กลางดึกของวันที่ 19 กันยายน ปี 1961 ณ ทางหลวงรัฐนิวแฮมป์เชอร์ รถของคู่รักเบ็ตตี้ ฮิลล์ (Betty Hill) และบาร์นีย์ ฮิลล์ (Barney Hill) ถูกไล่ตามโดยจานบินส่องแสงวูบวาบมาหลายไมล์ไม่หยุดหย่อน พวกเขาจึงตัดสินใจจอดรถข้างทางเพื่อดูให้ชัด กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็ขับรถกันมาถึงบ้านแบบเลอะเลือน เสียเวลาไปมากกว่าสองชั่วโมงจากที่ควรจะเป็น
พวกเขาถูกนำไปเข้าสู่กระบวนการสะกดจิตเพื่อดึงเอาประสบการณ์ที่อาจลืมไป ทั้งคู่คายข้อมูลว่าพวกเขาถูกลักพาตัวขึ้นยาน ถูกตรวจร่างกายโดยเอเลี่ยน และยังจำแผนที่ดาวที่ระบุถึงระบบดาวเซตา เรติคูลิ (Zeta Reticuli) ได้อย่างแม่นยำ เคสของทั้งสอง ที่อ้างว่าถูกลักพาตัวโดยเอเลี่ยน กลายเป็นโครงเรื่องยอดนิยมสำหรับเคสการลักพาตัว และการพบเห็นยูเอฟโอ (UFO—Unidentified Flying Object) ระยะใกล้อื่นๆ ที่ถูกรายงานมาจนถึงปัจจุบัน
ปัญหาอย่างหนึ่งของการ ‘ดึงเอาความทรงจำที่ถูกลืมออกมา’ ด้วยกระบวนการสะกดจิต นั้นมักไม่ได้ดึงความทรงจำที่ถูกล็อคจริง ขึ้นมา หากแต่เป็นการนำข้อมูลมาปะติดปะต่ออย่างสะเปะสะปะ ปรุงแต่งครบรสด้วยเจตนาของทั้งผู้ถูกทำและผู้ทำ จนกลายเป็นเรื่องราวใหม่ขึ้นมา โดยที่พวกเขานั้นเชื่อจริงๆ อย่างสุดใจ
ยินดีต้อนรับสู่โลกของจิตวิทยายูเอฟโอ ที่เทคโนโลยีเอเลี่ยนสุดล้ำอันเกี่ยวข้องกับประสบการณ์การพบเห็นยูเอฟโอจากทั่วโลกนั้นกลับไม่ใช่จานบิน หากแต่เป็นก้อนเนื้อหนักสองโลที่คั่นระหว่างหูคุณต่างหาก
รัฐบาลสหรัฐฯ ใช่ว่าจะอยู่เฉยกับการที่ประชาชนของพวกเขาชอบรายงานว่าพบเห็นยูเอฟโอ ทุกที่ ทั้งปี ทั้งชาติ โดยรัฐบาลได้บันทึกการรายงานเหล่านี้พร้อมหลักฐานเท่าที่มี ว่า ‘ยูเอพี’ หรือปรากฏการณ์บนฟากฟ้าที่ไม่สามารถอธิบายได้ (UAP—Unidentified Aerial Phenomena) ปรากฏว่าเหตุการณ์แทบทั้งหมดสามารถถูกวินิจฉัยได้ว่าเป็นเพียงโดรนไร้คนขับ บอลลูนตรวจสภาพอากาศ (ที่สามารถคล้ายยูเอฟโอได้อย่างมาก) ดาวเทียมมากมายบนวงโคจร เครื่องบินทั่วๆ ไป หรือปรากฏการณ์ทางธรรมชาติบนฟ้า
ถ้าเหล่าชายในชุดดำ ผู้ลือกันว่ามีหน้าที่ปิดข่าวเรื่องเอเลี่ยน อย่างเอเจนต์ J (จากเรื่อง MiB รับบทโดย วิลล์ สมิธ (Will Smith)) ฉายแสงลบความจำใส่หน้าคุณ แล้วบอกว่าที่เห็นน่ะ มันเป็นแค่บอลลูนตรวจสภาพอากาศ เขาก็มีโอกาสพูดถูกไปแล้วแทบจะ 100% โดยที่เขาไม่จำเป็นต้องรู้เลย ว่าเคสของคุณคือเอเลี่ยนจริงๆ ที่เขาต้องปิดข่าวหรือเปล่า

สมองของเราหิวกระหายที่จะมองหาแพทเทิร์น เพื่อเติมเต็มอีโก้ของการตระหนักรู้และการเข้าใจของตัวเองตลอดเวลา ซึ่งอันที่จริงก็เป็นคุณสมบัติที่ถูกวิวัฒนาการมาเพื่อความอยู่รอด มนุษย์ยุคหินที่สามารถมองพุ่มไม้แปลกๆ ว่าดูเหมือนเสือ และเชื่อสิ่งที่คิดว่าเห็นนั้นได้ จะมีโอกาสรอดสูงกว่ามนุษย์ยุคหินอีกคนที่ไม่เห็น หรือไม่เชื่อ ซึ่งคงจะถูกตะครุบถ้าเกิดว่านั่นคือเสือจริงๆ เพราะไม่ยอมหนีแต่แรก
แน่นอนว่าเราคือลูกหลานของพวกที่รอด พวกเราเห็นแพทเทิร์นในสิ่งต่างๆ แทบจะตลอดเวลา สมองของเราสามารถบิดภาพที่รับมาจากเซนเซอร์ของดวงตาได้จนไม่เหลือเค้าโครงเดิม จากการที่จิตใต้สำนึกมุ่งที่จะเห็นอะไรสักอย่าง หรือเชื่อในอะไรสักอย่าง
ในชีวิตประจำวัน พวกเราสามารถเห็นใบหน้าบนเมฆ ลายไม้รูปหัวหมาชิวาว่า ไม่ก็พระเยซู แล้วก็กองผ้ารูปตัวคนในห้องนอนมืดๆ รกๆ ของคุณเวลาตีสาม ปรากฏการณ์นี้มีชื่อเรียกว่า ‘พาเรโดเลีย (Pareidolia)’ ที่สมองของเราต้องการคำตอบที่แน่ชัดท่ามกลางความคลุมเครือของแหล่งข้อมูลอยู่เสมอ โดยไม่แคร์ว่าคำตอบที่สังเคราะห์ขึ้นมาจะสอดคล้องกับของจริงหรือไม่ก็ตาม
ดังนั้นถ้าคุณพอรู้จักคอนเซ็ปต์ของยูเอฟโอมาบ้าง เมื่อคุณเห็นการเคลื่อนที่ของแสงแบบประหลาดๆ บนท้องฟ้าหรือขอบฟ้า จิตที่ใฝ่หาแพทเทิร์นอาจตีความได้ทันทีว่านั่นยูเอฟโอแล้วล่ะ ยิ่งถ้าช่วงนั้นพักผ่อนน้อย มีความเครียด หรือกำลังหลงใหลในเรื่องเหนือธรรมชาติอยู่ด้วย ก็อาจจะเห็นและเชื่อมั่นลึกกว่าใครเขา
สมองของมนุษย์ประมวลผลข้อมูลที่ได้รับมาจากประสาทสัมผัสต่างๆ มากถึง 11 ล้านบิตต่อวินาทีโดยประมาณ แต่มีแค่ราวๆ 50 บิตเท่านั้นที่เรา ‘ตระหนักรู้ได้’ ผ่านจิตสำนึก เหมือนกับเราเห็นแค่ยอดคลื่นเล็กๆ เหนือมหาสมุทรลึกและดำมืด เต็มไปด้วยกระแสน้ำวนเวียนเชี่ยวกรากด้านล่าง นี่เท่ากับว่าเราไม่เคยอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริง จริงๆ เลย หากแต่เรากำลังอยู่ในโลกที่สมองของเรากำลังเดาอย่างผิวเผินว่าความเป็นจริงนั้นหน้าตาเป็นอย่างไร
ทางสถิติแล้ว เคสการพบเห็นยูเอฟโอส่วนใหญ่นั้นไม่ใช่การเห็นวัตถุรูปจานบิน หรือสามเหลี่ยม หรือทรงซิการ์ ไม่ใช่แม้จะเป็นจุดแสงเคลื่อนที่ไปมาด้วยความเร็วสูง หากแต่เป็นจุดแสงที่อยู่นิ่งบนฟ้า ซึ่งก็คือดาวศุกร์

ดาวศุกร์มักจะดูอยู่ต่ำใกล้ขอบฟ้า ล่องลอยอยู่ในช่วงเวลาหลังดวงอาทิตย์ขึ้นและดวงอาทิตย์ตก สว่างเป็นพิเศษเมื่อเทียบกับดาวดวงอื่น และในสายตาของคนอเมริกันจำนวนมากที่ไม่ค่อยประสีประสาด้านนี้ หรือแทบจะไม่เคยแหงนฟ้ามองดาว นั่นคือยูเอฟโอของพวกเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามีเมฆเคลื่อนที่ไวตัดผ่าน หรือถ้าผู้สังเกตอยู่บนเครื่องบิน นั่นจะยิ่งดูเหมือนยูเอฟโอที่กำลังเคลื่อนที่ จากภาพลวงตา
ราวกับว่าดาวศุกร์มีพลังวิเศษในการสร้างภาพลวงตา เล่นกับจิตใจคนมอง แม้กระทั่งนักบินผู้มีการศึกษา และชำนาญการ ยังมักหลงคิดว่าดาวศุกร์คือเครื่องบินที่กำลังตรงสวนมา หรือบางครั้งเห็นว่าเป็นจุดแสงที่กำลังเคลื่อนที่อย่างน่าฉงน ซึ่งเป็นเคสที่เกิดขึ้นประจำ และเป็นสิ่งที่นักบินทุกคนต้องตระหนักไว้ เพื่อไม่ให้สับสน
อีกเคสที่โด่งดังจากปี 1969 เป็นการรายงานการพบเห็นยูเอฟโอโดยประธานาธิบดี จิมมี คาร์เตอร์ (Jimmy Carter) ประธานาธิบดีคนที่ 39 ของสหรัฐ ผู้มีอำนาจที่จะยิงขีปนาวุธนิวเคลียร์ตอนไหนก็ได้ ซึ่งในที่สุด รัฐบาลก็ออกมาเผยว่ามันเป็นแค่ดาวศุกร์ (หรือใครจะมองว่าวลี ‘ก็แค่ดาวศุกร์’ เป็นวิธีปัดข่าวแสนสะดวกของเหล่าชายชุดดำ ก็แล้วแต่)
ชั้นบรรยากาศของเรานั้นซับซ้อน ซ่อนเงื่อนกว่าที่คนทั่วไปคิด มันสามารถสร้างปรากฏการณ์ทางแสงน่าปวดหัวได้ตลอดเวลาอย่างที่ไม่สามารถคาดการณ์มาก่อน มวลอากาศที่หนาแน่นต่างกันมากสามารถเบี่ยงเบนแสง ทำให้รูปร่างสิ่งของข้างหลังบิดเบี้ยว หรือภาพลวงตาใกล้พื้น ที่ทำให้วัตุดูเหมือนลอยอยู่เหนือพื้น รถที่จอดอยู่ ณ ทะเลทรายใกล้ทางหลวงรัฐ มองจากไกล ๆ อาจดูเหมือนวัตถุสีเงินทรงกลม ลอยสูงหลายเมตร แถมต้นกระบองเพชรข้างล่างที่บิดเบี้ยว ก็ดูเหมือนมนุษย์รูปร่างแปลกๆ สี่ห้าคน ที่กำลังขยับและเดินไปมา เมื่อร่วมกับการตีความในจิตที่ผวาของคุณ นั่นสมจริงยิ่งกว่าจริง

อีกปรากฏการณ์สุดแปลก แต่พบเห็นได้ประจำ คือเมฆเลนติคูลาร์ (Lenticular clouds) มีรูปทรงแบบเลนส์ สามารถลอยค้างอยู่ที่เดิมได้นาน ไม่ขยับหรือเปลี่ยนรูปทรง คล้ายกับเจ้าจานบินจากเรื่อง Nope แถมยังสามารถเรืองแสง ส่องประกายแบบที่ดูผิดปกติ เมื่อแสงช่วงดวงอาทิตย์ขึ้นหรือดวงอาทิตย์ตกกระทบมัน บางครั้ง ถ้ามันอยู่ต่ำกว่าชั้นเมฆอื่นที่ปรากฏ มันจะดูเหมือนจานบินมืดทะมึน ตัดกับเมฆด้านบนที่ส่องแสงสีส้มแดง หรือถ้าเกิดเจ้าเมฆนี้อยู่สูงกว่าชั้นเมฆอื่นที่ปรากฏ มันก็จะดูเหมือนจานบินที่ส่องแสงสีทองอร่าม ลอยเหนือเมฆเทาที่ไร้แสงไปแล้ว ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับองศาของแสงและเงาของโลก ในช่วงดวงอาทิตย์ปริ่มขอบฟ้า
ปรากฏการณ์สุดหายาก แต่อาจเป็นเคสที่เข้าใจผิดโดยทั่วไปว่าเป็นยูเอฟโอ นั่นก็คือปรากฏการณ์ ‘ลูกบอลสายฟ้า (Ball lightning)’ ซึ่งปัจจัยการเกิดของมันก็เป็นสิ่งน่าฉงนในหมู่นักอุตุนิยมวิทยาและนักวิทยาศาสตร์ เมื่อสิ่งนี้ดูเหมือนลูกบอลแสงสีฟ้าหรือออกชมพู วิบวับแสบตาคล้ายกับแสงของอาร์คตอนเชื่อมเหล็ก สามารถลอยไปมาบนฟ้า ลงมาถึงพื้นด้านล่าง อยู่กับที่ ตะลอนไปตามยอดไม้ หลังคาอาคาร ก่อนที่จะมลายหายไป หรือระเบิดเป็นแสงจ้า ซึ่งเจ้าลูกบอลสายฟ้านี้ ดูคล้ายคลึงกับยูเอฟโอที่สุดแล้ว
ปัจจัยด้านจิตวิทยา อย่างที่กล่าวไป เป็นปัจจัยที่มีผลอย่างยิ่งต่อการตีความภาพที่เห็น นักวิจัยด้านจิตวิทยาสังคม สรุปไว้ว่าการพบเห็นยูเอฟโอ เป็นเรื่องที่สามารถติดต่อกันได้ สามารถลุกลามเป็นวงกว้างได้เหมือนกับไฟป่า
โดยเมื่อนำเคสการพบเห็นยูเอฟโอทั้งหมดมาเรียงตามเวลา ซ้อนทับกับไทม์ไลน์ของสื่อต่างๆ ที่ตีแผ่เกี่ยวกับเรื่องเอเลี่ยนหรือยูเอฟโอ ปรากฏว่าความถี่ของเคสจะไปกระจุกอยู่หลังช่วงเวลาปล่อยสื่อพวกนั้นเสมอ เช่น ภาพยนตร์เกี่ยวกับเอเลี่ยน การปล่อยไฟล์ลับของเพนทากอน หรือรายการทีวีที่พูดถึงยูเอฟโอ เป็นต้น

สิ่งนี้ถือเป็นเรื่องปกติมากสำหรับสมองมนุษย์ ถ้าเราถูกโปรแกรมให้เชื่อ หรือกึ่งเชื่อในอะไรบ้างอย่าง จิตใต้สำนึกเราจะมองหาสิ่งนั้นมากขึ้นโดยอัตโนมัติ ปรากฏการณ์บนท้องฟ้าที่ไม่คุ้นตา อาจผ่านตามาหลายต่อหลายครั้งเมื่อเดือนก่อน ซึ่งจำไม่ได้ด้วยซ้ำ แต่พอหลังจากดู Disclosure Day คุณถึงกับอึ้งเมื่อได้เห็นดาวศุกร์ระยิบระยิบตอนขับรถกลับบ้านเปลี่ยว ๆ บอกไปใครจะเชื่อ
อย่าลืมว่า UFOs และ UAPs นั้นไม่ได้แปลว่าเอเลี่ยนเสมอไป มันแค่เป็นสิ่งที่ระบุไม่ได้ ยังไม่มีคำอธิบายที่ลวตัว เป็นเหตุการณ์ที่พบเห็นด้วยความสับสนเพียงเท่านั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลสหรัฐจำเป็นต้องศึกษา ไม่ใช่เพื่อเจาะลึกเทคโนโลยีเอเลี่ยน แต่แค่เพื่อที่จะได้รู้จักปรากฏการณ์ทางจิตของพลเรือนและกองทัพมากขึ้น รวมถึงปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เรายังไม่สนิทด้วยมากพอ
อย่างไรก็ตาม เอเลี่ยนอาจมีอยู่จริงแท้แน่นอนข้างนอกนั่น ในจักรวาลกว้างใหญ่ไพศาล แค่ในแกแล็กซีของเราก็มีอาจมีดาวเคราะห์คล้ายโลก โคจรรอบดาวฤกษ์ของมันในเขตที่ไม่ร้อนไม่หนาวเกินไป อยู่มากกว่าพันล้านดวง สิ่งมีชีวิตอาจถือกำเนิดขึ้นที่ไหนสักแห่ง และที่ไหนสักแห่งที่มีสิ่งมีชีวิต ก็อาจมีอารยธรรมเอเลี่ยนทรงภูมิปัญญา ที่กำลังมองขึ้นฟ้าหาเพื่อนเช่นกัน
พวกเขาอาจมีคอนเซ็ปต์เรื่องยูเอฟโอไม่ต่างกัน ประชากรของพวกเขานั้นต้องการคำตอบที่แท้จริง แต่การเดินทางข้ามอวกาศหลายสิบ หลายร้อย หลายพันปีแสง เพื่อไปหาดาวเคราะห์แห่งชีวิตอีกดวง นั้นยากจนแทบจะเป็นไปไม่ได้ เอเลี่ยนอาจไม่ได้วนเวียนอยู่เหนือดาวเคราะห์สักดวง และไปกลับระหว่างดาวอย่างรวดเร็วด้วยการใช้ยูเอฟโอเล็กๆ นั่นดูไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย ความเชื่อที่สมเหตุสมผลกว่า คือวัตถุบินได้ลึกลับที่ดูเหมือนยูเอฟโอจริงๆ ก็อาจเป็นยานพาหนะแสนไฮเทคขั้นลับสุดยอดของมนุษย์เราเองนี่แหละ คนขับข้างในไม่ใช่เอเลี่ยนหัวโตจากดาวไหน
บทความนี้ ไม่ได้ต้องการจะหักล้างความเชื่อของผู้อ่านถึงสิ่งใดข้างนอกหรือใต้เท้าเรา เพียงแต่ต้องการเป็นตัวอย่างกระบวนการคิดรูปแบบหนึ่ง ให้ใช้วินิจฉัยสิ่งที่เห็น ว่านั่นผีหรือเปล่า นั่นยูเอฟโอจริงไหม เพราะอย่างน้อย คุณจะได้ไม่เป็นคนที่หลงไปกับอะไรง่ายๆ ตามเนื้อตา หรือตามจิตปรุงแต่ง และที่สำคัญ ถ้าเกิดเห็นสิ่งที่คิดว่าเป็นยูเอฟโอจริงๆ ขึ้นมา คุณก็จะได้แน่ใจได้ อย่างน้อยก็ก่อนที่พวกชายชุดดำจะมาฉายแสงลบความทรงจำ แล้วบอกว่าที่คุณเห็นมันก็แค่ดาวศุกร์