ปกติคุณชอบกินอาหารแบบไหน โลว์คาร์บ? ไฟเบอร์สูง? เป็นสายเนื้อ? เป็นกินวีแกน? หรือแค่อะไรก็ได้ที่อร่อย?
คนเรามักมีสไตล์การกินประจำตัว ทั้งไม่รู้ตัวและตั้งใจด้วยความเชื่อเรื่องสุขภาพ วัฒนธรรม หรือคุณค่าทางจริยธรรมที่ยึดถือ ซึ่งรูปแบบอาหาร (Diets) ของสิ่งมีชีวิตสุดยืดหยุ่นที่กินทั้งพืชและสัตว์อย่างมนุษย์นั้นหลากหลายมากมาแต่นมนาน เน้นใช้วัตถุดิบที่หาได้ง่ายในท้องถิ่นและตามฤดูกาล ทั้งจากการล่า การเก็บของป่า หรือการเกษตร
ขณะที่ปัจจุบันโลกทั้งใบเล็กเท่าฝ่ามือ มนุษย์ที่พอมีทุนทรัพย์ก็สามารถเลือกที่จะยึดถือรูปแบบอาหารแบบใดก็ได้โดยเป็นอิสระจากพื้นเพ เมื่อร่วมกับกระแสนิยมรักสุขภาพ และความสนใจในวิทยาศาสตร์ของโภชนาการที่ซับซ้อนขึ้นทุกวัน เสียงจึงแตก เปิดทางเลือกพฤติกรรมการกินล้านแปดวิธีที่เชื่อว่าดีต่อร่างกาย เช่น “การกินอาหารตามกรุ๊ปเลือด” ที่เคยเป็นไอเดียที่โด่งดังพอสมควร และมียังคงอิทธิพลมาจนถึงปัจจุบัน
การกินอาหารตามกรุ๊ปเลือดมีจุดเริ่มต้นย้อนกลับไปในปี 1996 จากหนังสือ Eat Right 4 Your Type โดย ปีเตอร์ ดีอดาโม (Peter D’Adamo) แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านธรรมชาติบำบัด ซึ่งต่อยอดความรู้มาจากการศึกษากลุ่มตัวอย่าง ที่พ่อของเขาซึ่งเป็นแพทย์ธรรมชาติบำบัดเช่นกันได้ทำไว้เมื่อหลายสิบปีก่อน หนังสือเล่มนี้กลายเป็นหนังสือขายดีของ New York Times จนมียอดขายหลายล้านเล่มและถูกแปลเป็นภาษาต่างๆ มากมาย พร้อมกับการสนับสนุนจากเหล่าอินฟลูเอนเซอร์ ทั้งด้านสุขภาพ หรือไม่เกี่ยวข้อง ที่ช่วยผลักดันให้การกินแบบนี้เป็นกระแสหลักมากขึ้น ก่อให้เกิดตลาดขนาดใหญ่ในด้านอาหารเสริมเฉพาะกรุ๊ปเลือด หนังสือทำอาหาร หรือแม้กระทั่งแอปพลิเคชั่นตรวจสอบ “ความเข้ากันได้กับกรุ๊ปเลือด” ของอาหาร ซึ่งยังคงดำเนินกิจการมาจนถึงทุกวันนี้

คำกล่าวอ้างหลักของดีอดาโมคือ กรุ๊ปเลือด ABO แต่ละหมู่เป็นตัวแทนของประวัติศาสตร์ทางวิวัฒนาการของมนุษย์ในแต่ละยุคสมัย และการเลือกกินในแบบที่บรรพบุรุษเคยกินจะช่วยให้ร่างกายทำงานได้ตามที่มันถูกออกแบบมา เริ่มจากกรุ๊ปโอ ที่เขาเชื่อว่าเป็นกรุ๊ปเลือดดั้งเดิมของมนุษย์ มาจากกลุ่มนักล่าสัตว์หาของป่าที่ดำรงชีพด้วยเนื้อสัตว์เป็นหลัก ดังนั้นคนกรุ๊ปโอในยุคปัจจุบันจึงควรจะสุขภาพดีที่สุดด้วยการกินอาหารที่มีโปรตีนสูง เน้นเนื้อสัตว์ สามารถจัดการไขมันอิ่มตัวและธาตุเหล็กในรูปแบบฮีม (Heme Iron) ได้ดีกว่าคนอื่นในระดับหนึ่ง และต้องหลีกเลี่ยงการกินธัญพืชสมัยใหม่ผลิตภัณฑ์จากนม รวมถึงอาหารน้ำตาลสูง
ส่วนกรุ๊ปเอเกิดขึ้นพร้อมกับการเติบโตของอารยธรรมเกษตรกรรม จึงถูกกับอาหารที่เน้นพืชเป็นหลัก ซึ่งประกอบด้วยผักผลไม้ เต้าหู้ และธัญพืชเต็มเมล็ด โดยจะย่อยและจัดการสารอาหารจากเนื้อสัตว์ได้ยาก ส่วนกรุ๊ปบีเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมการเลี้ยงสัตว์แบบเร่ร่อนและถูกกำหนดให้กินอาหารได้หลากหลายมากที่สุด รวมถึงผลิตภัณฑ์จากนม ในขณะที่กรุ๊ปเอบี ซึ่งเป็นกรุ๊ปเลือดที่หายากที่สุด และตามคำอธิบายของดีอดาโมคือ เอบีคือกรุ๊ปเลือดที่เพิ่งวิวัฒนาการมาใหม่ล่าสุด สะท้อนว่าเป็นกลุ่มที่กินได้หลากหลาย แค่ควรเทไปทางพืช
หนึ่งในกลไกทางชีวเคมีที่ดีอดาโมนำเสนอเพื่อสนับสนุนความเชื่อนี้ นั้นเกี่ยวข้องกับ ‘เลกติน (Lectins)’ ซึ่งเป็นกลุ่มโปรตีนที่พบมากในพืช เขาระบุว่าเลกตินในอาหารที่ “ไม่เข้ากับกรุ๊ปเลือด” จะจับกับแอนติเจนบนเซลล์เม็ดเลือดและทำให้พวกมันจับตัวกันเป็นก้อน ซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่เขาเชื่อมโยงกับการอักเสบ ปัญหาทางเดินอาหาร อย่างโรค IBS (Irritable Bowel Syndrome) ที่พบได้มากเกินไปในปัจจุบัน และโรคภัยไข้เจ็บอื่นๆ ขณะที่เลกตินจากอาหารที่ “เข้ากันได้” จะไม่ก่อให้เกิดอันตรายใดๆ

คำกล่าวอ้างเชิงวิวัฒนาการของดีอาดาโมก็ได้เผชิญกับปัญหา เมื่อการวิเคราะห์ทางพันธุกรรมของยีน ABO นั้นยังคงไม่สนับสนุนการเกิดกรุ๊ปเลือดตามลำดับวิวัฒนาการดังกล่าว งานวิจัยหลายชิ้นกลับชี้ให้เห็นว่าแอลลีล A แท้จริงแล้วเป็นสายพันธุ์ที่เก่าแก่กว่า O ซึ่งนักพันธุศาสตร์ก็ยังคงถกเถียงกันว่ากรุ๊ปเลือดที่ต่างกันนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร และเมื่อใด หากไทม์ไลน์ที่เป็นรากฐานของทฤษฎีนี้ยังสั่นคลอน หลักการกินอาหารที่สร้างขึ้นตามนั้นก็ย่อมสูญเสียความสมเหตุสมผลไปด้วยเช่นกัน มันจึงเป็นความเชื่อ ไม่ใช่ข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ ไม่สามารถยึดเอาแน่นเอานอนได้
นอกจากความขัดแย้งทางข้อมูลของเรื่องวิวัฒนาการกรุ๊ปเลือดแล้ว แนวคิดการกินอาหารตามกรุ๊ปเลือดเองก็เจอกับปัญหา ในปี 2013 มีการร่วมกันทบทวนงานวิจัยต่างๆ อย่างเป็นระบบ เพื่อรวบงานวิจัยที่เคยทดสอบว่าการกินอาหารตามกรุ๊ปเลือดช่วยให้สุขภาพดีขึ้นได้จริงหรือไม่ รวมถึงงานวิจัยที่เกี่ยวข้องที่เกี่ยวข้อง ผลลัพธ์ถูกเผยแพร่ในวารสาร American Journal of Clinical Nutrition ซึ่งกลุ่มผู้ทบทวนแทบไม่พบอะไรเลย ไม่มีทั้งการศึกษาเชิงสังเกตการณ์หรือการทดลองที่ได้ทำการทดสอบคำกล่าวอ้างของรูปแบบการกินนี้ หรือที่ใกล้เคียง แม้ว่าหนังสือจะถูกตีพิมพ์มานานเกือบสองทศวรรษและโด่งดังพอสมควรแล้วก็ตาม
และแล้วก็มีคนทำวิจัยจริงๆ จากการศึกษาเรื่องโภชนพันธุศาสตร์และสุขภาพของมหาวิทยาลัยโทรอนโต นักวิจัยได้ตามติดส่องพฤติกรรมการกินอาหารและวัดตัวบ่งชี้สุขภาพหัวใจและหลอดเลือดของนกลุ่มตัวอย่างจำนวนมากถึง 1,455 คน และเปรียบเทียบจีโนไทป์ ABO ที่แท้จริงของแต่ละคนกับความใกล้เคียงของพฤติกรรมการกินของพวกเขาที่ตรงกับอาหารตามกรุ๊ปเลือดทั้งสี่แบบ พวกเขาพบว่าผู้ที่ปฏิบัติตามรูปแบบการกินของกรุ๊ปเอ กรุ๊ปเอบี หรือกรุ๊ปโอ อย่างเคร่งครัด มีแนวโน้มที่จะสุขภาพที่ดีกว่า รวมถึงมีความดันโลหิต คอเลสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์ และอินซูลินที่ลดลง ส่วนรูปแบบการกินของกรุ๊ปบีไม่แสดงผลลัพธ์ที่มีนัยสำคัญใดๆ ต่อใครเลย

แต่การค้นพบที่สำคัญของการทดลองนี้ คือประโยชน์ทางสุขภาพเหล่านี้เกิดขึ้นได้โดยไม่เกี่ยวเลยว่าใครจะมีกรุ๊ปเลือดอะไร ผู้ที่มีเลือดกรุ๊ปบีที่บังเอิญกินอาหารในรูปแบบของกรุ๊ปเอก็ได้รับการพัฒนาด้านสุขภาพในแบบเดียวกับกลุ่มกรุ๊ปเอที่กินแบบกรุ๊ปเอ หัวหน้านักวิจัยสรุปไว้อย่างชัดเจนว่า การพัฒนาของสุขภาพอาจเกี่ยวข้องโดยตรงกับความสามารถยึดถือรูปแบบการกินอาหารที่มีประโยชน์สูงกว่าอาหารที่คนทั่วไปกิน
โดยรูปแบบการกินทั้งสี่ที่ดีอดาโมกำหนดขึ้นนั้นล้วนเป็นรูปแบบการกินที่เน้นไปที่อาหารจากธรรมชาติ (Whole Foods) ล้วนแล้วแปรรูปต่ำมากทั้งหมด และแนะนำให้หลีกเลี่ยงอาหารแปรรูปขั้นสูง (Ultra-processed food) ดังนั้นคนที่เปลี่ยนมากินอาหารแบบกรุ๊ปเอ ซึ่งพืชเป็นหลักและมาจากธรรมชาติ ต่างจากรูปแบบการกินของกรุ๊ปอื่นที่อาจนำไปสู่ความยืดหยุ่นเกินเหตุ จนรวมอาหารแปรรูป หรือเสี่ยงได้รับคาร์โบไฮเดรตมากไปเมื่อเทียบกับปริมาณไฟเบอร์ที่ไม่มากพอ หรือมีไขมันอิ่มตัวในมื้อมากเกินไปจนส่งผลต่อค่าคอเลสเตอรอลในกระแสเลือด เป็นต้น
นี่เป็นสาเหตุที่รูปแบบการกินแบบกรุ๊ปเอมีแนวโน้มที่จะเป็นประโยชน์ต่อเกือบทุกคน ไม่ว่าจะมีกรุ๊ปเลือดอะไรก็ตาม และเมื่อกลุ่มคนกรุ๊ปเอ ซึ่งคิดเป็นอัตราส่วนที่เยอะพอสมควร เริ่มหันมาเปลี่ยนรูปแบบการกินให้เหมาะกับกรุ๊ปเอ ซึ่งอาจเป็นอาหารที่มีประโยชน์กว่าที่คนทั่วๆ ไปกินกัน ทำให้มีสุขภาพที่ดีขึ้น รู้สึกดีขึ้นอย่างสังเกตได้ จึงเกิดเป็นภาวะสนับสนุนความเชื่อของตัวเอง ช่วยกันเผยแพร่ยืนยันความเชื่อนี้บนอินเตอร์เน็ต แม้สาเหตุจะไม่สอดคล้องกับผลลัพธ์เสมอไป
ดังนั้น แทนที่เราจะแบ่งรูปแบบการกินตามกรุ๊ปเลือด เราก็แค่ต้องสนใจเลือกกินอาหารจากธรรมชาติที่แปรรูปต่ำให้หลากหลาย พืชหลายชนิดหลายส่วน เพื่อรับไฟเบอร์และกลุ่มสารประกอบโพลิฟีนอลที่เสริมสร้างความหลากหลายของจุลินทรีย์ในลำไส้ซึ่งสำคัญยิ่งยวดต่อสุขภาพ กินเนื้อสัตว์หลายชนิดรวมถึงเครื่องใน เอ็น และหนัง เพื่อรับกรดอะมิโนในอัตราส่วนที่หลากหลายมากขึ้น โดยควรหลีกเลี่ยงการรับไขมันอิ่มตัวมากเกินไป ส่วนปริมาณคาร์โบไฮเดรตนั้นก็ควรจำกัดอยู่ในปริมาณแคลอรีที่เหมาะสมต่อการใช้งานของแต่ละคน ตามรูปแบบกิจกรรมต่อวันและมวลกล้ามเนื้อ
หากคุณมีไลฟ์สไตล์การออกกำลังกายอยู่ร่วมด้วย สุขภาพที่ดีอย่างยืนยาวก็คงไม่ไกลเกินเอื้อม โดยไม่ต้องสนกรุ๊ปเลือด หรือกระแสการกินใดใดเลยแม้แต่น้อย เอ็นจอยกับทุกจาน รู้คุณค่าของทุกอย่าง