ และพบว่าผลที่ออกมาแตกต่างกับ Hypercompetitive ที่มุ่งเน้นไปยังผลลัพธ์โดยไม่สนใจเรื่องราวระหว่างทางอย่างชัดเจน
คนที่แข่งขันแบบ Hypercompetitive จะโฟกัสที่ผลลัพธ์ว่าใครชนะ (และอยากให้เป็นตัวเองเสมอ) มีแรงจูงใจลึกๆ คือพิสูจน์คุณค่าตัวเองและปกป้อง self-esteem มองคู่แข่งเป็นอุปสรรคที่ต้องเอาชนะให้ได้ พอแพ้ขึ้นมาจึงเสียความมั่นใจไปด้วย
ส่วนคนที่แข่งแบบ Personal Development จะโฟกัสที่กระบวนการระหว่างทางและการเรียนรู้ของตัวเอง มีแรงจูงใจคือความสนุกกับความท้าทาย มองคู่แข่งเป็นแรงกระตุ้นให้ตัวเองดีขึ้นมากกว่าเป็นศัตรู พอแพ้ก็ผิดหวังได้ แต่ปรับตัวและก้าวต่อได้เร็ว
ฉะนั้น เส้นแบ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่ชอบแข่งขันมากน้อยแค่ไหน เพราะแทบทุกคนมีสัญชาตญาณอยากชนะหมุนเวียนในตัว แต่อยู่ที่ว่าเอาคุณค่าในตัว ผูกอยู่กับผลแพ้ชนะนั้นมากแค่ไหนต่างหาก
ทีนี้เริ่มเข้าเค้า ภาพของใครคนนั้น อาจเป็นเพื่อนในคลาส เพื่อนร่วมงาน หรือแม้แต่คนในครอบครัว ก็เริ่มประติดประต่อชัดขึ้น พวกเขาเหล่านั้นไม่ใช่แค่คนที่ชอบแข่งขันเบสิกทั่วไป แต่เป็นเลือกแข่งแม้ในสถานการณ์ที่เดิมพันต่ำเตี้ยติดดิน ตีความบทสนทนาทั่วไป ให้กลายเป็นสังเวียนประชันความเก่ง
ความว่างเปล่าในใจผู้ชนะ
จากข้างต้น ชาว Hypercompetitive มักเอาชัยชนะไปผูกกับความมั่นใจในตัวเอง ถ้าไม่ชนะก็แปลว่าเป็นคนอ่อนด๋อย เชิดหน้าชูตาไม่ได้อีกต่อไป ต้องชนะเท่านั้นสิถึงจะชูคอได้ แล้วทำไมพวกเขาถึงเลือกการแข่งขันมาเป็นสนามที่ใช้วัดคุณค่าตัวเอง ทั้งที่มีอย่างอื่นอีกมากมายในชีวิต อย่างหน้าที่การงาน ความสามารถ รูปลักษณ์ภายนอก ทำไมต้องอยากเอาชนะแค่เรื่องเดินแซงกัน เดิมพันเกมกับหลานป.4 ด้วยนะ

ในปี 2001 เจนนิเฟอร์ คร็อกเกอร์ (Jennifer Crocker) และ คอนนี่ย์ โวล์ฟ (Connie Wolfe) นักจิตวิทยาได้อธิบายเรื่องนี้ไว้ในทฤษฎี Contingencies of Self-Worth มีใจความสำคัญคือ self-esteem ของคนเราไม่ได้เป็นค่าคงที่แบบเดียวกันหมดทุกคน ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละคนปักหมุดคุณค่าตัวเองไว้กับเรื่องไหนเป็นหลัก บางคนปักไว้กับรูปลักษณ์ บางคนปักไว้กับการเป็นที่ยอมรับจากคนอื่น บางคนปักไว้กับศีลธรรมหรือความเชื่อทางศาสนา และบางคนก็ปักไว้กับการเอาชนะคนอื่น
จุดที่น่าสนใจคือ คนที่ปักหมุดคุณค่าตัวเองไว้ที่เรื่องไหน self-esteem ของเขาจะแกว่งขึ้นลงตามผลลัพธ์ในเรื่องนั้นแบบเห็นได้ชัด อย่างบางคนวัดความฮอตตัวเองด้วยยอดไลก์ในโซเชียลมีเดีย วันไหนโพสต์ปังคนกดไลก์เยอะก็รู้สึกดีจนตัวลอย วันไหนโพสต์เงียบก็รู้สึกเหมือนตัวเองไม่มีตัวตน และต้องพยายามให้ตัวเองกลับมารู้สึกเชิดได้อีกครั้ง
สำหรับคนที่ปักหมุดไว้ที่การแข่งขัน กลไกก็ทำงานแบบเดียวกันนั่นแหละ ชนะแล้วรู้สึกตัวเองเก่ง ฉลาด มีคุณค่า ช่วยหล่อเลี้ยงความภูมิใจในตัวเอง แต่พอแพ้ ความภาคภูมิใจที่เคยมีก็หายไป เรื่องที่เคยคิดว่าเก่ง ก็ดันมีคนเจ๋งกว่า จึงรู้สึกเหมือนร่วงลงไปในความหม่นหมอง โดนตราหน้าว่าเป็นคนแพ้ ทั้งที่ในความเป็นจริงไม่มีใครในห้องคิดแบบนั้นเลยนอกจากตัวเอง
เจนนิเฟอร์และคอนนี่ย์ยังชี้ให้เห็นอีกจุดที่สำคัญ คือ Contingencies of Self-Worth การที่ต้องคอยพิสูจน์ตัวเองซ้ำๆ ในเรื่องเดิมตลอดเวลา หมายความว่าใครคนนั้นไม่มีวันได้พักจากการแข่งขันจริงๆ สักที ต่อให้ชนะไปแล้วครั้งหนึ่ง ความรู้สึกมั่นคงที่ได้มาก็อยู่ได้ไม่นาน เพราะรอบต่อไปก็ต้องพิสูจน์ใหม่อีก นี่อาจอธิบายได้ว่าทำไมคนที่ Hypercompetitive ถึงดูเหมือนไม่มีวันพอใจกับชัยชนะที่ผ่านมา และต้องหาสนามใหม่มาพิสูจน์ตัวเองอยู่เรื่อยๆ ไม่ว่าจะเรื่องเล็กแค่ไหนก็ตาม
เด็กน้อยคนนั้น ใฝ่ฝันอยากได้ความรัก
ตอนนี้เรารู้แล้วว่า ชาว Hypercompetitive เองก็มีรอยเว้าแหว่งในใจ มักเอาคุณค่าในตัวเองผูกอยู่กับกับชัยชนะเหนือคนอื่น ไม่ชนะ เท่ากับไม่เก่ง ไม่มีใครยอมรับ ซึ่งรอยเว้าแหว่งนั้นที่ซ่อนอยู่ใต้ใบหน้ายิ้มเยาะสะใจ อาจเกิดตั้งแต่วัยเด็กก่อนจะรู้เดียงสา
คาร์ล โรเจอส์ (Carl Rogers) นักจิตวิทยาสายมนุษยนิยม ได้เสนอแนวคิด Conditional Positive Regard พูดถึงรูปแบบความรักความสนใจที่พ่อแม่มอบให้ลูกอย่างมีเงื่อนไข เช่น ให้ความรัก ความชื่นชม ความสนใจ ก็ต่อเมื่อลูกทำได้ดี เรียนเก่ง ชนะการแข่งขัน หรือทำตัวตามที่พ่อแม่คาดหวังได้ หากลูกทำไม่ได้ดั่งใจ ความรักความสนใจนั้นก็จะลดน้อยถอยลงไปด้วย

คาร์ลมองว่ารักอย่างมีเงื่อนไขนี้นี่แหละที่สร้าง เงื่อนไขแห่งคุณค่า (Conditions of Worth) ขึ้นมาและติดตัวไปจนโต เด็กจะเรียนรู้ตั้งแต่ยังเล็กว่า ความรักที่ได้รับ ต้องแลกมาด้วยผลงาน เกรดเลขสวย หรือการประพฤติตัวที่ดี และที่น่าเศร้ากว่านั้นคือ งานวิจัยที่ต่อยอดจากแนวคิดนี้ชี้ว่า แม้เด็กจะทำพฤติกรรมตามที่พ่อแม่ต้องการได้สำเร็จ ความพึงพอใจที่ได้กลับมาก็มักอยู่ได้ไม่นาน เพราะลึกๆ แล้ว มันไม่ใช่ความรักที่เด็กต้องการจริงๆ
งานวิจัยยังชี้ให้เห็นว่า การให้ความรัก ความสนใจเพิ่ม เฉพาะตอนที่เด็กทำได้ดี ก็ส่งผลกระทบทางลบต่อความมั่นคงทางใจของเด็กได้ ไม่ต่างจากการลงโทษเมื่อไม่ได้ดั่งใจ เพราะมันสื่อสารความต้องการของพ่อแม่ออกมาว่า คุณค่าของหนูขึ้นอยู่กับผลงานนะ ไม่ว่าจะมาในรูปแบบไหนก็ตาม
พอโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ เด็กที่เติบโตมาแบบนี้จึงมักพกพาเงื่อนไขแห่งคุณค่านี้ติดตัวไปโดยไม่รู้ตัว กลายเป็นกรอบคิดที่ฝังลึกว่า ตัวเองจะมีค่าก็ต่อเมื่อทำได้ดีกว่าคนอื่นเท่านั้น และเมื่อไหร่ที่เจอสถานการณ์ที่พอจะวัดผลกันได้ ไม่ว่าจะเรื่องใหญ่ได้โชว์เหนือหรือเรื่องเล็กจิ๋วแค่ไหน สมองส่วนลึกก็จะสั่งงานทันทีว่า นี่คือโอกาสอีกครั้งหนึ่งที่ต้องพิสูจน์ว่าตัวเองยังมีคุณค่าอยู่
แง่หนึ่งก็น่าเห็นใจ คนคนนั้นที่อยากเอาชนะทุกเรื่อง อาจไม่ได้แปลว่าเขาเป็นคนเอาแต่ใจอย่างเดียว อย่างที่เรามองจากภายนอก แต่อาจเป็นเพราะลึกๆ แล้วเขากำลังพยายามเติมเต็มรอยรั่วในใจเสมอมา ในทุกเกม ทุกการเถียง ทุกเรื่องเล็กๆ ที่ดูไม่สำคัญ คือโอกาสหนึ่งที่เขาจะได้รู้สึกว่าตัวเองยังมีค่าอยู่ ต่อให้แค่ชั่วครู่ก็ตาม สิ่งที่เราเห็น อาจไม่ได้เริ่มต้นจากตัวตนของเขาเลยด้วยซ้ำ แต่เป็นร่องรอยของบทเรียนที่เขาเรียนรู้มาตั้งแต่ยังจำความไม่ได้
ความรักและการยอมรับที่เขาได้รับ มันมาพร้อมใบเสร็จที่ระบุว่าเขาจ่ายไปด้วย เกรดดี กีฬาเป็นเลิศ หรือทำตัวดีกับพ่อแม่แค่ไหน หากเราได้เห็นใครที่ยังกำใบเสร็จนั้นไว้แน่นจนถึงตอนเติบใหญ่ หากเรายังมีมนุษยสัมพันธ์กับเขาอยู่บ้าง ความเห็นใจในบางครั้งก็อาจช่วยปลอบประโลมว่า
ไม่ต้องเก่งที่สุด ดีที่สุด เราก็ยังอยากเป็นเพื่อนกับเขา ให้การยอมรับในตัวเองได้ดังเดิม
อ้างอิงจาก