ไม่อยากทำงานนี้แล้ว!
พิมพ์งานไปก็รู้สึกเบื่อไป ไม่อยากทำงานแสนหน่ายนี้เลย ลองลุกไปพักก็แล้ว ลุกไปซื้อน้ำขนมมากินจุบจิบแก้เบื่อก็แล้ว ยังไงก็รู้สึกไม่อยากทำงานต่ออยู่ดี วิธีแก้เดียวที่เหลืออยู่ คงต้องลุกไปลาออก แต่พอนั่งนึกดู นี่เราก็เพิ่งลาออกจากที่เก่ามาได้ไม่นาน ทำงานที่นี้ยังไม่ถึงปี ถ้าลาออกอีก จะบ่อยเกินไปไหมนะ
จริงๆ แล้วเรากำลังเบื่ออะไร เบื่อกับงานที่ทำ หรือกำลังเบื่อกับทุกสิ่งอย่างที่เราต้องอยู่ในทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็น ตัวเนื้องานที่เราต้องทำ สิ่งที่เราต้องรับผิดชอบในแต่ละวัน หรือกระทั่งสังคมที่เราต้องเจอในทุกวันกันแน่ เมื่อเป็นแบบนั้นการเปลี่ยนงานก็อาจไม่ช่วยเราเท่าไหร่นัก เพราะแท้จริงแล้ว เราอาจต้องการเปลี่ยนสายงานของตัวเองไปเลยต่างหาก
สำหรับหลายคน การเปลี่ยนสายงานก็อาจเป็นเรื่องใหญ่พอตัว เพราะมันไม่ใช่แค่โยกย้ายไปทำงานในบริษัทใหม่ แต่มันหมายถึงการเริ่มต้นหลายสิ่งหลายอย่างในการทำงานใหม่เกือบทั้งหมด ซึ่งนั่นอาจทำให้หลายคนกลัวและไม่มั่นใจว่าสิ่งที่ตนเองต้องการตอนนี้คือการเปลี่ยนสายงานหรือไม่
หากใครกำลังประสบปัญหาความลังเล The MATTER อยากชวนทุกคนมาสำรวจตัวเอง ว่าสิ่งที่เราต้องการที่แท้จริงคือการเปลี่ยนสายงานจริงไหม แล้วการก้าวไปสู่เส้นทางอาชีพเส้นใหม่จะตอบโจทย์เราในด้านใดได้บ้าง
การเปลี่ยนสายงานช่วยอะไรเรา
ก่อนจะพาไปสำรวจกันว่าเราควรเปลี่ยนสายงานตอนไหน ลองมาดูกันก่อนว่า การเปลี่ยนสายงานให้อะไรกับเราบ้าง เพราะสำหรับหลายคน การตัดสินใจเปลี่ยนงาน ถือเป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญของชีวิตการทำงาน ดังนั้นหลายครั้งเราก็อาจลังเลและไม่มั่นใจที่จะก้าวต่อไป
แท้จริงแล้ว การเปลี่ยนสายงาน ก็อาจมีประโยชน์ต่อตัวเราเองในด้านของการทำงานมากกว่าที่คิด แคโรไลน์ เซนิซา-เลวีน (Caroline Ceniza-Levine) โค้ชด้านการบริหาร ได้พูดถึงข้อดีของการเปลี่ยนสายงานสำหรับผู้ที่กำลังอยู่ในช่วงตัดสินใจ เอาไว้ว่า การเปลี่ยนสายงานช่วยให้ตัวเรามีประสบการณ์จากหลายตลาดงาน เพิ่มโอกาสสร้างความสัมพันธ์ในเชิงการทำงานเพิ่มขึ้น ตลอดจนมีประวัติการทำงานที่หลากหลายและน่าเชื่อถือ

ลองนึกภาพ หากวันนี้เราทำงานอยู่ในอุตสากรรมการทำงาน A และต่อมาเราก็ได้ย้ายไปอยู่ในอุตสาหกรรมการทำงาน B เมื่อครั้งต่อไป เรามีความต้องการอยากก้าวไปอีกขั้นหนึ่งของสายงานอาชีพเดิมหรืออยากลองก้าวไปสู่อุตสาหกรรมการทำงานใหม่ เราก็อาจมีแต้มต่อมากกว่า หากเทียบกับคู่แข่งที่มีแค่ประสบการณ์จากสายงานเดียว
ด้วยปัญหาความไม่แน่นอนในตลาดแรงงานปัจจุบัน ที่ผกผันและแปรเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา แคโรไลน์ เซนิซา มองว่าการมีสายงานที่หลากหลายก็อาจช่วยมอบประสบการณ์การทำงานใหม่ๆ ซึ่งช่วยให้เราก้าวข้ามยุคแห่งความไม่แน่นอนนี้ไปได้ ผ่านการใช้ทักษะและบทเรียนจากหลายอุตสาหกรรมมาประยุกต์ร่วมกัน ทำให้เราไม่ยึดติดอยู่กับความเชี่ยวชาญเพียงด้านเดียว แต่สามารถปรับตัวและขยับบทบาทของตัวเองให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนไปอยู่เสมอ
ฉะนั้น หากเราอยากเติบโตไปพร้อมกับอุตสาหกรรมและสังคมการทำงานรูปแบบใหม่ๆ การลองเปลี่ยนสายงานก็อาจเป็นหนึ่งในทางเลือกที่ควรพิจารณา เพราะมันไม่ใช่แค่การหลีกหนีจากอะไรเดิมๆ หากแต่เป็นการเพิ่มโอกาสให้เราได้เติบโตในหน้าที่การงานมากขึ้นนั่นเอง
แล้วเราจะรู้ได้อย่างไร ว่าถึงเวลาต้องเปลี่ยนสายงาน
มาถึงตรงนี้ หลายคนคงเริ่มเห็นข้อดีของการเปลี่ยนสายงานกันไปบ้างแล้ว แต่คำถามสำคัญคือ เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่า สิ่งที่เราต้องการจริงๆ คือการเปลี่ยนสายงาน ไม่ใช่แค่ความเบื่อหน่ายกับงานที่ทำอยู่ในช่วงเวลานั้น หรือความรู้สึกหมดไฟ (Burnout) ที่เกิดจากภาระงานเพียงชั่วคราว
เราจึงได้รวบรวมลิสต์สำหรับสำรวจตนเอง จาก Forbes แพลตฟอร์มด้านธุรกิจระดับโลก เพื่อช่วยให้เราสามารถแยกแยะความรู้สึกได้ดีขึ้นว่า วิธีที่จะช่วยแก้ไขปัญหาและจัดการกับความรู้สึกของเราได้มากที่สุดคือสิ่งใดกันแน่
รู้สึกไม่พอใจซ้ำๆ
หลายครั้งเราก็อาจรู้สึกเหนื่อยหน่าย ไม่อยากทำงาน ซึ่งเป็นเรื่องปกติ พอทำเสร็จและได้พักผ่อนความเหนื่อยทั้งหลายก็หายไป แต่เมื่อเราเริ่มรู้สึกเหนื่อยและไม่พอใจสะสมเรื่อยๆ บางครั้งถึงขั้นหมดไฟกับงานที่ทำ และเมื่อสามารถจัดการได้ ผ่านไปสักพักความรู้สึกแบบเดิมก็กลับมา จนนับวันยิ่งถาโถมตัวเรามากขึ้น มันก็อาจถึงเวลาที่เราจะลองมองหาเส้นทางอื่นที่ช่วยให้เราสามารถหลุดพ้นจากวงจรนี้ไปได้
ความต่างระหว่างการหมดไฟกับการอยากเปลี่ยนสายงานจริง อยู่ตรงที่ วิธีการที่เราใช้จัดการกับความรู้สึกหมดไฟ หากเป็นความเหนื่อยหรือเบื่อชั่วคราว การได้หยุดพักหรือปรับสมดุลในชีวิตด้านต่างๆ ก็สามารถช่วยให้เรากลับมามีพลังไปทำงานต่อ แต่ถ้าต่อให้ได้พักแล้ว ความไม่พอใจก็ยังวนกลับมาวนลูปซ้ำๆ ก็อาจเป็นสัญญาณว่างานที่ทำอยู่ไม่สอดคล้องกับตัวตนหรือสิ่งที่เราให้คุณค่าอีกต่อไปแล้ว

รู้สึกว่างานที่ทำไม่ได้สร้างกระทบแก่ตัวเองอีกต่อไป
เมื่อเราเริ่มรู้สึกว่าหน้าที่การงานในแต่ละวันซ้ำเดิมวันแล้ววันเล่า ทุกวันที่ไปทำงานเหมือนเป็นการทำไปให้จบไปในแต่ละวัน จนหลายครั้งเริ่มรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้รับการเห็นคุณค่า เวลาที่ทุ่มเทไปให้ความรู้สึกเหมือนใช้ไปโดยเปล่าประโยชน์ นานวันเข้าก็เริ่มไม่ค่อยเสนอไอเดียใหม่ๆ หรือมองหาโอากสในการมีส่วนร่วมในการทำงานต่างๆ เพราะรู้สึกท้อและไม่อยากทำอะไร นี่อาจเป็นสัญญาณที่บอกให้เราเตรียมตัวหาบทบาทใหม่ในอดนาคตแล้ว
เริ่มไม่เห็นด้วยและตั้งคำถามกับงานที่ทำอยู่
พอทำงานไปเรื่อยๆ จากที่เคยรู้สึกเต็มที่และสนุกไปกับรูปแบบการทำงาน ก็เริ่มรู้สึกตั้งคำถามและสงสัยกับตัวเองต่องานที่ทำ ตลอดจนเส้นทางอาชีพที่ผ่านมา จนบางทีก็มองว่างานที่ทำอยู่ไม่สมเหตุสมผลอีกต่อไป ทำไมเราถึงต้องมาทำงานเหล่านี้ด้วย? เมื่อเราเริ่มตั้งคำถามเหล่านี้ ก็อาจถึงเวลาที่เราควรรีบทบทวนกับตัวเอง เพื่อเตรียมพร้อมย้ายไปสายงานอื่นที่อาจเติมเต็มตัวเราได้ดีกว่า
รู้สึกว่างานกระทบชีวิตส่วนตัว
มันก็อาจมีบ้างที่เราจะทำงานล่วงเวลาในบางครั้งบางคราว แต่ถ้างานนั้นดันรบกวนชีวิตส่วนตัวของเราจนถึงขั้นรู้สึกเหนื่อยล้าเรื้อรัง เกิดความเครียดสะสม หรือกระทั่งกระทบต่อสุขภาพกายทั้งภายนอกและภายใน งานที่ทำก็อาจไม่ตอบโจทย์ตัวเราอีกต่อไป เพราะการทำงานไม่ควรไหลล้ำเข้ามากินพื้นที่ส่วนตัวของเรามากเกิน การเปลี่ยนสายงานให้เหมาะสมกับการใช้ชีวิตของเรามากขึ้น จึงอาจไม่ใช่ตัวเลือกที่แย่เสมอไป
งานเริ่มไม่ท้าทาย ตัวเราก็เริ่มโตเกินเส้นทางเดิม
พอถึงจุดหนึ่ง เราอาจเริ่มรู้สึกว่างานที่ทำอยู่กลายเป็นเรื่องจำเจ ไม่มีอะไรท้าทายเหมือนเดิม ความรู้สึกอยากพัฒนาตัวเองก็ค่อยๆ ลดลง ขณะเดียวกัน ตัวเรากลับเติบโตขึ้น เป้าหมายและความต้องการในชีวิตก็เปลี่ยนไปตามช่วงวัย จนเส้นทางอาชีพที่เคยอยากพุ่งชน อาจไม่ใช่ปลายทางที่เราอยากไปต่ออีกแล้ว
เมื่อความรู้สึกแบบนี้เกิดขึ้น การเริ่มมองหาเส้นทางอาชีพใหม่ หรือบทบาทความรับผิดชอบที่แตกต่างออกไป อาจเป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้เราได้กลับมารู้สึกท้าทาย และปลุกความอยากเติบโตในการทำงานให้กลับมาอีกครั้งได้

ถ้าลองเช็กลิสต์ตามนี้แล้วรู้สึกมีหลายข้อกำลังเกิดขึ้นกับตัวเอง อาจถึงเวลาลองหยุดทบทวนให้จริงจังขึ้นว่า เราพร้อมจะปรับเปลี่ยนเส้นทางอาชีพของตัวเองหรือยัง และหากตัดสินใจอยากเปลี่ยนจริงๆ ก็อาจมองต่อว่าเราอยากก้าวไปทำงานในอุตสาหกรรมหรือบทบาทแบบไหน เพื่อให้การทำงานในระยะยาวไม่กลายเป็นสิ่งที่ทำร้ายความรู้สึกหรือลดทอนคุณค่าในตัวเองในอนาคต
รู้ตัวแล้ว แต่เตรียมตัวอย่างไรดี?
สำหรับใครที่มีใจพร้อมจะย้ายสายงานของตนเองกันแล้ว ก็อย่าเพิ่งบุ่มบ่ามตัดสินใจลาออกปุบปับ แล้วสมัครงานใหม่ทันทีทันใด ลองมาดูวิธีการเตรียมตัวให้พร้อมจากไปพลางๆ จากเรากันก่อน เพราะการเปลี่ยนสายงานใช่ว่าจะย้ายกันได้เลยทันทีเสียเมื่อไหร่
- อาจเริ่มจากการต่อยอดจากของเดิม: สำหรับใครที่อยากเปลี่ยนสายงานของตนแน่ๆ แต่ยังไม่ชัวร์ว่าจะย้ายไปทำสายงานไหนแทน ก็อาจลองแสวงหางานที่สามารถต่อยอดจากงานเดิมของเรา หรืองานที่ใช้ทักษะใกล้เคียงกับที่เรามี แล้วจึงค่อยเพิ่มเติมด้วยความท้าทายจากงานใหม่ๆ แทน
- เรียนรู้ทักษะใหม่ๆ เอาไว้เสมอ: หากรู้แล้วว่าเราอยากทำอะไร แต่ดันไม่มีทักษะที่เขาต้องการ เราก็อาจเริ่มเรียนรู้ทักษะเหล่านั้น และฝึกฝนจนเริ่มมีความชำนาญ ด้วยโลกยุคสมัยปัจจุบันที่เราสามารถเข้าถึงความรู้และทักษะใหม่ๆ ได้อยู่ตลอด การเก็บเกี่ยวสิ่งเหล่านี้เอาไว้ ก็อาจช่วยให้เราขยับเข้าใกล้ความสำเร็จได้
- ใช้เครือข่ายให้เป็นประโยชน์: ลองมองหาคนในเครือข่ายจากสายงานที่เราสนใจ อาจเริ่มจากเครือข่ายจากงานเดิมที่เรามีอยู่ก่อนแล้วก็ย่อมได้ เพราะเครือข่ายถือเป็นหนึ่งในสิ่งสำคัญในการทำงานยุคปัจจุบัน การมีพันธมิตรที่หลากหลาย ก็อาจช่วยให้เรามีโอกาสใหม่ๆ ในชีวิตได้มากขึ้น
- ประเดิมด้วยงานฟรีแลนซ์ก่อนได้เลย: สำหรับบางสายงานที่สามารถทำฟรีแลนซ์ได้ ก็อาจลองเจียดเวลาทำฟรีแลนซ์ในสายงานที่เราอยากย้ายไปดู เพราะนอกจากจะช่วยให้เราได้รู้แล้วว่าเราพึงพอใจกับงานที่เรากำลังจะโยกย้ายไปแล้วไหม ก็อาจช่วยสร้างผลงานให้แก่ตัวเราเอง เพื่อนำไปเพิ่มโอกาสในการเปลี่ยนสายงานให้สำเร็จในอนาคตได้
ท้ายสุดแล้ว การเปลี่ยนสายงานไม่ใช่เรื่องยากหรือน่ากลัว เพียงแต่สถานการณ์มันอาจบีบให้เราต้องรู้สึกลังเลและกังวลจากความเปลี่ยนแปลงที่เราเองก็ไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร ทว่าสิ่งสำคัญคือเราอาจต้องรู้จักกับความต้องการที่แท้จริงของตนเองให้ได้ ว่าเรากำลังต้องการอะไรจากเส้นทางการทำงานของตัวเอง
ไม่ทงไม่ทำมันแล้วงานนี้ ขอย้ายไปทำงานอื่นดีกว่า
อ้างอิงจาก