จากโต้รุ่งก็ขอนอนเร็ว
จากที่เคยเลือกแต่ร้านบุฟเฟ่ต์สุดคุ้ม ตอนนี้ร้านอะลาคาร์ทคือที่หนึ่งในใจ
จากที่ไม่กล้าคุยกับคนแปลกหน้า ก็กลายเป็นคนเปิดบทสนทนากับคุณป้าข้างๆ ระหว่างรอคิว
ช่วงหลังเริ่มมาสังเกตตัวเองได้ว่า ไลฟ์สไตล์ที่เราชอบทำค่อยๆ เปลี่ยนไป นึกไปนึกมาก็รู้สึกคุ้นๆ เหมือนว่าเคยเจอที่ไหน มันเป็นไปได้ยังไงกันนะ ที่เราเริ่มทำตัวเหมือน ‘พวกผู้ใหญ่’ ที่เคยเห็นตอนเป็นเด็ก ถึงไม่อยากยอมรับ แต่มันก็กำลังจะเกิดขึ้นแล้วจริงๆ ในวัยที่อายุ 30
จะว่าไปวัย 30 เหมือนเป็นดินแดนพิศวงสำหรับคนที่ยังไปไม่ถึง สำหรับคนอายุ 20 กว่าๆ ไม่มีทางรู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นกับวัยนี้ ทำไมอยู่ๆ พฤติกรรมที่เคยเป็นเรื่องปกติถึงเปลี่ยนไปราวกับไม่ใช่คนเดียวกัน ไม่ใช่แค่นิสัยเท่านั้นนะ แต่รวมไปถึงการตัดสินใจครั้งใหญ่ๆ ของชีวิตก็มักเกิดขึ้นในวัยนี้ด้วย
จากคนที่เคยเป็นสัตว์สังคม อยู่ๆ ก็เปลี่ยนมาดูแลสุขภาพเข้านอนตั้งแต่ 4 ทุ่ม คนที่ไม่เคยสนใจความรักมาก่อน จู่ๆ ก็ประกาศแต่งงานกลางวง หรือคนที่ประกาศกร้าวว่าทุ่มเทกับงานนี้มาหลายปี ไม่ทันไร ก็ลาออกโดยไม่มีสัญญาณเตือน ทั้งที่เมื่อก่อนเรื่องแบบนี้อาจไม่เคยอยู่ในหัวเลยด้วยซ้ำ
ในวันที่อายุถึงเลข 3 มาถึงจริงๆ แม้ตัวเราจะไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนัก เราก็ยังเป็นเราคนเดิม รูปร่างหน้าตาก็ไม่ต่างจากเมื่อวานเท่าไหร่ แต่กลับมีหลายๆ อย่างที่เรามองไม่เหมือนเดิม ไม่ใช่แค่เรา แต่มองไปเพื่อนๆ รอบตัวก็อยู่ในสถานการณ์ไม่ต่างกัน มีอะไรซ่อนอยู่ในช่วงวัยนี้ที่ทำให้คนเราเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคนกันแน่นะ
30 วัยแห่งการทบทวนและเติบโต
แน่นอนว่าไม่ว่าจะอยู่วัยไหนก็เปลี่ยนแปลงได้ตลอด เรื่องใหญ่ของแต่ละวัยก็ไม่เหมือนกัน มีการศึกษา เกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านวัย 30 โดยเชียลา พันชาล และเอลเลน แจ็กสัน (Sheila Panchal & Ellen Jackson) นักจิตวิทยาด้านธุรกิจและด้านสังคม อธิบายว่าที่วัยผู้ใหญ่เป็นช่วงสำคัญ ก็เพราะเป็นสลับกันไปมาระหว่าง ‘ความมั่นคง’ และ ‘การเปลี่ยนผ่าน’
ทั้ง 2 สิ่งที่ว่ามา ถือเป็นเรื่องที่หนักหนาและเต็มไปด้วยความรับผิดชอบมากมายต่างจากวัยเด็กที่ผ่านมา โดยความมั่นคง หมายถึง การเน้นไปที่ความต้องการในแต่ละวัน เช่น การมีบ้าน มีรถ หรือสร้างคอนเน็กชั่น รวมถึงตั้งใจทำงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นการเลื่อนตำแหน่ง หรือมีเงินเดือนในระดับที่พอใจ
ส่วน ‘การเปลี่ยนผ่าน’ หมายถึงช่วงที่เรามักตั้งคำถามกับตัวเองกับเหตุการณ์ที่ผ่านมา เพื่อตรวจสอบและคอยประเมินว่าที่เราทำอยู่มาถูกทางแล้วหรือยัง คำถามใหญ่ๆ ที่มักเกิดขึ้น เช่น เราคือใคร? ต้องการอะไรในอนาคต? อะไรคือสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับตัวเอง? ซึ่งคำตอบของคำถามเหล่านี้แหละที่จะกำหนดหน้าตาของชีวิตเราหลังจากนี้
การสลับไปมาระหว่างความมั่นคงและการเปลี่ยนผ่าน มักเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นวัย 20 ช่วงนี้ถือเป็นเฟสความมั่นคงขั้นแรกของวัยผู้ใหญ่ เพราะเพิ่งเริ่มต้นทำงาน เริ่มความสัมพันธ์ และเริ่มปรับตัวให้เข้ากับสังคมวัยทำงาน จนช่วงใกล้ 30 เฟสการเปลี่ยนผ่านก็เริ่มขึ้น ช่วงนี้หลายคนใช้เวลาทบทวนการตัดสินใจในอดีต และเริ่มตั้งคำถามกับตัวเอง เพื่อวางแผนสำหรับชีวิตวัยผู้ใหญ่ของตัวเองต่อไป ส่วนช่วงต้น 30 เฟสความมั่นคงใหม่ก็กลับมาอีกครั้ง หลังจากทบทวนกับตัวเองอย่างดีแล้ว ช่วงนี้หลายคนอาจจะทุ่มเทกับอาชีพของตัวเอง หรือเริ่มต้นความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งขึ้น อย่างการแต่งงานมีครอบครัว
จึงไม่แปลกที่เราจะเห็นคนวัย 30 เปลี่ยนแปลงไปหลายๆ ด้าน และมีความเป็น ‘ผู้ใหญ่’ มากขึ้น ส่วนหนึ่งก็เพราะเริ่มตัดสินใจเรื่องสำคัญๆ ในชีวิตช่วงนี้นั่นเอง
แต่ไม่ใช่เพราะตัวเลขที่บ่งบอกว่าเราอยู่บนโลกนานเท่าไหร่เป็นคนบอกให้เราเปลี่ยนตัวเองหรอกนะ จากงานวิจัยพบว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เราต้องก้าวสู่โลกผู้ใหญ่ (แม้จะไม่อยากก็ตาม) คือ แรงกดดันทางสังคม โดยเฉพาะในยุคนี้ที่ทำให้การเปลี่ยนผ่านไปสู่วัย 30 มีความซับซ้อนกว่าคนรุ่นอื่น แรงกดดันทางสังคมที่ทำให้การเปลี่ยนผ่านไปสู่วัย 30 ยากขึ้น เช่น การมีตัวเลือกเยอะขึ้น เพราะปัจจุบันเราสามารถทำอะไรได้หลายอย่าง อยากไปเที่ยวรอบโลก อยากทำงานอยู่ที่บ้าน หรืออยากเปิดธุรกิจของตัวเอง ก็สามารถทำได้เลย แม้จะเป็นข้อดี แต่อีกด้านก็กดดันให้เราต้องเลือกสิ่งที่ดีที่สุดเช่นกัน นำไปสู่การลังเลและวิตกกังวลได้
นอกจากนี้ยังมีความคาดหวังสูงขึ้น จากการเห็นสิ่งที่คนอื่นทำได้ในวัยนี้ เช่น ถูกกดดันจากพ่อแม่ใช้มาตรฐานของรุ่นตัวเองว่าวัย 30 ต้องมีครอบครัว หรือการงานมั่นคงได้แล้ว (ทั้งที่มีหลายปัจจัยที่ทำให้ยากกว่ายุคก่อนตั้งเยอะ) หรือกดดันจากสังคมรอบข้างที่เห็นตามสื่อ อย่างเพื่อนวัยเดียวกันที่แต่งงาน หรือประสบความสำเร็จนำหน้าไปก่อนแล้ว รวมถึงแรงกดดันจากการสนับสนุนของคนรอบข้างน้อยลง เพื่อนๆ เริ่มแยกย้ายไปคนละทาง เริ่มมีคนรู้จักแบบผิวเผินมากขึ้น สิ่งเหล่านี้ทำให้เรารู้สึกไม่มั่นใจเหมือนวัยเด็กที่ผ่านมา
ความกดดันที่ว่า ก็ส่งผลไปถึงการตัดสินใจด้านต่างๆ ของชีวิต ไม่ว่าจะเป็น ด้านอาชีพ ความสัมพันธ์ สุขภาพ ไลฟ์สไตล์ ซึ่งแต่ละด้านต่างก็มีเรื่องที่ต้องคิดถึงมากเป็นพิเศษ จากวัยเด็กอาจจะเลือกจากความรู้สึกว่าชอบหรือไม่ชอบ แต่พออายุมากขึ้นอาจต้องนึกถึงความมั่นคง ความก้าวหน้า สิ่งที่เคยชอบในอดีต อาจไม่ใช่สิ่งที่ดึงดูดเราในวันที่โตขึ้นอีกแล้ว วิธีการตัดสินใจวัยนี้จึงต่างจากวัยเด็กของตัวเอง
การเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ ของชีวิตจึงไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะเมื่อทุกอย่างประเดประดังเข้ามาในช่วงเวลาเดียวกัน แต่ละคนก็มีวิธีรับมือแตกต่างกันไป หากใครที่รับมือปรับตัวได้ก็ดีไป แต่หากปรับตัวไม่ทันก็อาจทำให้เกิดความวิตกกังวลหรือทุกข์ใจได้
ดังนั้นช่วงนี้เราจึงเห็นการเปลี่ยนแปลงของคนรอบตัวแบบไม่คาดคิดมาก่อนอยู่บ่อยๆ เช่น บางคนเลือกลาออกจากงานที่ทำมานาน หรือบอกเลิกกับแฟนที่คบกันมาหลายปี เพื่อเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างในชีวิต บางคนอาจลองไปเที่ยวโดยไม่วางแผน บางคนอาจเริ่มดื่มแอลกอฮอลล์มากขึ้นเพื่อเลี่ยงการคิดถึงอนาคต หรือจู่ๆ ก็เลิกดื่มไปเลย เพราะอยากจริงจังกับอนาคตมากขึ้น นอกจากนี้บางคนก็อาจมีการตัดสินใจกับเรื่องสำคัญๆ อย่างรวดเร็ว เช่น เพื่อนที่ไม่มีท่าทีว่าจะลงหลักปักฐาน ก็ประกาศแต่งงานปุบปับ หรือคนที่เคยชอบใช้ชีวิตเรียบง่าย จู่ๆ ก็ลุกมาทำธุรกิจของตัวเองแบบไม่เคยคาดคิดมาก่อน
วัย 30 นับเป็นช่วงเวลาที่ได้ทบทวนชีวิตและเติบโตไปข้างหน้าอีกครั้ง จึงไม่แปลกที่เราจะเห็นคนรอบตัว หรือแม้กระทั่งตัวเองเปลี่ยนไลฟ์สไตล์หรือความคิดไปแบบหน้ามือเป็นหลังมือ ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้แปลว่าเราจะละทิ้งตัวตนเดิมหรอกนะ แต่อาจเป็นเพราะทางที่เลือกเหมาะกับเราในช่วงเวลานี้มากกว่าเท่านั้นเอง
เมื่อการเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้ แล้วรับมืออย่างไรกับวัยแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้ยังไงดีละ? จากชีวิตสงบสุข พอขึ้นเลข 3 ดูเหมือนว่าต้องมีอะไรให้คิดเยอะขึ้น สิ่งต่างๆ ก็เปลี่ยนแบบไม่ทันตั้งตัว อดทำให้รู้สึกกังวลไม่ได้ อเล็กซิส วิทตัน (Alexis Whitton) นักวิจัยและนักจิตวิทยาจาก Black Dog Institute แนะนำวิธีรับมือกับช่วงเวลาแห่งความวุ่นวายไว้ 3 ข้อคือ
- แยกความรู้สึกออกจากความเป็นจริง: ไม่แปลกหากเราจะรู้สึกผิดหวัง หากสิ่งต่างๆ ไม่เป็นไปตามที่คิดไว้ วัย 30 ในความคิดของใครหลายคนอาจหมายถึงการประสบความสำเร็จ มีเงินก้อน บ้านหลังใหญ่ ครอบครัวอบอุ่น แต่หากความจริงเป็นสิ่งตรงข้าม ก็ไม่ได้แปลว่าเราไม่เก่งพอนี่นา เพราะเป้าหมายแต่ละอย่างไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่ทำให้สำเร็จภายในปีนี้หรือปีหน้า ลองให้เวลาตัวเองอีกนิดก็ไม่เสียหายนะ
- ลองทบทวนความหมายของ ‘ความสำเร็จ’ ในแบบของตัวเอง: ไม่มีอะไรการันตีหากเราไล่ตามความสำเร็จแบบคนอื่นแล้วจะทำให้เรามีความสุข แต่หากเรานิยามความสำเร็จด้วยตัวเอง สิ่งนี้จะทำให้เราสบายใจได้แน่ๆ ถ้าลองถามตัวเองดีๆ บางทีความสุขของเราอาจไม่ใช่การประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานโดยไม่ได้ใช้เวลากับคนรอบข้างก็ได้ หรือเราการที่เราไม่ประสบความสำเร็จในวัย 30 ก็ไม่ได้แปลว่าเราจะล้มเหลวตลอดไปนี่นา บางครั้งชีวิตก็เหมือนเกมยาว ครั้งหนึ่งเราเคยผิดหวัง ไม่แน่ครั้งต่อไปเราอาจกลายเป็นคนสมหวังก็ได้
- ไม่มี ‘สิ่งที่ต้องทำก่อนอายุ 30’: หลายคนอาจเคยไล่อ่านสิ่งที่ต้องทำก่อน 30 แล้วก็เริ่มรู้สึกร้อนๆ หนาวๆ ขึ้นมา เพราะที่ว่ามาไม่มีสักข้อที่เราได้ทำเลยนี่นา แต่ผู้เชี่ยวชาญบอกว่าอย่ากำหนดสิ่งที่ต้องทำก่อน 30 ขึ้นมาเลย เพราะที่จริงการอายุครบ 30 ปีก็ไม่ต่างจากวันเกิดปีอื่นๆ แค่อยู่กับช่วงเวลาตรงหน้าก็พอแล้ว
การเปลี่ยนแปลงในวัย 30 แม้จะทำให้เรารู้สึกกังวลกับสิ่งที่ยังไม่เกิดในอนาคต แต่อย่างน้อยก็เป็นสัญญาณยืนยันให้สบายใจว่า 30 ไม่ใช่จุดจบอย่างที่ใครว่าไว้ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของบทใหม่ในชีวิตต่างหาก
อ้างอิงจาก
centreforpositivetransitions.com