ผิดไหมถ้าเราให้อภัยพ่อแม่ไม่ได้
ใช่ว่าทุกคนจะโชคดีเกิดมาในครอบครัวอบอุ่น พร้อมเข้าใจความรู้สึกเราเสียเมื่อไหร่ มีคนอีกไม่น้อยที่เติบโตมาพร้อมกับบาดแผลในวัยเด็ก ไม่ว่าจะเป็นทางคำพูดหรือทางร่างกาย แม้เวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน ภายนอกดูปกติเพียงใด แต่ลึกๆ แล้ว บาดแผลเหล่านั้นก็ยังคงเป็นส่วนหนึ่งในตัวเราไม่ไปไหน
หากเป็นคนอื่นมาทำให้เราเจ็บช้ำ สิ่งแรกที่เราทำก็คงเป็นการบอกไปตรงๆ หรือตัดขาดความสัมพันธ์ได้ทันที แต่พอเป็นคนในครอบครัว เรื่องกลับไม่ง่ายอย่างนั้น แม้ว่าเราจะรู้สึกโกรธหรือเสียใจกับการกระทำของพวกเขามากแค่ไหน แต่หลายครั้งกลับยอมปล่อยผ่านไป กลืนความน้อยใจไว้กับตัวเพียงลำพัง เพราะเขาเป็นคนเลี้ยงเรามานี่นา
เมื่อความเสียใจยังติดค้างอยู่ในใจ แม้ว่าใครๆ จะบอกว่าให้เราปล่อยวาง แต่จะผิดไหมถ้าเราไม่สามารถให้อภัยพวกเขาได้ แล้วเราจะมีทางออกในสถานการณ์นี้ยังไงบ้าง

เมื่อบาดแผลทางใจซับซ้อนกว่าที่คิด
หลายครั้งที่สร้างบาดแผลวัยเด็กที่เราจำฝังใจมากที่สุดก็เป็นคนในครอบครัวของเราเอง
บาดแผลจากพ่อแม่ที่เป็นพิษ หรือ Toxic parents อาจไม่ได้ตกสะเก็ด หรือเลือดออกซิบๆ จนเราสังเกตเห็นได้ด้วยตาเปล่า ดูเผินๆ แล้วเหมือนปกติดีด้วยซ้ำไป เพราะเรายังมีเสื้อผ้า มีอาหาร และข้าวของต่างๆ ครบถ้วน แต่ลึกลงไปเรากลับรู้สึกกลับโหวงเหวงว่างเปล่า ถึงอย่างนั้นเราก็ยังต้องพยายามอย่างหนัก เพื่อบอกคนอื่นว่าเราสบายดี
แต่ก่อนจะไปถึงการให้ยกโทษให้ผู้ปกครอง เราชวนมารู้จักหน้าตาความสัมพันธ์ที่เป็นพิษในบ้านกันก่อนดีกว่า ว่าครอบครัวที่เป็นพิษมีหน้าตาแบบไหนบ้าง อิมิ โล (Imi Lo) ที่ปรึกษาและนักจิตบำบัดด้านอารมณ์รุนแรงและอ่อนไหวสูง อธิบายถึงพลวัตในครอบครัวที่เป็นพิษไว้ 5 ประเภทด้วยกัน คือ
การทำให้เป็นแพะรับบาป (Scapegoating) ครอบครัวประเภทนี้มักโยนความผิดไปให้เด็กเป็นประจำ เช่น การดุด่าหรือตำหนิ เมื่อเกิดความผิดพลาดขึ้น แม้จะไม่ได้เป็นความผิดของเขาเลยก็ตาม เพราะต้องการหลบเลี่ยงการเผชิญหน้ากับปัญหาโดยตรง ทำให้เด็กมักรู้สึกโดดเดี่ยว แปลกแยก หรือเกลียดตัวเอง
การถูกผลักให้เป็นพ่อแม่ (Parentification) ครอบครัวประเภทนี้มาจากการที่พ่อแม่ไม่สามารถปกป้องดูแลเด็กๆ ได้ จึงทำให้เด็กต้องลุกขึ้นมาสลับบทบาท กลายเป็นพ่อแม่ตัวจิ๋ว ที่ต้องรับผิดชอบสิ่งต่างๆ แทนผู้ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นการคอยรับฟังปัญหาของผู้ใหญ่ หรือแม้แต่รับผิดชอบงานที่ควรจะเป็นของผู้ปกครอง ทั้งงานบ้าน หรือเลี้ยงดูน้องๆ เด็กเหล่านี้ต้องเก็บกดความต้องการไว้ข้างใน เพื่อไม่ให้พ่อแม่ผิดหวัง
การมีพ่อแม่ที่ไม่พร้อมทางอารมณ์ (Emotionally Unavailable Parents) เด็กที่เติบโตมาในครอบครัวนี้มักถูกละเลยความรู้สึกเป็นประจำ ไม่ว่าจะทำดีแค่ไหน ก็ไม่เคยได้รับคำชมจากพ่อแม่ เด็กเหล่านี้จึงมักรู้สึกเหมือนถูกทอดทิ้ง และเมื่อเติบโตขึ้นอาจทำให้เขารู้สึกเห็นคุณค่าในตัวเองยากขึ้น และไม่รู้วิธีแสดงออกทางอารมณ์อย่างถูกต้องในสถานการณ์ต่างๆ

ความสัมพันธ์ที่หลอมรวมกันเกินไป (Enmeshment) ครอบครัวประเภทนี้มักไม่ยอมปล่อยให้เด็กได้ทดลองผิดถูก หรือสำรวจโลกด้วยตัวเอง เพราะลึกๆ แล้วอาจทนไม่ได้ที่เห็นลูกและตัวเองต้องเจอกับความผิดหวัง หลายครั้งจึงมักควบคุมบงการเด็กๆ ภายใต้ความหวังดี เมื่อเติบโตขึ้นเด็กเหล่านี้มักแยกไม่ออกระหว่างความต้องการของตัวเองและครอบครัว ทำให้ต้องทำตามความต้องการของคนอื่นก่อนเสมอ จนไม่สามารถทำสิ่งที่ตัวเองต้องการได้
การแข่งขันและการกดทับ (Competition and Oppression) ครอบครัวประเภทนี้มักมีความอิจฉาเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยพ่อแม่ที่ไม่สมหวังในชีวิตอาจรู้สึกอิจฉาเมื่อลูกได้รับสิ่งต่างๆ อย่างที่ตัวเองไม่เคยได้รับมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นความสำเร็จ ความรัก หรือความสบาย ทำให้พวกเขาอาจถอยกลับไปสู่สภาวะจิตใจของเด็กอีกครั้งและมองว่าลูกเป็นคู่แข่ง อารมณ์เหล่านี้ส่งผลให้เด็กรู้สึกเกลียดตัวเอง จนรู้สึกว่าตัวเองไม่สมควรได้รับคำชื่นชม หรือความสำเร็จ
นอกจากความท็อกซิกในครอบครัวที่ว่ามาแล้ว เด็กหลายคนยังอาจมีบาดแผลจากความรุนแรงที่เห็นได้อย่างชัดเจน ทั้งร่างกายและจิตใจ ไม่ว่าจะเป็นการตบตี ดุด่าว่ากล่าว หรือความรุนแรงทางเพศ ทั้งหมดนี้ต่างก็เป็นสาเหตุของทรอม่า (Trauma) หรือปมในใจ แม้ว่าจะผ่านมานานแค่ไหนบาดแผลเหล่านี้ก็ไม่มีทีท่าว่าจะหายสนิทได้เลย
ผิดไหมหากใจเราไม่อยากให้อภัย
หลายครั้งเด็กที่เติบโตมาในบ้านที่เป็นพิษ มักรู้สึกว่าการให้อภัยเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำ เพราะรู้สึกว่าตัวเองต้องเป็นคนรับผิดชอบความรู้สึกไม่ดีที่เกิดขึ้น หลายครั้งจึงทำให้พวกเขาต้องรีบปัดความเจ็บปวดทิ้งไปและให้อภัยอีกฝ่ายโดยเร็ว แม้ในใจจะรู้สึกเจ็บปวดอยู่ก็ตาม
แน่นอนว่าการให้อภัยเป็นส่วนหนึ่งของการเยียวยาบาดแผลในใจ เป็นวิธีปลดปล่อยเราจากอดีตแล้วก้าวต่อไปข้างหน้า ถึงอย่างนั้นการให้อภัยก็ไม่ใช่หนทางที่จะลบล้างความเจ็บปวดให้จางลงไปได้ทันที อันที่จริงการให้อภัยโดยที่ยังไม่พร้อม อาจยิ่งตอกย้ำรอยแผลเก่าของเราได้มากขึ้นด้วยซ้ำ เพราะลึกๆ ในใจเรายังไม่เคยได้รับการเยียวยาอย่างถูกต้องเลย
อีวอนน์ คาสตาเนดา (Yvonne Castañeda) อาจารย์พิเศษประจำคณะสังคมสงเคราะห์ มหาวิทยาลัยบอสตัน อธิบายถึงความยากของการพูดคุยเรื่องบาดแผลวัยเด็กกับพ่อแม่ไว้ว่า หลายครั้งพ่อแม่เองมักไม่ยอมรับความผิดพลาดที่เกิดขึ้น และหยิบคำพูดต่างๆ มาทำร้ายใจเราได้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นคำพูดทำนองว่า ‘ใช่ ฉันผิดเองแหละ ทำอะไรก็ไม่ถูกสักอย่าง’ ‘ฉันไม่เคยทำแบบนั้นสักหน่อย’ ‘พูดเรื่องนี้อีกแล้วเหรอ ปล่อยวางได้แล้วมั้ง’ หรือ ‘ตอนเด็กๆ ฉันโดนมามากกว่านี้อีก’ สุดท้ายวงจรความรุนแรงยังเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยที่เราไม่มีโอกาสได้ยินคำขอโทษจากพวกเขา

เช่นเดียวกับ นิโคลัส เจนเนอร์ (Nicholas Jenner) นักบำบัดด้านความสัมพันธ์ ชี้ถึงปัญหาของการให้อภัยเมื่อไม่พร้อมว่า การรีบปล่อยผ่านเรื่องที่เกิดขึ้น อาจหมายถึงการที่เราเราละเลยความรู้สึกโกรธ ความเศร้า หรือความเจ็บปวดของตัวเอง จนทำให้อารมณ์เหล่านี้ไม่ได้ถูกปลดปล่อยออกมาอย่างถูกต้อง แถมยังอาจทำให้คนกระทำไม่ต้องรับผิดชอบความผิดของตัวเองด้วย จนสุดท้ายการให้อภัยก็อาจไม่ช่วยเยียวยาบาดแผลเราได้จริงๆ
จากเหตุผลที่ว่ามาจึงไม่แปลกเลยหากหลายครั้งเราอาจรู้สึกว่าการให้อภัยพ่อแม่เป็นเรื่องยากกว่าคนอื่นๆ ก็เพราะเราไม่เคยได้รับคำขอโทษจริงๆ เลยนี่นา
ทั้งนี้เราต้องบอกก่อนว่าการไม่ให้อภัย ไม่ได้หมายความว่าเราจะเป็นลูกที่ไม่ดี หรือไม่กตัญญูต่อผู้มีพระคุณนะ เพราะการกตัญญูควรหมายถึงการเคารพ และดูแลเอาใจใส่ต่อพ่อแม่ แต่ไม่ได้หมายความว่าเราต้องยอมให้พวกเขาทำร้ายจิตใจ เราสามารถยอมรับความจริงว่าเราเจ็บปวดและต้องการคำขอโทษ ไปพร้อมๆ กับการรักษาความสัมพันธ์กับพวกเขาได้เหมือนกัน
วิธีเยียวยาแผลใจในวัยเด็ก
มาถึงคำถามสำคัญที่ว่า หากเราคิดว่าพ่อแม่ทำให้เราเจ็บปวด แล้วเรายังควรให้อภัยพวกเขาอยู่หรือเปล่า? ซึ่งคำตอบก็ไม่ได้ตายตัว ขึ้นอยู่กับความพร้อมของแต่ละคน อย่างไรก็ตามคำแนะนำจาก โลเรน เดวีส์สมิธ (Lorraine Davies-Smith) นักจิตบำบัด ก็อาจช่วยย้ำให้เราสบายใจว่า เราไม่จำเป็นต้องให้อภัยพวกเขาทันทีเลยก็ได้ หากเรายังรู้สึกเจ็บปวดกับการกระทำของพ่อแม่อยู่
สาเหตุก็เพราะการให้อภัยต้องเริ่มจากการทำความเข้าใจว่าทำไมคนคนนั้นถึงทำสิ่งนี้ และทำไปเพราะอะไร หากเราเข้าใจแล้วจึงนำไปสู่การให้อภัยได้ หากพ่อแม่ได้ฟังความรู้สึกของเราแล้วยินดีรับผิดชอบการกระทำของตัวเอง หรือเราทำความเข้าใจได้ว่าพวกเขาก็เป็นแค่มนุษย์ที่ไม่ได้สมบูรณ์แบบ การให้อภัยก็อาจช่วยเยียวยาจิตใจเราได้ง่ายขึ้น
อย่างไรก็ตาม เราต้องเผื่อใจไว้ด้วยว่า การพูดคุยเรื่องบาดแผลกับพ่อแม่อาจไม่ได้จบลงด้วยดีเสมอไป การพูดคุยบางครั้งอาจทำให้เรารู้สึกเจ็บปวด เพราะต้องกลับไปเจอกับแผลเดิมซ้ำ หรือแย่ที่สุดอาจต้องเจอกับการที่พ่อแม่ปฏิเสธไม่ยอมรับการกระทำตัวเอง และเมื่อเจอเหตุการณ์เหล่านี้แล้วเรารู้สึกเสียใจ นั่นไม่ได้แปลว่าเราไม่เข้มแข็งพอนะ แต่เป็นเพราะพวกเขากำลังปกป้องตัวเองจากความเจ็บปวดต่างหาก
ดังนั้นหากเราเลือกที่จะพูดคุยกับพวกเขาอาจต้องทำอย่างระมัดระวัง หรือขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญช่วยเสมอนะ เพื่อไม่ให้จิตใจเราบอบช้ำเกินไปหรือกลายเป็นบาดแผลที่รุนแรงมากขึ้นกว่าเดิม
ไม่ว่าเราจะเลือกให้อภัยหรือไม่ สุดท้ายแล้วทางเลือกก็ยังของเรา และควรทำเมื่อรู้สึกพร้อมแล้วเท่านั้นนะ เพราะความรู้สึกของเราก็เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้ใครเลย
อ้างอิงจาก