ในฐานะแฟนวันพีซที่โตมากับการอ่านวันพีซ ตั้งแต่ตอนเด็กๆ เราฝันร่วมไปกับการออกทะเล รวบรวมเพื่อนพ้อนของลูฟี่ จากเกาะน้อยที่ไม่สลักสำคัญ จนเดินทางเข้าสู่แกรนด์ไลน์ และเริ่มทุบทำลายระเบียบศูนย์กลางของโลก
แต่เมื่อวันพีซ เข้าสู่โลกของไลฟ์แอ็กชั่น จากลายเส้นเรียบๆ หรือจะจากอนิเมะขยับได้ ด้วยสุนทรียะของมังงะและอนิเมะ สิ่งหนึ่งที่เราเริ่มสัมผัสได้เมื่อเรื่องราวในวันพีซกลายเป็นเวอร์ชั่นคนจริงๆ มีเลือดเนื้อที่เป็นรูปธรรม และเริ่มพบว่า บางสิ่งที่ถูกเล่าในวันพีซ มันค่อนข้าง ‘ดาร์ก’ และค่อนข้างรุนแรงพอสมควร
ตรงนี้อาจเป็นที่มุมมองของเราที่เปลี่ยนจากเด็กน้อย มาสู่วัยผู้ใหญ่ และอาจด้วยสุนทรียะทางภาพยนตร์ที่มัน ‘จริง’ เป็นคนจริงๆ สมจริง เป็นเรื่องจริงมากขึ้น
โดยเฉพาะเมื่อเรานึกขึ้นได้ว่า เรื่องราวการเดินทางทั้งหมด เป็นเรื่องของเด็กวัยรุ่น และการย้อนไปดูเรื่องราววันพีซตั้งแต่ต้น การเดินทางทั้งหมด ตัวละครเกือบทั้งหมดบนเรือของโจรสลัดหมวกฟาง ล้วนเป็น ‘เด็กๆ ที่เต็มไปด้วยบาดแผล’ ซึ่งพอจะตีความได้ว่าเป็นผลพวงของยุคสมัย
ในการเดินทางออกสู่ท้องทะเล การตามหา ‘สมบัติที่แท้จริง’ ของโจรสลัด ก็อาจเกี่ยวข้องกับการเยียวยา ทั้งในเชิงนามธรรม และในเพื่อเป็นการเปลี่ยนแปลงไปสู่ยุคสมัยใหม่
แผลของเด็กๆ และ ภาวะ Post-war Japan
ประเด็นมังงะที่ว่าด้วยความเจ็บปวด บาดแผลและการเอาตัวรอด จริงๆ พอจะนับได้ว่าเป็นตีมหลักในมังงะของเด็กผู้ชายหรือการ์ตูนโชเน็นทั้งหลาย เรามีนารูโตะ ก็ว่าด้วยเด็กที่ถูกทอดทิ้ง การสังหารครอบครัว การทรยศหักหลัง มีฮันเตอร์ x ฮันเตอร์ ที่ตัวละครเติบโตมาจากการถูกสังหารและความรุนแรง เกือบทุกเรื่องว่าด้วยภาวะที่ไร้พลัง เต็มไปด้วยการร่องรอยของความขาด ของปมในใจ
ในระดับประเภท คือการเป็นเรื่องราวสำหรับวัยรุ่น เล่าเรื่องวัยรุ่น การเริ่มของฮีโร่ต่างๆ มักจะต้องเริ่มด้วยความขาด เริ่มด้วยภาวะไร้กำลัง ซึ่งอาจเป็นทั้งเงื่อนไขในการผลักดันตัวละครวัยรุ่นให้ออกไปสู่การต่อสู้เพื่อเอาชนะระบบหรือเงื่อนไขในปัจจุบัน ในบางบริบทอาจนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงหรือเงื่อนไขใหม่ๆ
ในบริบทประวัติศาสตร์ เรื่องราวในวันพีซ ก็คล้ายกับบริบทญี่ปุ่นในยุคหลังสงคราม หลังทศวรรษ 1945 คือเป็นยุคที่ดูเหมือนจะเข้าสู่ความสงบสุข ทว่าผลพวงสำคัญที่สุดในสังคมญี่ปุ่นคือการเกิด ‘เด็กๆ ที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง’ คือเด็กกำพร้าสงคราม (sensō koji) คือเหล่าเด็กที่สูญเสียพ่อแม่ไปจากสงคราม ไม่ว่าจะเป็นจากปรมาณู จากห่าฝนระเบิดที่พรมลงบนพื้นที่เมืองในทุกหย่อมย่าน หรืออาจสูญเสียครอบครัวไปด้วยเหตุใดก็ตามในยุคสงคราม

ในปี 1948 มีรายงานว่า เด็กกำพร้าสงครามมีจำนวนกว่า 123,000 คน ญี่ปุ่นในห้วงเวลาหลังพ่ายแพ้สงคราม ยังไม่มีงบประมาณและมีกำลังในการดูแลเด็กๆ จากสงคราม มีรายงานว่าในยุคนั้น เด็กจำนวนมากต้องดูแลตัวเอง พึ่งพาตัวเอง บ้างก็ใช้ชีวิตเร่ร่อนบนท้องถนน ใช้ชีวิตอยู่กับญาติซึ่งมักจะถูกข่มเหง บ้างก็เข้าหาความช่วยเหลือในพื้นที่นอกกฎหมาย ถูกทำร้าย
อ่านมาจนถึงตอนนี้ เราอาจเริ่มมองเห็นความคล้ายบางอย่าง ในเรื่องราวปูมหลังของเด็กๆ ในวันพีซ ในบริบทของวันพีซ มีความคล้ายกับยุคหลังสงครามของญี่ปุ่น คือในภาพรวมเราพูดถึงการเกิดสันติภาพ เป็นการสยบทำลายความโกลาหล (Chaos) เกิดความมั่นคงจากการปกครองดูแล แต่ทว่าภายในภาคส่วนเล็กๆ กลับแตกกระจายและเต็มไปด้วยความวุ่นวายน้อยใหญ่ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่รัฐบาลโลกแผ่อำนาจไปไม่ถึง ซึ่งจริงๆ สุดท้ายอำนาจปกครองของรัฐบาลโลกเองก็ถูกตั้งคำถามว่าระเบียบโลกนั้นแลกมาด้วยอะไร ซึ่งอาจหมายถึงการกดขี่หรือการลบทำลายอาณาจักรบางแห่งให้หายไปจากแผนที่โลกเพื่อรักษาระเบียบโลกไว้
เหล่าเด็กกำพร้าและทะเลในฐานะพื้นที่เยียวยา
ถ้าพูดในภาพรวม เด็กๆ ทั้งหมดบนเส้นทางการผจญภัย ล้วนเป็นเด็กกำพร้า ไม่สูญเสียครอบครัว ไม่มีบ้าน ก็ภูมิหลังครอบครัวแหลกสลาย ถ้าเล่าในระดับลายเส้น หรือเขียนเล่า อาจรู้สึกว่าธรรมดา แต่พอกลายเป็นเหตุการณ์จริง เราจะยิ่งสัมผัสความรุนแรงหรือบาดแผลที่เด็กๆ เหล่านั้นเผชิญขึ้นได้
หนึ่งในตัวละครลำดับต้นๆ ที่เราจะสัมผัสได้ว่าชีวิตมันหนักหนาจัง คือ ‘นามิ’ ตัวละครเด็กหญิงที่นับได้ว่าเป็นผลพวงของสงครามโดยตรง สูญเสียพ่อแม่ ถูกเก็บมาเลี้ยงไม่พอ ยังถูกกลุ่มโจรสลัดอารอนหลอกใช้ และใช้ความรุนแรงด้วยการจับครอบครัวเท่าที่นามิมี และหมู่บ้านเป็นตัวประกัน ก่อนจะเตรียมหักหลังและทำลายทั้งหมดทิ้ง
ลูฟี่เองก็มีปมในทำนองเดียวกัน คือมีครอบครัวที่เลือกรวมตัวกันขึ้นเป็นพี่น้องและแม่บุญธรรมที่เลี้ยงดูคือ ‘ดาดัน’ ลูฟี่และพี่น้องคือเอสและซาโบ้ ถูกเลี้ยงในสภาวะคล้ายๆ กับคนป่า ให้เอาตัวรอดและต่อสู้ ตรงนี้เองที่ทำให้ลูฟี่สร้างสมาชิกในครอบครัวคือซาโบ้และเอส ซึ่งช่วงหนึ่งลูฟี่รู้สึกว่าตัวเองสูญเสียสมาชิกในครอบครัวไปคือซาโบ้ และมาสูญเสียอีกครั้งเมื่อเอสจากไป
ในแง่นี้ ปมหนึ่งของลูฟี่คือการไม่ต้องการสูญเสียใครในครอบครัวไปอีก ซึ่งก็ค่อนข้างรวมตัวละครอื่นๆ ที่มีบาดแผลในทำนองเดียวกัน ทำให้ความเป็นพวกพ้องของทุกคนถักทอจนแน่นแฟ้น ขาดซึ่งกันและกันไม่ได้ บ้างก็มีหัวใจของความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ยิ่งไปกว่าการไม่อยากสูญเสียใครไป

นามิเองก็มีแนวโน้มของการสะสมทรัพยากรเพื่อต้องการรักษาความมั่นคงไว้ (security) ที่สำคัญคือ ‘นิโค โรบิน’ ที่พวกพ้องของเธอหมายถึงการกลับไปนิยามความหมายการมีชีวิต จากคนที่คิดว่าไม่ควรมีชีวิตอยู่ ควรจะตายไปแล้ว กลับมีเจตจำนงค์ของการมีชีวิตต่อ ตัวละครอื่นๆ เช่น ‘ซันจิ ก็นิยามความหมายด้วยการดูแลให้ชีวิตและกำลังแก่คนอื่นด้วยอาหาร ‘โซโล’ ก็คล้ายกันคือการแข็งแกร่งขึ้นเพื่อร่วมปกป้องเพื่อนพ้องของตน
กลับมาที่ภาพรวม ในบริบทวันพีซ เด็กๆ ซึ่งกลายเป็นสมาชิกหมวกฟางล้วนเป็นส่วนหนึ่งของความรุนแรงที่ซุกซ่อนอยู่ภายใต้สันติภาพและการปกครองของโลกที่ดูสงบสุข เป็นระบบจอมปลอมที่เต็มไปด้วยการเสียสละของคนตัวเล็กตัวน้อย และความตาย ความทุกข์ยากของผู้คนมากมาย
การตัดสินใจเดินทางออกสู่ท้องทะเล จึงเป็นการปลดพันธนาการของทุกคนจากระบบที่กดขี่ควบคุมทุกคนเอาไว้ ท้ายที่สุดจากการมุ่งสู่อิสระซึ่งเป็นการปลดแอกส่วนตัว เป็นเรื่องของปัจเจกของแต่ละตัวละคร ในที่สุดการเดินทางของกลุ่มหมวกฟางจึงค่อยๆ กลายเป็นการเดินทางของคนเจนเนอเรชั่นหนึ่ง ในนามของพวกรุกกี้ ในนามของตัวแทนของยุคสมัยใหม่
ซึ่งในที่สุด จากการเดินทางเพื่อรวมกลุ่ม ตามหาพวกพ้องหรือครอบครัวที่กลายเป็นหนึ่งเดียวขึ้นมาใหม่โดยไม่ต้องมีสายเลือดหรือความผูกพันใดๆ เป็นครอบครัวที่พวกเขาเลือกที่จะเป็นและรักษาซึ่งกันและกันไว้ จากการเยียวยาบาดแผลส่วนบุคคล สู่การเปิดปากแผลของประวัติศาสตร์ที่ถูกทำให้สูญหาย
และมุ่งสู่หน้าประวัติศาสตร์ใหม่ เปลี่ยนแปลงระเบียบโลกเดิม ไปสู่ยุคสมัยถัดไป เพื่อแก้ไข เยียวยาบาดแผล และป้องกันไม่ให้เกิดเหล่าเด็กๆ ของการสูญเสียขึ้นอีก
อ้างอิงจาก