“โอ๊ย ยุคของ AGI จะมาถึงแล้ว แบบนี้หุ่นยนต์จะเลียนแบบมนุษย์ได้มั้ยนะ ให้อารมณ์ uncanny valley สุดๆ ฉันได้แต่ copium ว่าการฝึก vibe coding จะช่วยทำให้ฉันอยู่รอดได้ แต่ทุกวันนี้แค่ไปทำงานและผ่าน sunday scaries มาได้ก็ยากเต็มทน” ฉันบ่นแบบ parasocial กับตัวละครสมมติที่ AI สร้างขึ้น
นี่เป็นตัวอย่างการใช้คำศัพท์ในโลกยุคใหม่ที่ไม่ควรนำไปใช้อย่างยิ่ง เอาเป็นว่า แค่จดจำความหมายเอาไว้ก็พอ ก่อนที่คุณจะคุยกับชาวเน็ต ไม่ รู้ เรื่อง ซึ่งแน่นอนว่าอาต๋อย ไตรภพ ก็ไม่ได้กล่าวไว้เช่นกัน
ในปี 2026 ซึ่งยังไม่หมดปีด้วยซ้ำ พจนานุกรม Merriam-webster ได้มีการเพิ่มคำศัพท์และความหมายใหม่ๆ มากกว่า 1,400 คำทั้ง looksmaxxing, meme coin หรือ parasocial ซึ่งสะท้อนเทรนด์ของโลกที่มีความซับซ้อนมากขึ้นทุกวัน
เพราะพจนานุกรมเป็นหนึ่งในภาพสะท้อนของสังคม ยิ่งคำศัพท์นั้นมีอิทธิพลต่อความคิดหรือถูกใช้อย่างแพร่หลายมากแค่ไหน ก็มีความเป็นไปได้ที่บรรดานักพจนานุกรมศาสตร์ (Lexicographers) จะหยิบมันมาไว้ในหนังสือหนาปึ้กเล่มนี้ ดังตัวอย่าง 8 คำที่เราคัดสรรมาให้คุณ!

looksmaxxing (noun)
looksmaxxing เป็นการผสมของสองคำคือ looks ที่หมายถึงรูปลักษณ์ภายนอก กับ maxxing ที่หมายถึงการยกระดับให้ถึงขีดสุด กลายเป็นคำเรียกของเทรนด์ยุคใหม่ โดยเฉพาะในหมู่ผู้ชายที่พยายามพัฒนารูปร่างและหน้าตาให้ ‘ดูดี’ ถึงขีดสุด
โดยความงามที่ปรารถนาอาจหมายถึงใบหน้าที่เรียว จมูกเป็นสันคม มีดวงตาเหมือนหมาป่า หรือการมีกรามชัดดูแข็งแรงดั่งชายในมีม ‘Giga Chad’ ซึ่งเป็นการผสมคำว่า Giga ที่แปลว่าใหญ่โตมโหฬาร กับ Chad ที่เป็นคำสแลงหมายถึงผู้ชายสุดเท่และมีความมั่นใจ
ซึ่งการไปจะไปถึงรูปลักษณ์ตามอุดมคตินั้นได้ ก็มีหลายวิธี ตั้งแต่แบบซอฟต์ๆ คือการออกกำลังกายอย่างหนัก ควบคุมอาหาร ทานวิตามิน ไปจนถึงขั้นสุดโต่งอย่างการศัลยกรรม ทุบกราม ผ่าตัดขากรรไกร ทานฮอร์โมน ไปจนถึงฉีดสารเคมีบางอย่างเพื่อชะลอความแก่ชราตามธรรมชาติ
บางฝ่ายก็กังวลว่า เทรนด์นี้ค่อนข้างแพร่หลายในหมู่เยาวชน ผ่านการผลิตภาพซ้ำโดยอินฟลูเอนเซอร์และคนดังซึ่งมีอิทธิพลต่อวัยรุ่นอย่างมาก ซึ่งนั่นอาจทำให้พวกเขามีความเข้าใจต่อภาพความงามที่สุดโต่ง และนำไปสู่การทำอันตรายต่อสุขภาพของพวกเขาได้ ถึงอย่างนั้น การที่เขาหันมาดูแลตัวเองก็ถือว่าเป็นทิศทางที่ดี เพียงแต่ผู้ใหญ่จะช่วยแนะนำวิธีการอย่างไรให้เหมาะสม นั่นคือคำถามที่ต้องคิดต่อ

meme coin (noun)
จะเกิดอะไรขึ้นถ้าเราสามารถแปลงความตลกโปกฮา เป็นเงินตราได้!? หากคุณสนใจ เราขอนำเสนอ Meme Coin หรือก็คือสกุลเงินดิจิทัลประเภทหนึ่ง ที่อ้างแรงบันดาลใจมาจากมีม คนดัง หรือเรื่องตลกขบขันบนโซเชียลมีเดีย โดยทั่วไปแล้วมันไม่มีประโยชน์ในการใช้งานจริง และไม่มีมูลค่าในตัวเอง นอกเหนือจากความสนุกในการซื้อขาย
ยกตัวอย่าง meme coin ตัวหนึ่งในชื่อ ‘Melania Trump’ ได้เปิดตัวสู่ตลาดก่อนหน้าวันพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งของทรัมป์ โดยสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง เมลาเนีย ทรัมป์ ได้ประกาศการเปิดตัวเหรียญดังกล่าวผ่านทาง X โดยระบุข้อความว่า “คุณสามารถซื้อ $MELANIA ได้แล้ว” เช่นเดียวกันกับ โดนัลด์ ทรัมป์ ที่เคยออกเหรียญมีมของตัวเองเช่นกัน
vibe coding (noun)
มีคนเคยกล่าวไว้ว่า (ซึ่งเป็นใครก็ไม่รู้) ในยุคสมัยแห่ง AI ภาษาที่เราจะใช้เขียนโปรแกรม จะไม่ใช่ภาษาคอมพิวเตอร์อีกต่อไป แต่จะเป็นภาษาพูดของมนุษย์ที่เรากันใช้แบบธรรมดาทั่วไปนี่แหละ และนั่นแปลว่า ไม่ว่าใครก็ตามก็สามารถที่จะเขียนโปรแกรมได้ไม่ยาก …จริงไหมนะ?
จริงอยู่ที่ AI ช่วยทำลายกำแพงทางภาษา (ในที่นี้คือพวกไวยากรณ์ของภาษาคอมพิวเตอร์) และทำให้เราสามารถเอาไอเดียในหัวมายัดใส่ AI ได้เลย และด้วยท่าทีการเขียนโค้ดแบบชิลๆ เป็นภาษาลำลอง ไม่ต้องอาศัยความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง มันจึงถูกเรียกว่า Vibe Coding นั่นเอง
แต่ถึงอย่างนั้น ภาษาของมนุษย์ก็มีความคลุมเครือ และต้องอาศัยการตีความและการเข้าใจบริบทร่วมด้วย เช่น ถ้าเราเขียนไปว่า “ขอเว็บฯ ที่ดูทันสมัย” อ้าว แล้วมันต้องเป็นความทันสมัยของใครกันนะ ไหนจะมีเรื่องว่า ถ้าเว็บฯ เกิดมีปัญหา แล้วเราจะแก้ไขได้ถูกจุดหรือไม่ ในเมื่อเราไม่เข้าใจความหมายโค้ดที่เราก็อปมาเป็นพรืดๆ นั่นเลย
uncanny valley (noun)
แปลตรงตัวว่า “หุบเขาอันน่าขนลุก” ซึ่งมีที่มาจากกราฟความรู้สึกของมนุษย์ที่มีต่อ ‘สิ่งที่คล้ายมนุษย์’ โดยเขาแบ่งระดับความแยกแยะได้ ตั้งแต่ระดับง่าย ซึ่งเป็นสิ่งที่เราดูจากดาวอังคารก็ทราบดีว่านี่ไม่ใช่มนุษย์ มองเห็นแล้วมีความสบายใจ ไม่เป็นอันตราย เช่น หุ่นยนต์ ET, โดราเอมอน, สัตว์ที่ยืนได้คล้ายมนุษย์ (Furry) ไล่เรียงไปจนถึงระดับเทียบเท่ามนุษย์จริงๆ คนหนึ่ง
โดยกึ่งกลางระหว่างกราฟนั้นจะมีหลุมลึกยุบลงไป นี่คือกลุ่มของสิ่งที่เราอาจรู้สึกไม่สบายใจ ซึ่งมีความใกล้เคียงมนุษย์มาก แต่ยังไม่ใช่มนุษย์เสียทีเดียว (ราวๆ 70-90%) ลองนึกภาพหุ่นแอนดรอยด์ที่เหมือนมนุษย์ แต่มีสายตาที่ไร้แวว เผยรอยยิ้มแปลกๆ ขยับร่างกายแบบพิลึกกึกกือ ภาพนั้นก็อาจทำให้เรารู้สึกชวนขนหัวลุก หลอนแปลกๆ และไม่สบายใจนักที่จะมองเป็นเวลานาน บ้างก็กลัวว่าถ้ามันกลายเป็นใครคนหนึ่งที่เรารู้จักขึ้นมาจริงๆ ล่ะ!?
นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่ามันคือกลไกการเอาตัวรอดทางวิวัฒนาการ เพราะสมองของมนุษย์ถูกโปรแกรมให้ระแวดระวังสิ่งที่ผิดปกติไปจากมนุษย์สุขภาพดีคนหนึ่ง แม้จะเล็กน้อยก็ตาม เช่น ซากศพ คนป่วยที่เป็นโรคติดต่อ หรือสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์อื่นที่หน้าตาคล้ายเราแต่ไม่ใช่พวกเดียวกัน ทั้งหมดนี้ก็เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้น ความรู้สึกเหล่านี้จึงก่อขึ้นมาในใจ
ก็หวังว่า ภาพ AI ที่เลียนแบบท่าทางของมนุษย์จะเป็นเพียงแค่ความไม่สบายใจตามสัญชาตญาณ ไม่ได้มีอันตรายใดๆ ต่อเรา …ใช่ไหม?

copium (slang)
มาจากการผสมของ 2 คำ คือ cope ที่แปลว่าการรับมือกับความยากลำบาก และ opium ที่แปลตรงตัวว่าฝิ่น หรืออาจหมายถึงยาเสพติดที่ทำให้เคลิบเคลิ้ม เมื่อรวมกัน copium จึงหมายถึง การพยายามหลอกตัวเอง เสมือนการเสพยา เพื่อหลีกหนีความจริงอันโหดร้าย และนั่นเป็นที่มาเดียวกับภาพมีมของกบเขียวตัวหนึ่งกำลังสวมหน้ากากที่ต่อถังแก๊สออกซิเจน ราวกับต้องใช้ความหวังอันริบหรี่นี้เป็นลมหายใจสุดท้าย
ยกตัวอย่างสถานการณ์ เช่น คุณลงหุ้นตัวหนึ่งไป แล้วปรากฏว่ามูลค่ากลับตกฮวบอย่างไม่เคยมีมาก่อน มันปล่อยให้คุณติดดอยอย่างโดดเดี่ยว และคุณก็ปลอบใจตัวเองว่า “ตราบใดที่ไม่ขาย ก็ไม่ขาดทุน” นี่แหละ คืออาการ copium ใครจะว่าฉันฝันลมๆ แล้งๆ ก็ช่างเขา ก็มันก็ไม่เสียหายอะไรหนิ!

parasocial (adjective)
การมาของโซเชียลมีเดียอย่างทวิตเตอร์ ทำให้ความสัมพันธ์ของแฟนๆ และดารา ศิลปินต่างๆ เริ่มมีความใกล้ชิดมากขึ้นเรื่อยๆ ขอบเขตระหว่างพื้นที่ส่วนตัวกับประเด็นสาธารณะเริ่มแบ่งแยกได้ยาก และทำให้ผู้คนจำนวนหนึ่งเริ่มมีความรู้สึกสนิทสนมกับศิลปินคนดังกล่าว แม้ว่าศิลปินคนนั้นจะไม่ได้รู้จักเราเลยก็ตาม
จริงๆ คำศัพท์นี้มีมานานแล้ว อย่างในปี 1956 โดนัลด์ ฮอร์ตัน (Donald Horton) และ ริชาร์ด วอห์ล (Richard Wohl) นักสังคมวิทยาใช้คำว่า parasocial relationship อธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับผู้ชมโทรทัศน์ในยุคนั้น เมื่อผู้คนเริ่มรู้สึกผูกพันกับพิธีกรและนักแสดงบนหน้าจอราวกับว่าพวกเขาเป็นคนรู้จักจริงๆ
ในปัจจุบัน ความสัมพันธ์นี้ไม่ได้จำกัดเฉพาะคนดัง ดารา ศิลปิน แต่อาจเกิดได้กับตัวละครในภาพยนตร์ นิยาย และตัวตนที่ถูกสร้างขึ้นโดย AI เพราะด้วยความสมจริงและสามารถตอบโต้ได้ทันที เสมือนกับว่ามันกำลังมีปฏิสัมพันธ์อยู่กับเราจริงๆ
sunday scaries (noun)
คำนี้น่าจะเข้าใจได้ไม่ยาก เพราะเกิดจากการรวมตัวของคำว่า sunday หรือวันอาทิตย์ และ scaries ที่ไม่ได้แปลว่าสยองขวัญ แต่หมายถึงความรู้สึกกังวลใจ ประหม่า หรือหดหู่ไม่สบายใจ ซึ่งหลายคนมักเป็นกันในช่วงวันอาทิตย์ ซึ่งเข้าใจได้ไม่ยากว่า มันคืออาการเซ็งวันจันทร์ที่กำลังจะมาถึงนั่นเอง และพลอยทำให้เย็นวันอาทิตย์เป็นเรื่องชวนหดหู่ไปด้วย
ภาวะกังวลนี้ยังไม่ถึงขั้นเป็นโรคทางจิตเวช แต่ด้วยความพะว้าพะวงจนไม่อาจมีวันอาทิตย์ที่สงบสุขได้ นั่นอาจสะท้อนว่า คุณอาจอยู่ในสภาพแวดล้อมการทำงานที่ไม่เป็นมิตร หรือประสบกับภาวะหมดไฟ จนกังวลว่าอาจมีสิ่งไม่ดีเกิดขึ้นในวันจันทร์นี้ แม้ว่าจริงๆ แล้วคุณจะจัดการมันได้โดยราบรื่นก็ตาม ภาวะนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับคนที่ไม่ได้ทำงานแล้วก็ตาม กลายเป็นความผวาในวันจันทร์ไปโดยปริยาย
AGI (noun)
ย่อมาจาก Artificial General Intelligence หรือพูดให้เข้าใจง่ายก็คือ เดิมที AI จะมีความฉลาดและเก่งในทักษะเฉพาะทาง เช่น ให้เขียนหนังสือ หรือให้แก้ไขปัญหาทางคณิตศาสตร์ ซึ่งมันจะไม่สามารถทำงานข้ามสายได้
แต่ AGI จะยืดหยุ่นกว่าและเรียนรู้ได้เองเหมือนมนุษย์ สามารถปรับตัวเข้ากับงานใหม่ๆ ที่ไม่เคยเจอมาก่อนได้ทันทีโดยไม่ต้องตั้งค่ากันใหม่ ซึ่งจะทำให้ศักยภาพของมันขยับขยายได้มากขึ้น มันอาจเก่งพอๆ กับมนุษย์ หรืออาจมีความสามารถเหนือมนุษย์ในทุกด้าน ซึ่งอาจเป็นไปได้จริงในอนาคตอันใกล้นี้
ทั้งนี้ มันก็ไม่ได้แปลว่ามันจะคิดและมีสติปัญญาเหมือนมนุษย์ เพราะมนุษย์อาศัยประสบการณ์และความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ด้วย ซึ่งนั่นทำให้นักวิทยาศาสตร์ส่วนหนึ่งก็ยังคงถกเถียงกันว่า AGI จำเป็นต้องมีจิตใจและความรู้สึกเหมือนมนุษย์หรือไม่ หรือแค่สามารถคิดและทำงานแทนมนุษย์ได้ทุกอย่างก็ถือว่าเป็น AGI ที่สมบูรณ์แบบแล้วหรือยังนะ?
อ้างอิงจาก