ยามค่ำในชนบท ณ คืนเดือนมืดสุดวังเวง หากเพ่งมองไปไกลๆ ยังหนองนาหรือป่าเขา เราอาจจะได้เห็นดวงไฟลึกลับ กระพิบวูบวาบ ลอยไปมาอย่างน่าขนลุก บ้างก็สีแดง เหลือง หรือออกเขียว ออกฟ้า บ้างก็มาหลังฝนตก โบราณเขาว่ากันว่านั่นน่ะไฟผีโพง ผีกระสือ ผีกระหัง อย่าไปมองนานหรือไปทักมันเด็ดขาด…
ไม่ใช่แค่ประเทศหรือภูมิภาคเราเท่านั้น แต่ต่างประเทศตะวันออกจรดตะวันตก ก็มีการพบเจอ “ดวงไฟวิญญาณ” แบบนี้เช่นกัน มีเรื่องเล่าและคำอธิบายแตกต่างกันไปตามวัฒนธรรม อย่างเช่น ‘ฮิโตะดามะ (Hitodama)’ ดวงวิญญาณของมนุษย์ที่เร่ร่อนในรูปดวงไฟตามสถานที่เปลี่ยว บ้างก็ว่าเป็น ‘โอนิบิ (Onibi)’ ของปีศาจ ข้ามไปจนถึง ‘อะเลยา (Aleya)’ จากบังกลาเทศ และ ‘Will-o’s-the-wisps’ จากกลุ่มประเทศยุโรป ที่ทั้งคู่เป็นไฟลวงแห่งหนองบึง หลอกล่อให้คนเดินป่าหลงทาง หรือถึงขั้นจมน้ำเสียชีวิต และที่น่าสนใจมากคือตำนวนสมัยใหม่จากสหรัฐ ‘Brown Mountain Lights’ ดวงไฟที่ล่องลอยตามภูเขาบราวน์ ที่ชาวบ้าน นักเดินเขา และผู้เดินทางผ่านพบเห็นประจำ มักมาพร้อมกับปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติสุดแปลกอื่นๆ

ในความเชื่อเหล่านี้ แม้จะมีรายละเอียดที่ต่างกันบ้าง แต่ล้วนแล้วถูกผูกไปที่ปรากฏการณ์เดียวกันอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นจุดกำเนิดแสงท่ามกลางความมืด มักตามธรรมชาติ โดยเฉพาะเขตชุ่มน้ำ, สามารถล่องลอยได้อย่างอิสระ และมักดับหายไปหรือจู่ๆ ปรากฏขึ้นมาเอง ทำให้เราอาจหาคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์มาตีกรอบได้ ว่าภูติผีเหล่านี้ จริงๆ แล้วคืออะไรกันแน่
เมื่อซากพืช ซากสัตว์ และอินทรียวัตถุสะสมอยู่ในพื้นที่ที่มีออกซิเจนต่ำ เช่น ถูกทับถมหมักหมมด้วยกองซากพืชหนาเตอะ จุลินทรีย์จะย่อยสลายสารอินทรีย์เหล่านั้นผ่านกระบวนการทางชีวเคมี โดยอาจเกิดแก๊สหลายชนิดที่ไม่ใช่คาร์บอนไดออกไซด์ตามปกติ เช่น มีเทน ซึ่งเป็นก๊าซไวไฟและเป็นองค์ประกอบสำคัญของแก๊สชีวภาพตามธรรมชาติ แต่มีเทนไม่ได้จุดติดไฟขึ้นเองได้ง่ายๆ เพียงเพราะลอยขึ้นมาสัมผัสอากาศ การเผาไหม้ต้องมีส่วนผสมของเชื้อเพลิงและออกซิเจนในสัดส่วนที่เหมาะสม โดยต้องถูกเปลวไฟ หรือสะเก็ดไฟเสียก่อน เพราะฉะนั้นมีโอกาสน้อยที่ลูกไฟจะเกิดจากมีเทนเดี่ยวๆ
อีกหนึ่งสารที่เคยได้รับความสนใจคือฟอสฟีนและสารไดฟอสเฟน ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับสภาวะทางเคมีบางประเภทในสภาพแวดล้อมที่มีออกซิเจนต่ำ ทั้งคู่มีความไวต่อการลุกติดไฟเมื่อสัมผัสอากาศ นักวิจัยบางกลุ่มเสนอว่าสารเหล่านี้อาจเป็นตัวช่วยจุดประกายไฟเริ่มต้นให้แก๊สอื่นๆ อย่างมีเทน ติดไฟลุกวาบได้
แต่ข้อเสนอนี้ยังมีข้อจำกัด ทั้งปัญหาเรื่องการเกิดสารดังกล่าวในธรรมชาติ ปริมาณที่เพียงพอต่อการก่อให้เกิดแสง และการขาดหลักฐานจากสภาพแวดล้อมจริงที่เชื่อมโยงกระบวนการเหล่านี้เข้ากับการพบเห็นดวงไฟปริศนาได้โดยตรง ดังนั้น การอธิบาย Will-o’-the-wisp ว่าเป็นเพียงมีเทนหรือฟอสฟีนติดไฟจึงยังง่ายเกินไปสำหรับปรากฏการณ์ที่มีรายละเอียดซับซ้อนเช่นนี้

ในวันที่ 29 กันยายน 2025 วารสารวิชาการ Proceedings of the National Academy of Sciences หรือ PNAS เผยแพร่งานวิจัยชื่อ Unveiling ignis fatuus: Microlightning between microbubbles ซึ่งเสนอเบาะแสใหม่เกี่ยวกับต้นกำเนิดของแสงปริศนา นักวิจัยสาธิตให้เห็นว่า ฟองอากาศขนาดจิ๋วที่มีมีเทนเป็นองค์ประกอบสามารถเกิดการแยกประจุไฟฟ้าระหว่างเคลื่อนที่ รวมตัว และแตกแยกภายในน้ำได้ ภายใต้เงื่อนไขการทดลองที่เหมาะสม โดยเมื่อฟองแก๊สที่มีประจุต่างกันเข้ามาใกล้กันมากพอ อาจเกิดการคายประจุไฟฟ้าขนาดเล็กที่เรียกว่า ‘Microlightning’ หรือสายฟ้าระดับจุลภาค การคายประจุนี้สามารถกระตุ้นปฏิกิริยาออกซิเดชันของมีเทนแบบไม่จำเป็นต้องใช้ความร้อนสูง จนเกิดแสงวาบสีฟ้าที่มีลักษณะคล้ายเปลวไฟเย็น
การทดลองใช้กล้องถ่ายภาพความเร็วสูงร่วมกับเทคนิควิเคราะห์ทางสเปกโทรสโกปีและเครื่องมือตรวจวัดอื่นๆ เพื่อศึกษาสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างฟองแก๊ส ทีมวิจัยพบว่าแสงที่เกิดขึ้นไม่ได้จำเป็นต้องมาจากเปลวไฟร้อนแบบที่เราคุ้นเคยเสมอไป แต่สามารถเกิดจากกระบวนการทางไฟฟ้าและเคมีบริเวณรอยต่อระหว่างแก๊สกับน้ำได้ด้วย แต่ยังไม่ใช่หลักฐานยืนยันว่าดวงไฟตามตำนานทั้งหมดเกิดขึ้นด้วยกระบวนการนี้
แล้วดวงไฟที่เราเห็นอาจเป็นสิ่งอื่นได้ไหม?
แน่นอน เพราะการพบเห็นแสงในเวลากลางคืนไม่ได้หมายความว่าเรากำลังเผชิญกับปรากฏการณ์เดียวกันเสมอไป หนึ่งในคำอธิบายที่ธรรมดาที่สุดคือหิ่งห้อย ซึ่งสร้างแสงผ่านกระบวนการ Bioluminescence หรือการเปล่งแสงทางชีวภาพ โดยใช้ปฏิกิริยาเคมีภายในร่างกายที่เกี่ยวข้องกับโมเลกุลลูซิเฟอริน (Luciferin) ออกซิเจน และเอนไซม์ที่ช่วยเร่งปฏิกิริยาอย่างลูซิเฟอเรส (Luciferase) พลังงานจากปฏิกิริยานี้ถูกปล่อยออกมาในรูปของแสงที่มองเห็นได้
คำอธิบายหิ่งห้อยฟังดูหยามมากๆ แต่หากลองนึกให้ดี ว่ากลางคืนในที่เปลี่ยววังเวงนั้นสามารถทำอะไรกับจิตใจมนุษย์ได้บ้าง ก็จะพอเข้าใจว่าแสงหิ่งห้อยที่ชัดเจนไกลๆ มันดูแปลกไปจากที่รู้สึกในบางครั้ง
ในพื้นที่ป่าชื้น แสงบางชนิดอาจมาจากสิ่งมีชีวิตอื่นที่เรืองแสงได้ อย่างเชื้อราบางชนิดที่เติบโตบนไม้ผุ ส่วนในสภาพแวดล้อมที่มีหมอกและทัศนวิสัยต่ำ แหล่งกำเนิดแสงที่อยู่ห่างไกลก็อาจดูผิดตำแหน่งหรือมีลักษณะผิดแปลกไปจากความเป็นจริงได้เช่นกัน เช่น ไฟจากบ้าน อาคาร หรือรถที่อยู่ไกลออกไป และถูกกั้นโดยป่าไม้ ทำให้แสงที่ลอดผ่านช่องว่างเล็กๆ ที่ถูกลมโอนเอน นั้นดูเหมือนกับดวงไฟวูบวาบที่เคลื่อนที่อย่างพิศดาร

อีกหนึ่งปรากฏการณ์คือ ‘Ball Lightning’ หรือปรากฏการณ์ลูกบอลสายฟ้า ซึ่งมีรายงานการพบเห็นมานานหลายศตวรรษ ผู้พบเห็นมักบรรยายถึงลูกไฟเรืองแสงทรงกลม ตั้งแต่ขนาดใกล้เคียงลูกกอล์ฟไปจนถึงวัตถุที่มีขนาดใหญ่กว่านั้น ปรากฏเป็นสีขาว ฟ้า ส้ม หรือแดง เคลื่อนที่ไปมาใกล้พื้นดิน และคงอยู่ได้ตั้งแต่ประมาณหนึ่งวินาทีไปจนถึงเป็นนาที ก่อนจะค่อยๆ ดับลง ระเบิดวาบ หรือสลายไปอย่างฉับพลัน
สิ่งที่ทำให้มันแตกต่างจากสายฟ้าทั่วไปคือ สายฟ้าปกติเป็นการคายประจุไฟฟ้าที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเป็นเส้นทางหนึ่ง ขณะที่ Ball Lightning ดูเป็นก้อนแสงที่รักษารูปร่างและเคลื่อนที่ได้อย่างอิสระ คงอยู่ได้นาน นักวิทยาศาสตร์จึงเสนอคำอธิบายหลายแนวทาง ตั้งแต่พลาสมาและสนามแม่เหล็กไฟฟ้ารูปแบบพิเศษ ไปจนถึงปฏิกิริยาเคมีของอนุภาคจากดินที่ถูกสายฟ้าทำให้กลายเป็นไอ อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีทฤษฎีใดได้รับการยอมรับอย่างเป็นเอกฉันท์ และยังไม่สามารถพิสูจน์เลียนแบบในห้องทดลองได้
ท้ายที่สุด วิทยาศาสตร์ไม่ได้พิสูจน์ว่าผีโพงหรือกระสือมีอยู่จริง และก็ไม่ได้พิสูจน์ว่าทุกเรื่องเล่าเกี่ยวกับดวงไฟลึกลับเป็นเพียงภาพลวงตา สิ่งที่วิทยาศาสตร์ทำได้คือค้นหากลไกที่ทดสอบได้ ตรวจสอบหลักฐาน และปรับคำอธิบายให้สอดคล้องกับสิ่งที่ค้นพบใหม่
แถมคำตอบที่น่าขนลุกยิ่งกว่าสิ่งเหนือธรรมชาติก็คือ ธรรมชาติอาจมีวิธีสร้างแสงที่เราไม่เคยนึกถึงมาก่อน ตั้งแต่ปฏิกิริยาเคมีของสิ่งมีชีวิต ไปจนถึงประกายไฟฟ้าขนาดเล็กระหว่างฟองแก๊สที่ตามองไม่เห็น