มีผลการศึกษาชิ้นใหม่พบว่า ในปี 2023 ทั่วโลกมีผู้ป่วยทางจิตเกือบ 1.2 พันล้านคน เป็นจำนวนที่เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 95.5 นับจากปี 1990 โดยภาวะที่พบมากที่สุดคือ ภาวะวิตกกังวล (เพิ่มร้อยละ 158), ภาวะซึมเศร้า (เพิ่มร้อยละ 131) และความผิดปกติทางบุคลิกภาพที่ไม่เกี่ยวข้องกับความผิดปกติทางจิตหรือการใช้สารเสพติดอื่นๆ
งานวิจัยนี้เป็นการวิเคราะห์ข้อมูลจากการศึกษาภาระโรค การบาดเจ็บ และปัจจัยเสี่ยงทั่วโลกประจำปี 2023 หรือ Global Burden of Diseases (GBD) ซึ่งนำโดยสถาบันการวัดและประเมินสุขภาพแห่งมหาวิทยาลัยวอชิงตัน
การศึกษา GBD คือ ความพยายามในการวัดสุขภาพในสถานที่และช่วงเวลาต่างๆ ที่ใหญ่และครอบคลุมที่สุด เริ่มขึ้นในช่วงต้นทศวรรษ 1990 และการศึกษานี้ได้ความร่วมมือจากนักวิจัยหลายพันคนทั่วโลก และได้รับการสนับสนุนทางการเงินหลักจากมูลนิธิเกตส์ตั้งแต่ปี 2007
งานศึกษาดังกล่าวถูกตีพิมพ์เมื่อวาน (21 พฤษภาคม 2026) ผ่านวารสาร The Lancet วารสารทางการแพทย์ระดับนานาชาติ ซึ่งเผยให้เห็นถึงแนวโน้มของความผิดปกติทางจิต 12 ประเภทที่แตกต่างกันไปตามอายุ เพศ สถานที่ และปัจจัยทางสังคมและประชากรศาสตร์ใน 204 ประเทศและดินแดน ซึ่งบ่งชี้ว่า “เรากำลังเข้าสู่ช่วงที่ภาวะความผิดปกติทางจิตแย่ลงทั่วโลกซึ่งน่าเป็นห่วงขึ้นมากๆ”
ดร.เดเมียน ซานโตมาอูโร (Dr. Damian Santomauro) รองศาสตราจารย์ประจำคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ ประเทศออสเตรเลีย ผู้เขียนและหัวหน้างานวิจัยดังกล่าว ระบุว่า เขาค่อนข้างตกใจกับผลลัพธ์ที่ออกมา เพราะมีหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้องและเป็นเรื่องยากที่จะจำแนกปัจจัยเหล่านั้นทั้งหมด โดยเขามองว่า การจัดการกับเหล่าปัจจัยนี้จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือกันในระดับโลก
การศึกษานี้ยังชี้ให้เห็นว่าการระบาดของ COVID-19 อาจส่งผลต่ออัตราการเกิดโรคทางจิตเวชบางชนิดอย่างไร เพราะก่อนการระบาดของ COVID-19 อัตราการเกิดความวิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า และโรคอื่นๆ มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นอยู่แล้ว แต่หลังเกิดโรคระบาด ภาวะซึมเศร้ากลับเพิ่มขึ้นและยังไม่กลับไปสู่ระดับก่อนการระบาด ขณะที่ความวิตกกังวลพุ่งสูงสุดและยังคงอยู่ในระดับสูงตลอดปี 2023
อย่างไรก็ตาม พอล โบลตัน (Paul Bolton) นักวิทยาศาสตร์อาวุโสประจำภาควิชาสุขภาพจิต โรงเรียนสาธารณสุขบลูมเบิร์ก มหาวิทยาลัยจอห์นส์ ฮอปกินส์ ในบัลติมอร์ กล่าวว่า การวิจัยนี้ยังมีข้อบกพร่องในเรื่องความแม่นยำของข้อมูล เพราะเมื่อศึกษาประเด็นผู้ป่วยทางจิต มักพบปัญหาการให้ข้อมูลรายงานที่ต่ำกว่าความเป็นจริง แต่การประมาณการเหล่านี้ก็เป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่มีอยู่และคงใกล้เคียงกับตัวเลขที่แท้จริงทั่วโลกได้มากเท่าที่ทำได้
ทางด้านคณะผู้เขียนวิจัยระบุว่า สิ่งที่น่ากังวล คือ ภาระโรคที่เพิ่มขึ้นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นควบคู่ไปกับการขยายตัวของบริการด้านสุขภาพจิตในสัดส่วนที่เท่ากัน ทำให้การตอบสนองต่อความต้องการด้านสุขภาพจิตของประชากรโลก โดยเฉพาะกลุ่มที่เปราะบางที่สุด ถือเป็นข้อผูกมัดหรือหน้าที่ที่ต้องทำ ไม่ใช่สิ่งที่จะเลือกทำหรือไม่ทำก็ได้
อย่างไรก็ตาม ซานโตเมาโรและผู้เชี่ยวชาญคนอื่นๆ ยังมีคำแนะนำที่อาจช่วยผู้ที่กำลังประสบปัญหาดังกล่าวว่า ควรเข้าพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับวิธีการรักษา ซึ่งอาจต้องใช้ยา หรือการสนับสนุนอื่นๆ นอกจากนั้น ยังควรปรับปรุงไลฟ์สไตล์และการดำเนินชีวิตเท่าที่ทำได้ เช่น อาหาร ปฏิสัมพันธ์ทางสังคม การออกกำลังกาย การนอนหลับ งานอดิเรก และการสร้างสมดุลระหว่างการทำงานและการใช้ชีวิต
อ้างอิงจาก