ประเทศไทยเข้าสู่ช่วงหาเสียงเลือกตั้งแล้ว การแข่งขันสำคัญของช่วงหาเสียงคือการที่พรรคการเมืองจะคิดหรือเลือกนโยบายต่างๆ เพื่อจูงใจหรือเสนอตัวเพื่อแก้ไขปัญหา ตอบโจทย์ต่างๆ ที่เหมาะสมกับความต้องการของประชาชน เมื่อนโยบายเป็นเหมือนวิสัยทัศน์ว่าพรรคการเมืองหรือภาคการเมืองต่างๆ มองเห็นปัญหาหรืออนาคตของประเทศนั้นๆ ไปอย่างไร เราจะก้าวต่อไปด้วยเงื่อนไขหรือวิธีการแบบไหน ให้ความสำคัญกับอะไร
ในโอกาสที่เรากำลังเข้าสู่บรรยากาศของการเลือกตั้ง The MATTER ชวนไปสำรวจแนวนโยบายน่าสนใจ ล้ำสมัย และอาจตอบโจทย์บางแง่มุมของบ้านเรา ที่มีตั้งแต่เรื่องงรายได้ ที่อยู่อาศัย แรงงาน ไปจนถึงพื้นที่ของเมือง
Negative Income Tax
นโยบายระบบภาษีโอนเงินให้เมื่อรายได้ไม่ถึง

ความพยายามในการสร้างความมั่นคงให้ประชาชนเป็นเป้าหมายของรัฐส่วนใหญ่ ความฝันใหญ่ๆ คือการที่คนทุกคนมีการประกันรายได้ มี ‘หมอน’ ที่คอยรองรับไว้ไม่ให้เกิดภาวะยากจน
ซึ่งหลายๆ ประเทศก็มีความพยายามในการออกแบบระบบเพื่อสร้างความปลอดภัยทางการเงินรวมถึงจัดการสวัสดิการหรือการอุดหนุนของรัฐ Negative Income Tax เป็นหนึ่งในนโยบายที่ได้รับการพัฒนาโดยสามีภรรยาไฟรด์แมน (Friedman) นักเศรษฐศาสตร์อเมริกันในช่วงทศวรรษ 1960
วิธีคิดและวิธีการของ Negative Income Tax หรือระบบภาษีที่ย้อนคืน คือระบบภาษีที่มีเกณฑ์รายได้ขั้นต่ำ แต่เดิมเราคุ้นเคยว่าถ้ารายได้เราไม่ถึง เราก็แค่ยกเว้นการจ่ายภาษีในปีนั้นๆ แต่ระบบ Negative Income Tax จะทำการจ่ายเงินให้กับผู้ยื่นภาษีที่มีรายได้ไม่ถึง ใช้ระบบภาษีเพื่อการันตีฐานรายได้ขั้นต่ำ
สำหรับ Negative Income Tax มีระบบการเพิ่มเงินแบบขั้นบันได เช่นรายได้ขั้นต่ำของประเทศไทยวางไว้ที่ 3,000 บาทต่อเดือน ถ้ารายได้ 0 บาท รัฐจะเติมให้เป็น 3,000 บาท ถ้าได้มากกว่าจะมีสูตรคำนวนตามลำดับจนถึงเพดานการหยุดอุดหนุน เช่น รายได้ 1,000 บาท รัฐอุดหนุน 2,500 บาท 2,000 บาทอุดหนุน 2,000 บาท และอาจหยุดอุดหนุนที่เพดานรายได้ 6,000 บาทเป็นต้น
ระบบภาษีย้อนกลับมักได้รับการเสนอเป็นทางเลือกคู่กับรายได้พื้นฐาน (Universal Basic Income) กรณีรายได้พื้นฐานคือการที่รัฐจ่ายเงินรายเดือนหรือรายปีให้ประชาชนอย่างถ้วนหน้า สำหรับนโยบาย Negative Income Tax ตามข้อเสนอของไฟรด์แมน มองว่าการอุดหนุนของรัฐในขณะนั้นกระจัดกระจายและไม่ตรงเป้า เช่น อุดหนุนเด็ก อุดหนุนผู้สูงอายุ โดยมองว่าการอุดหนุนด้วยเงินสดเป็นวิธีการที่ตรงจุดที่สุด และสูตรการใช้เกณฑ์รายได้จะช่วยทำให้ระบุตัวผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือจากรัฐได้ดีที่สุด ทั้งยังไม่ทำให้สังคมสูญเสียแรงจูงใจในการทำงาน แต่ทำหน้าที่เป็นตาข่ายรองรับยามฉุกเฉิน ในระยะยาว โดยทฤษฎีเชื่อว่าระบบภาษีจะทำให้รัฐลดการอุดหนุนด้านอื่นๆ และใช้ระบบการจ่ายเงินสดตามรายได้อย่างเดียว
Middle- income Affordable Housing
นโยบายบ้านสำหรับคนทุกชั้น

ทุกวันนี้แม้แต่คนชั้นกลาง พนักงานเงินเดือนแบบเราๆ หรือที่สำคัญคือเด็กจบใหม่ ต่างก็มีรายได้ที่ไม่สามารถจะซื้อหรือมีที่อยู่อาศัยที่มีคุณภาพ เหมาะสมกับการใช้ชีวิตที่ดีได้ การดูแลเรื่องบ้านมักเป็นการดูแลในระดับผู้มีรายได้น้อย แต่แนวคิดเรื่องการมีบ้านที่ราคาเหมาะสม ไปจนถึงการออกแบบบ้านหรือที่อยู่อาศัยที่ตอบสนองกับกลุ่มความต้องการต่างๆ
ประเทศไทยเองมีปัญหาเรื่องรายได้ การผ่อนบ้านเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยาก รวมถึงการเช่าบ้านที่มีคุณภาพ ใกล้ขนส่งสาธารณะหรือแหล่งงาน ซึ่งในหลายประเทศที่เผชิญปัญหาคล้ายๆ กันนี้ ก็เริ่มมีนโยบายที่เกี่ยวข้องออกมาให้เห็นบ้างแล้ว อย่างสหรัฐอเมริกาเริ่มมีกระแสการอุดหนุนหรือลงทุนในบ้านสำหรับผู้มีรายได้ปานกลาง โดยมีการออกแบบและรูปแบบการอุดหนุนสร้างสังคมของพื้นที่นั้นๆ ที่แตกต่างออกไป
ส่วนประเทศที่รัฐดูแลเรื่องที่อยู่อาศัย เช่น สิงคโปร์ ก็เริ่มมีการออกแบบที่อยู่อาศัยที่มีจุดมุ่งหมายเฉพาะเช่นบ้านพักอาศัยสำหรับผู้สูงอายุ มีสาธารณูปโภคด้านสุขภาพและศูนย์อาหาร เป็นพื้นที่ที่ลดความเดียวดาย ส่งเสริมอาหารที่ดี หรือในยุโรปอย่างสเปน ก็มีบ้านที่ออกแบบสำหรับพ่อแม่เลี้ยงเดี่ยว บ้านสำหรับเด็กจบใหม่ มีการออกแบบเพื่อพัฒนาพื้นที่ย่านและเมืองจากการสร้างพื้นที่สำหรับการอยู่อาศัยต่อไป
SkillsFuture Level-Up Programme
นโยบายอัปสกิล รีสกิล ไม่กลัวโดนแย่งงาน

เราอยู่ในโลกที่ทุกคนบอกว่าอาชีพของเราจะอวสาน มนุษย์จะถูกแย่งงานแย่งอาชีพ ทักษะต่างๆ กำลังล้าสมัย กิจการและการผลิตเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การ ‘อัปสกิล-รีสกิล’ จึงเป็นความต้องการสำคัญที่จะทำให้แรงงานหรือคนทำงานแบบเราๆ อัปเกรด อัปเดท หรือเปลี่ยนเส้นทางอาชีพได้อยู่เสมอ
ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มทักษะเพื่อต่อยอดเช่นการใช้ AI การใช้นวัตกรรมต่างๆ หรือการเปลี่ยนเพื่อย้ายไปสู่กิจการใหม่ๆ ไปจนถึงการเพิ่มหรือเปลี่ยนทักษะเพื่อประกอบกิจการหรือหารายได้ด้วยวิธีการอื่นๆ ตามโลกที่เปลี่ยนแปลงไป
ตัวอย่างโครงการการอัพสกิลคือสิงคโปร์ ที่ประกาศการอุดหนุนการเรียนเพิ่มทักษะภายใต้การนำของลอว์เรนซ์ หว่อง (Lawrence Wong) ซึ่งให้งบสนับสนุนการเรียนกับกลุ่มผู้มีอายุ 40 ปี โดยให้เครดิตการเรียนคิดเป็นเงินไทยราวแสนบาท ทั้งยังมีเงินสนับสนุนรายเดือนเป็นเหมือนเงินเดือนให้กับผู้ที่ร่วมโครงการ คือเรียนเพิ่มทักษะฟรี พร้อมมีรายได้ระหว่างเรียน ทั้งยังเชื่อมต่อคนเรียนเข้ากับตำแหน่งงานใหม่ด้วย
Right to Disconnect
นโยบายสิทธิในการไม่รับการติดต่อนอกเวลางาน

สิทธิที่จะไม่ตอบหรือไม่เชื่อมต่อนอกเวลางาน จริงๆ เป็นกฎหมายที่เรียบง่านมากคือเมื่อจบหรืออยู่นอกเวลางาน เรามีสิทธิที่จะหลุดออกจากการทำงาน เรามีสิทธิที่จะไม่ตอบแชต อีเมล ไม่รับโทรศัพท์ หรือการรุกรานของงานที่จะทำให้เส้นแบ่งของการทำงานและชีวิตส่วนตัวถูกทำลาย เป็นการวางขอบเขตอย่างเป็นรูปธรรมโดยมีกฎหมายรองรับ หลายประเทศใช้กฎหมายในการให้สิทธิที่จะไม่อ่านไม่ตอบ เช่น ฝรั่งเศส สเปน โปรตุเกส และออสเตรเลีย
สิ่งที่น่าสนใจคือ ผลของการให้สิทธิหรือการขีดเส้นการทำงานและชีวิตส่วนตัว สัมพันธ์กับประสิทธิภาพในการทำงาน ลดภาวะเบิร์นเอาท์ ทำให้การความเครียดในการทำงานลดลง ประสิทธิภาพในการทำงานดีขึ้น
Culture Coupon, Culture Pass
นโยบายงบฟรีเพื่อซื้อสินค้าทางวัฒนธรรม

นโยบายคูปองหรือพาสทางวัฒนธรรม คือการให้งบหรือเงิน อาจจะเป็นรูปแบบของคูปองเงินสดหรือเครดิตดิจิทัลสำหรับประชาชน ในบางประเทศอาจจะให้เป็นเยาวชนที่มีอายุครบ 16 หรือ 18 ปี โดยนำเงินนั้นไปซื้อสินค้า ส่วนใหญ่ให้งบครั้งเดียว ประมาณ 10,000 – 20,000 บาท โดยเงื่อนไขมีเพียงแค่นำไปซื้อสินค้าและบริการทางวัฒนธรรม ซึ่งส่วนใหญ่ไม่จำกัดประเภท อาจจะนำไปซื้อการ์ตูน มังงะ สมัครสมาชิกแพลตฟอร์มดูหนัง หรือบริโภคสินค้าวัฒนธรรมอื่นๆ เช่น โรงหนัง โรงละครได้เหมือนกัน
Rooftop Policy
นโยบายเปิดดาดฟ้าเป็นอีกชั้นของเมือง

ขอพาไปที่นโยบายล้ำสมัยจากเมืองรอทเทอร์ดาม (Rotterdam) คือเมืองรอทเทอร์ดามมักทำงานร่วมกับสตูดิโอสถาปนิกท้องถิ่นระดับโลกอย่าง MVRDV ตัวเมืองจึงค่อนข้างเปิดกว้างให้ทดลองและใช้พื้นที่เมืองในการพัฒนานโยบายล้ำสมัย สตูดิโอก็จะนำข้อมูลที่ได้ไปศึกษาและพัฒนาเป็นงานออกแบบหรือแนวทางทางสถาปัตยกรรม
โดยหนึ่งในนโยบายล้ำยุคนั่นก็คือ Rotterdam Rooftop Strategy หลักการคิดนั้นเรียบง่ายมาก เมื่อเมืองมีพื้นที่จำกัด ทางเมืองจึงอยากเปิดพื้นที่ดาดฟ้าเป็นเหมือนชั้นผิวที่สองของเมือง
สิ่งที่เมืองทำคือการทำให้ดาดฟ้าและขอบฟ้าของเมืองกลายเป็นพื้นที่สาธารณะ มีการออกแบบนั่งร้าน ทางเดินสีสันสดใสเพื่อเปิดให้ดาดฟ้าของอาคารของรัฐและอาคารเก่าแก่กลายเป็นพื้นที่สาธารณะรูปแบบใหม่ ทั้งทางเมืองเองก็มีการพัฒนาแนวทางที่อาคารต่างๆ จะใช้พื้นที่ดาดฟ้าไปสู่พื้นที่ทำประโยชน์ให้กับสาธารณะ เช่น เป็นพื้นที่สีเขียว พื้นที่ชุมชน นำไปสู่การออกแบบที่มีหลักคิดใหม่ มีการวางชั้นผิวต่างๆ ทั้งยังทำให้ผู้คนได้สัมผัสมุมของเมืองที่แตกต่างออกไป
After Dark Strategy
นโยบายย่านเศรษฐกิจกลางคืน

เศรษฐกิจยามค่ำคืนอาจจะฟังดูไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ในระดับนโยบาย การเห็นย่านที่มีชีวิตในตอนกลางคืนและออกแบบให้ย่านต่างๆ มีความปลอดภัย และมีจังหวะการใช้ชีวิต มีระบบเศรษฐกิจที่สอดคล้องกับพื้นที่เมืองอื่นๆ อย่างเป็นเนื้อเดียวกัน นั่นคือประเด็นสำคัญ
หนึ่งในเงื่อนไขคือความเปลี่ยนแปลงในหลายมิติ ในปี 2025 ลอนดอนออกแนวทาง After Dark Strategy คือเปลี่ยนมุมมองต่อเศรษฐกิจยามค่ำคืน ขยายให้เป็นช่วงเวลาของความปลอดภัย ทำให้เมืองตอนกลางคืนเป็นเวลาของทุกคน เพิ่มกิจกรรมที่ไม่เกี่ยวข้องกับการดื่ม ออกแบบพื้นที่ที่ขยายไปสู่ความหลากหลายทางเพศ รวมถึงออกแนวทางให้ย่านบันเทิงอยู่ร่วมกับย่านอื่นๆ ได้
Loneliness Strategy
นโยบายรับมือความเหงา

ความเหงาเป็นวาระแห่งชาติสำหรับหลายประเทศ อังกฤษและญี่ปุ่นต่างมีการตั้งกระทรวงหรือรัฐมนตรีเพื่อรับมือความเหงาในฐานะโรคระบาด การทำให้ความเหงาเป็นวาระแห่งชาติทำให้การบริหารหรือการผลักดัน ลงทุนพัฒนาต่างๆ มีการแก้ไขความเหงาและสุขภาพจิตเป็นเงื่อนไขสำคัญ รวมถึงรับรู้ว่าความเหงาเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่ปัญหาส่วนบุคคล
ดังนั้นเมื่อเรามีการรับมือความเหงา การพัฒนาหรือนโยบายก็จะเน้นมองเห็นปัญหาจากความเหงา รับรู้ความเหงาที่เคยเป็นนามธรรมให้เป็นรูปธรรม เข้าไปจัดการงานออกแบบต่างๆ พื้นที่เมือง พื้นที่ชุมชน เช่น ผู้สูงอายุหรือคนเหงาที่ใช้ชีวิตในบ้านและต้องรับประทานอาหารตามลำพัง พบว่ามักมีภาวะขาดโภชนาการและหมดอาลัยในการกินและการใช้ชีวิต ส่งผลต่อสุขภาพ การออกแบบบ้านพักผู้สูงอายุที่มีครัวกลาง มีพื้นที่ศูนย์อาหาร หรือมีบริการอาหารที่ดีจึงเป็นการช่วยลดทอนโอกาสเกิดความเหงา
หนึ่งในนโยบายที่น่าสนใจคือ One against Loneliness ของเนเธอแลนด์ เริ่มต้นในปี 2018 ที่มองว่าความเหงาเป็นภัย หนึ่งในผลของนโยบายคือภาคเอกชนและพื้นที่ที่ประชาชนใช้งานปรับตัวเพื่อให้เกิดปฏิสัมพันธ์ของผู้คน เช่น ซูเปอร์มาเก็ตยัมโบ (Jumbo) รับนโยบายและเปิดพื้นที่ต้านเหงา โดยเปิดแคชเชียร์ไม่รีบ (Kletskassa – แคชเชียร์ชวนคุย) เป็นช่องจ่ายเงินสำหรับผู้สูงอายุที่พนักงานจะชวนคุยสารทุกข์สุขดิบ
นึกภาพวันเหงาๆ บางครั้งการมีใครซักคนมาถามไถ่หรือพูดคุย ความมืดมนก็อาจจะจางหายไปได้ ทั้งหมดนี้สัมพันธ์กับนโยบายของรัฐที่เข้าดูแลได้อย่างคาดไม่ถึง
อ้างอิงจาก