สั่งเดลิเวอรี่แล้วรอ 20 นาทีก็เริ่มจะกระวนกระวาย แอปพลิเคชั่นหมุนติ้ว โหลดเกิน 3 วินาที ต้องปัดออกแล้วเข้าใหม่ ใจจดจ่อรอกดข้ามโฆษณา เมื่อไหร่กันนะที่การรอเวลาเพียงไม่กี่วินาทีกลับทำเราร้อนใจ
นวัตกรรมมากมาย เกิดขึ้นมาก็เพื่อให้มนุษย์ได้ลดขั้นตอนและลดเวลาที่เสียไปลง เราเดินทาง ติดต่อสื่อสาร รับชมความบันเทิง ของส่งทันใจถึงหน้าบ้าน ได้สะดวกมากขึ้น ส่วนหนึ่งเพราะเวลาที่ใช้สั้นลงมากถ้าเทียบกับแต่ก่อน เมื่อโลกมันพัฒนามาไกลขนาดนี้ ไม่แปลกที่หลายคนก็ไม่อยากกลับไปใช้ชีวิตลำบากอย่างวันวาน ใครจะอยากเสียเวลารอกับเรื่องที่มันทำให้ไวได้กัน
หากว่าด้วยความสะดวกสบายในชีวิตที่ก้าวไปตามเทคโนโลยีก็พอเข้าใจได้ แต่เมื่อลองกลับมาสังเกตตัวเองในวันนี้ดู เราเฝ้ารออะไรได้เท่าแต่ก่อนหรือเปล่า เราร้อนรนใจไปกับเวลาที่ต้องรั้งรอเพียงอึดใจไหม นั่นหมายความว่าโลกที่สะดวกฉับไวกำลังลดทอนความอดทนของเราหรือเปล่านะ
ยิ่งเร็วยิ่งดี
หากเลือกได้ ใครๆ ก็คงอยากเลือกให้ตัวเองได้อะไรรวดเร็วดั่งใจคิด แต่มันต้องเร็วขนาดไหนกัน เร็วจนเริ่มหงุดหงิดกับการรอเลยหรือเปล่า นั่นอาจไม่ใช่เพราะเราเป็นคนใจร้อน แต่เพราะเรากำลังติดกับดักความพึงพอใจระยะสั้น
แนวคิดที่ว่านั้น คือ Instant Gratification ความต้องการได้รับความพึงพอใจหรือรางวัลในทันที ไม่อยากรอ แม้ว่าการรอจะทำให้ได้รับผลตอบแทนที่มากกว่าหรือดีกว่าก็ตาม ทำให้ทุกวันนี้เราเผลอเช็กมือถือทุก 5 นาที เพราะได้ผละจากงานเครียดๆ ตรงหน้าได้เลย เผลอเลื่อน TikTok ทั้งที่ตั้งใจจะเข้านอนเร็ว ซื้อของทันทีเพราะมีโปรโมชั่นแม้ยังไม่จำเป็นต้องใช้ พฤติกรรมเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะเราไร้วินัย ใจร้อน ไม่รู้จักรอ แต่เป็นเพราะสมองมนุษย์เราถูกออกแบบมาให้เห็นคุณค่าของรางวัลตรงหน้ามากกว่า

งานวิจัยหัวข้อ Separate Neural Systems Value Immediate and Delayed Monetary Rewards ตีพิมพ์บนวารสาร Science ในปี 2004 ศึกษาเกี่ยวกับการตัดสินใจของมนุษย์และพบว่ามนุษย์เราใช้ระบบประสาท 2 ส่วนที่แตกต่างกันในการประเมินคุณค่าของรางวัล ระแบบแรก ระบบลิมบิก (Limbic system) สมองส่วนนี้จะทำงานอย่างหนักเมื่อเราตัดสินใจเลือกรางวัลที่ได้รับทันที คอร์เทกซ์ส่วนหน้าและกลีบข้างส่วนหลัง (Lateral prefrontal cortex & posterior parietal cortex) สมองส่วนนี้จะทำงานในการควบคุมเหตุผล จะถูกกระตุ้นอย่างสม่ำเสมอเมื่อเราประเมินทางเลือก
ผลของงานวิจัยนี้อธิบายว่าทำไมมนุษย์เราถึงมักจะหุนหันพลันแล่นเลือกสิ่งตอบแทนที่ได้ในทันทีมากกว่าที่จะรอคอยรางวัลที่มีมูลค่ามากกว่าในระยะยาว เนื่องจากสมองทั้งสองระบบนี้ทำงานแข่งกันนั่นเอง
หากยังไม่เห็นภาพ เรามาดู Delay Discounting Task การทดสอบประเมินพฤติกรรม ใช้วัดการประเมินคุณค่ารางวัลที่จะได้รับ โดยให้คนเลือกระหว่างเงินก้อนเล็กที่ได้ทันที กับเงินก้อนใหญ่กว่าที่ต้องรอ แล้วดูว่าคนแต่ละคนรอไหวแค่ไหน ผลชี้ว่ามนุษย์เรามักเอนเอียงไปทางได้เงิน ได้รางวัลตอนนี้เลยมากกว่า
พฤติกรรมนี้ไม่ได้เพิ่งจะมีในวันที่เทคโนโลยีให้เราทำอะไรได้ฉับไว เล่าไปก็แอบอึ้ง มันอยู่กับเรามาตั้งแต่ยุคเก็บของป่าล่าสัตว์แล้วล่ะ

งานวิจัยหัวข้อ The evolutionary origins of temporal discounting อธิบายว่าพฤติกรรมที่เรามักเลือกรางวัลตรงหน้า ไม่เห็นค่ารางวัลในอนาคต มันช่วยให้เรามีชีวิตรอดมาตั้งแต่ยุคเก่าก่อน ในตอนนั้นเราดำรงชีวิตด้วยการล่าสัตว์และเก็บเกี่ยวของป่า ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่คาดเดาไม่ได้ อาหารขาดแคลนบ้าง อุดมสมบูรณ์บ้าง จะให้มาวางแผนล่วงหน้าก็ไม่อาจเดาใจธรรมชาติได้ วันนี้อาจเจอพุ่มเบอร์รี่เต็มต้น พรุ่งนี้อาจไม่เจออะไรเลย เพราะถ้าไม่กินตอนนี้อาจมีสัตว์อื่นมาแย่งไปก่อน หรือผลไม้อาจเน่าเสียไปแล้วก็ได้
สภาพแวดล้อมที่ไม่แน่นอนในตอนนั้น (และไม่มีตู้เย็น) สอนให้มนุษย์เลือกอะไรที่ทำให้เรามีชีวิตต่อได้แน่นอนดีกว่า เจอวันนี้กินตอนนี้ พรุ่งนี้ค่อยหาใหม่ สมองที่รีบคว้ารางวัลตรงหน้าก็เลยถ่ายทอดต่อกันมา ฝักรากลึกในสัญชาตญาณจนถึงทุกวันนี้
ปัญหาคือโลกที่เราอยู่ตอนนี้มันไม่เหมือนทุ่งหญ้าสะวันนาเมื่อหลายหมื่นปีก่อนแล้ว เรามีตู้เย็น มีเงินเดือน มีระบบออมทรัพย์ มีสิ่งที่การันตีว่าพรุ่งนี้เรายังมีที่ซุกหัวนอน มีมื้ออาหารเลี้ยงท้อง โอกาสในชีวิตก็ยังอยู่ตรงนั้นไม่ได้หายไปไหน แต่สมองที่ชอบเอารางวัลตรงหน้าเลยยังคงทำงานอยู่เหมือนเดิม
กลไกที่เคยช่วยบรรพบุรุษเราเอาตัวรอด กลับกลายเป็นจุดอ่อนในโลกที่ทุกอย่างหมุนไวขึ้น แล้วถ้าสมองเราถูกตั้งโปรแกรมมาให้คว้าอะไรก็ได้ตรงหน้า แล้วโลกดิจิทัลที่ออกแบบมาเพื่อตอบสนองความอยากนั้นทุกวินาที มันกำลังทำอะไรกับเราอยู่กันแน่?

โดปามีนสำเร็จรูป
ตั้งแต่ยุคมนุษย์หาของป่าล่าสัตว์มาจนถึงวันไถโทรศัพท์เพื่อความบันเทิง สัญชาตญาณที่เราคว้าหมับเอารางวัลตรงหน้า ตัวการสำคัญในเรื่องนี้คือโดปามีน (Dopamine) จริงๆ แล้วโดปามีนเกี่ยวข้องกับความอยากและการคาดหวังรางวัล ไม่ใช่ความสุขเพียงอย่างเดียว มันทำงานตอนที่เราได้เลือกอะไรตามใจตัวเอง ผลักดันให้เราเลือกความสุขตรงหน้า ไม่ใช่สารที่หลั่งออกมาเพื่อบอกว่าเรากำลังมีความสุข เราอดใจไม่ไหวเมื่อเห็นโทรศัพท์ ขอหยิบมาปัดคั่นเวลาทำงานนิดนึงก็ยังดี โดยระบบที่ควบคุมการหลั่งนี้เรียกว่าระบบเมโสลิมบิก (mesolimbic system)
ถึงอย่างนั้น โดปามีนก็ไม่ได้ตอบสนองกับทุกสิ่งเหมือนกันหมด เพราะของโปรดของมันคือของแปลกใหม่ ทุกครั้งที่เราเจอสิ่งเร้าใหม่ๆ ไม่คาดคิด ระบบเมโสลิมบิก ก็เริ่มออกโรงหลั่งโดปามีนมากเป็นพิเศษ เหมือนตอนเปิดกล่องของขวัญที่ไม่รู้ว่าข้างในเป็นอะไร มันย่อมตื่นเต้นกว่าเสมอ
ต่อให้ใหม่แค่ไหน พอเจอหลายครั้งเข้าก็เริ่มกลายเป็นสิ่งคุ้นเคย โดปามีนที่เคยไหลบ่าก็เริ่มลดลง สมองเราพอจะคาดเดาผลลัพธ์ได้ ความตื่นเต้นจึงน้อยตามไปด้วย พอได้ไถหน้าจอ ดูคลิปสั้นใหม่ๆ ทุกวินาทีแบบเดาไม่ได้ว่าข้างหน้าจะเป็นคลิปอะไร ได้ตอบข้อความทันที ใจจดจ่อลุ้นว่า “กำลังพิมพ์..” ที่ว่านั้น จะส่งบทสนทนาแบบไหนมาให้ จึงกระตุ้นระบบโดปามีนได้ต่อเนื่อง
เมื่อสมองเราถูกกระตุ้นด้วยความแปลกใหม่ตลอดเวลาแบบนี้ มันก็เริ่มคาดหวังความตื่นเต้นเร้าใจในระดับเดิมนี้เรื่อยๆ พอกลับไปเจอกับสิ่งที่ต้องใช้เวลา ต้องรอ ไม่มีความไม่แน่นอนแบบฉับพลัน สมองส่วนนั้นเริ่มประมวลผลว่ากิจกรรมนั้นน่าเบื่อจัง ทั้งที่จริงๆ มันอาจไม่ได้น่าเบื่อขนาดนั้น แค่มันไม่ได้ถูกออกแบบมาให้กระตุ้นโดปามีนแบบที่เราเริ่มคุ้นชิน กลายเป็นว่ายิ่งได้อะไรมาไว ความสุขนั้นก็จากไปไวเช่นกัน เราเลยได้แต่เฝ้ารอความสุขใหม่ที่เราจะไขว่คว้าไม่หยุดหย่อน
ให้ฉันรอแล้วได้อะไร?
ถ้าโลกยุคใหม่ทำให้เราอดทนรออะไรได้น้อยลงเรื่อยๆ จนความสุข ความพึงพอใจที่ได้สิ่งนั้นกลับที่ได้กลับสั้นลงตาม แปลว่าทางออกคือเราต้องรอให้มากขึ้นหรือเปล่า

งานวิจัยในหัวข้อ Waiting for Merlot: Anticipatory Consumption of Experiential and Material Purchases ในปี 2014 ลองศึกษาว่าการรอคอยระหว่างสิ่งที่จับต้องได้ เช่น เสื้อผ้า มือถือ กับรอคอยเพื่อประสบการณ์ เช่น ทริปท่องเที่ยว คอนเสิร์ต วันพิเศษ จะแตกต่างกันหรือเปล่า ผลที่ได้คือการรอเพื่อประสบการณ์นั้นสนุกกว่า
คนที่กำลังนับวันรอทริปท่องเที่ยวจะรู้สึกตื่นเต้นระหว่างรอ มากกว่าคนที่กำลังรอพัสดุมาส่ง ทั้งที่สุดท้ายทั้งคู่ก็นั่งรอเหมือนกันแท้ๆ อาจเพราะใจความสำคัญไม่ได้อยู่ที่ระยะเวลาที่ต้องรอ แต่อยู่ที่ว่าเรารออะไรและรอแบบไหน
การรอที่มีความหมาย ได้จินตนาการไปล่วงหน้า ในตอนเรานอนคิดถึงทริปพรุ่งนี้จนหลับไม่ลง มันคนละแบบกับการรอเปล่าๆ อย่างเว็บโหลดช้า ต่อคิวยาวเหยียดในร้านค้า ฉะนั้น การจะบอกว่าได้เฝ้ารอนานๆ ดีกว่าเสมอ ก็คงกำปั้นทุบดินไปหน่อย หากเราอยากได้ทุกอย่างเร็วที่สุดเสมอ อาจทำให้เราใจเร็วด่วนได้ ข้ามช่วงเวลาที่ควรค่าแก่การรอไปโดยไม่รู้ตัว
แม้เราจะชอบปัดมือถือตอนว่าง (ไม่ว่างก็ชอบ) ชอบให้ทุกอย่างมันไวดั่งใจ ก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไรเลย นั่นก็เป็นความสุขแบบหนึ่ง แต่สิ่งที่ต้องระมัดระวัง ใต้ความสะดวกสบายของเทคโนโลยี มันกำลังฝึกระบบโดปามีนของเราให้คุ้นชินกับความพอใจระดับนั้นไปเรื่อยๆ จนทำให้ความอดทนรั้งรอเราสั้นลงโดยไม่รู้ตัว จากที่เคยรอได้ กลายเป็นรอไม่ได้ จากที่เคยมองว่า 5 นาทีคือเรื่องปกติ กลายเป็น 5 วินาทีก็ยังนานเกินไป
พอเส้นความอดทนมันขยับ สิ่งที่ตามมาคือเรามักจะหัวเสียกับความล่าช้าที่จริงๆ แล้วไม่ได้ร้ายแรงอะไรเลย อาจเป็นจุดที่น่ากลับมารู้เท่าทันตัวเองบ้าง อย่าเผลอติดอยู่ในวังวนโดปามีน จนต้องจ่ายเป็นอารมณ์ขุ่นมัวเมื่อสิ่งนั้นไม่รวดเร็วดั่งใจ
ขนาดบรรณาธิการบทความนี้ต้องยังรอ เพราะผู้เขียนส่งช้าไปเสียหน่อยเลย อิอิ
อ้างอิงจาก