ปีใหม่ใกล้มาถึง อัปเดตเทรนด์ชีวิตใหม่ๆ ไปแล้ว 2026 นี้อย่าลืมอัปเดตเทรนด์การทำงาน ให้เราได้เตรียมพร้อมกับทิศทางในก้าวต่อไป
ปีหน้านี้กำลังจะพาเราเดินเข้าสู่ยุคที่งาน ไม่ได้ถูกมองแค่เป็นภารกิจที่ต้องแลกด้วยเวลาอีกต่อไป แต่กลับขยับเข้าใกล้ตัวมนุษย์มากขึ้นเรื่อยๆ องค์กรหลายแห่งกำลังปรับมุมมองจากเดิมที่มองพนักงานเป็นทรัพยากร มาสู่การมองเป็นคนที่ต้องการพื้นที่ปลอดภัย การสนับสนุน และความยืดหยุ่นในการใช้ชีวิต
เทรนด์เหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะกระแสสังคมเพียงอย่างเดียว แต่ด้วยองค์กรเริ่มตระหนักว่า การลงทุนในตัวพนักงานคือการสร้างต้นทุนอีกส่วนที่สำคัญในธุรกิจ มาดูกันว่ามีส่วนไหนที่น่าสนใจ ส่วนไหนใกล้ตัวเรายิ่งขึ้นบ้าง

ระวังการใช้ AI มากเกินไป
ก่อนหน้านี้เราระมัดระวังตัว เกาะงานไว้แน่น ด้วยความกังวลว่า AI มาแทนที่เราแน่ หลายปีผ่านมา มันมาแล้วจริงๆ แต่ไม่ถึงขั้นเขี่ยคนตกงานระนาวอย่างที่คาดไว้ จากการวิเคราะห์แวดวงการทำงานในปี 2025 จาก Budget Lab มหาวิทยาลัยเยลพบว่า นับตั้งแต่ ChatGPT เปิดตัวเมื่อ 33 เดือนที่แล้ว ตลาดแรงงานโดยรวมไม่ได้เปลี่ยนแปลงหรือถูกแทนที่อย่างเห็นได้ชัด สิ่งนี้ช่วยลดความกังวลว่าระบบอัตโนมัติของ AI กำลังกัดกร่อนความต้องการแรงงาน ซึ่ง นั่นหมายความว่า AI และระบบอัตโนมัติมีบทบาทน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้
สิ่งที่ควรระมัดระวังในปี 2026 จึงไม่ใช่ AI เข้ามาแทนที่คน แต่เป็นการทำงานโดยใช้ AI เข้ามาช่วยเพิ่มขึ้น จนอาจกลายเป็นปัญหาพึ่งพา AI มากเกินไป ผลสำรวจจาก Pew Research Center ในเดือนกันยายน 2025 พบว่า พนักงานในสหรัฐอเมริกา 21% ใช้ AI ช่วยในการทำงานบางส่วน ด้วยปัญหาเรื่องความถูกต้องของข้อมูล อาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพ ควรมีการกำหนดมาตรการและนโยบายเกี่ยวกับการใช้งาน AI เพื่อให้ใช้งานได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม
เสียงของคนทำงานสำคัญยิ่งขึ้น
หลายครั้งที่เกิดปัญหาในที่ทำงาน ไม่มีใครได้รับรู้ เพียงเพราะเหล่าคนทำงานคิดว่าตัวเองไม่มีสิทธิ์ไม่มีเสียงมากพอ เป็นเพียงฟันเฟืองเล็กๆ เท่านั้น จึงปล่อยผ่านเรื่องเหล่านี้ไป แต่จากสถานการณ์ในหลายปีที่ผ่านมา ดูเหมือนว่าทิศทางลมได้เปลี่ยนไปแล้ว
Forbes คาดว่าเหล่าคนทำงาน จะออกมายืนหยัดเพื่อความต้องการของตัวเองมากขึ้น ใช้เสียงของตนเองเพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในที่ทำงาน เพื่อต่อต้านการกดขี่และความไม่ยุติธรรม อาจมาในรูปแบบของการตั้งสหภาพแรงงาน การรณรงค์ผ่านโซเชียลมีเดีย หรือการนัดหยุดงาน
ส่งเสริมความปลอดภัยทางใจ
เมื่อมนุษย์เราไม่ใช่เครื่องจักร ที่เปิดสวิตช์เมื่อต้องการ ปิดสวิตช์เมื่อเสร็จงาน บรรยากาศการทำงานที่ดี ย่อมช่วยอุ้มชูจิตใจยิ่งขึ้น งานวิจัยในปี 2025 โดย Mental Health First Aid England และ Henley Business School เผยว่า พนักงานที่รู้สึกว่าพวกเขาสามารถเป็นตัวเองได้เต็มที่ ลดลงอย่างมากตั้งแต่ปี 2024 และ 2020 ผลพวงมาจากการยกเลิกนโยบาย DEI Diversity, Equity และ Inclusion) ที่ส่งเสริมความหลากหลาย
นโยบายและแนวปฏิบัติที่เน้นความเสมอภาคจึงตอบโจทย์ความต้องการเหล่านี้ ในหน้าและปีต่อๆ ไป เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานความปลอดภัยทางจิตใจและความไว้วางใจต่อกัน
หากพนักงานได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมให้พวกเขาได้เป็นตัวเอง ยิ่งทำให้มีความปลอดภัยทางใจ รู้สึกไว้วางใจองค์กรมากขึ้น
จับตามองภาพลักษณ์องค์กร
หากเราจะเข้าไปเป็นหนึ่งในองค์กรไหนสักแห่ง เดิมทีเราอาจพิจารณาจากความมั่นคง ความน่าเชื่อถือ วัฒนธรรม เส้นทางอาชีพ แต่ในปัจจุบันภาพลักษณ์แบบผิวเผินอาจยังไม่พอ
คนที่กำลังมองหางานจำนวนมาก (และมากขึ้นเรื่อยๆ) ต้องการทำงานในบริษัทที่สอดคล้องกับค่านิยม องค์กรจึงถูกจับตามองตั้งแต่ทัศนคติผู้บริหารไปจนท่าทีต่อปัญหาสิ่งแวดล้อม
มุมมองนี้ไม่ได้เป็นเพียงเทรนด์ที่เพิ่งมาแล้วหายไป สิ่งเหล่านี้มันเกิดขึ้นจริงแล้ว Workmonitor 2025 จาก Randstad บริษัทให้คำปรึกษาการจัดการทรัพยากรบุคคล เผยตัวเลข 29% ระบุว่า เคยลาออกจากงาน เพราะไม่เห็นด้วยกับมุมมองของผู้บริหาร
ไม่ใช่แค่เพียงเหล่าคนทำงาน แต่ผู้บริโภคเองก็ยังจับตามองและให้น้ำหนักกับภาพลักษณ์องค์กรไม่น้อยไปกว่ากัน รายงาน Brand Trust 2025 จาก Edelman บริษัทที่ปรึกษาด้านการตลาดและประชาสัมพันธ์ ชี้ว่า หากบริษัทออกสินค้าหรือจับมือกับบุคคลที่ถูกมองว่ามีปัญหา ผู้บริโภคก็พร้อมจะส่งเสียงคัดค้านหรืออาจไปถึงขั้นเลิกสนับสนุนสินค้าและองค์กร จนส่งผลถึงขั้นทำลายชื่อเสียงได้เลย
อ้างอิงจาก