คงดีไม่น้อย หากเราสามารถเลือกได้ว่าลูกเราจะเป็นเด็กที่แข็งแรง ปราศจากโรคภัย แต่จะมากไปไหม หากเราอยากเลือกแม้กระทั่ง ส่วนสูง สีผม ไปจนถึงระดับความชาญฉลาด
การมาถึงของเทคโนโลยีทำเด็กหลอดแก้ว ช่วยให้คู่รักหลายคู่ที่เผชิญภาวะมีบุตรยาก สามารถมีลูกได้ง่ายขึ้น และช่วยคัดกรองโรคที่อาจติดตัวเด็กมาตั้งแต่เกิด เมื่อเทคโนโลยีก้าวหน้าไปทุกวัน มันจึงกำลังพาเราไปไกลกว่านั้น

Herasight Inc. บริษัทด้านพันธุกรรมที่ตั้งชื่อตาม Hera เทพีแห่งความเจริญพันธุ์ ได้พัฒนาระบบคัดกรองตัวอ่อนแบบครบวงจรและให้คำแนะนำแก่ผู้ปกครองตลอดกระบวนการทำเด็กหลอดแก้ว โดยใช้เทคโนโลยีจีโนมแบบครบวงจรที่ทันสมัย การคัดกรองนี้ประเมินโอกาสที่ตัวอ่อนจะก่อให้เกิดเด็กที่มีความเสี่ยงต่อโรคนับพัน ตั้งแต่โรคทางพันธุกรรมหายาก เช่น Tay-Sachs และ Cystic Fibrosis ไปจนถึงโรคทั่วไปที่มีปัจจัยทางพันธุกรรม เช่น มะเร็ง โรคหัวใจ เบาหวาน และอัลไซเมอร์
จัสติน ชไลด์ (Justin Schleede) นักพันธุศาสตร์และผู้บริหาร Herasight Inc. กล่าวว่า “สำหรับคนที่ไม่อยากเสี่ยง ไม่อยากปล่อยให้โชคชะตาเป็นตัวตัดสิน พวกเขามาหาเราเพื่อรับข้อมูลจีโนมเพื่อช่วยคัดเลือกตัวอ่อน โดยมีเป้าหมายเพื่อเป็นเด็กที่มีความสุข สุขภาพดี และปราศจากโรค”
แต่ Herasight กำลังไปไกลกว่านั้น เพราะนอกจากคัดเลือกตัวอ่อนที่มีความเสี่ยงด้านโรคภัยต่างๆ น้อยที่สุดแล้ว ยังสามารถเลือกแนวโน้มส่วนสูง ดัชนีมวลกาย อายุขัย หรือแม้แต่ IQ และยังมีบริษัท Nucleus Genomics ในมหานครนิวยอร์ก เปิดโอกาสให้พ่อแม่ที่กำลังวางแผนมีบุตรเลือกลักษณะของลูกได้ละเอียดยิ่งขึ้น ตั้งแต่สีตา สีผม แนวโน้มที่จะหัวล้าน เกิดปัญหาสิว หรือแม้แต่ถนัดมือซ้ายหรือขวา เคียน ซาเดกี (Kian Sadeghi) ผู้ก่อตั้งและผู้บริหารของ Nucleus Genomics กล่าวว่า “เราเรียกมันว่า genetic optimization เพื่อช่วยให้ผู้คนมีลูกที่ดีที่สุด”
กล่าวโดยสรุปคือ บริษัทเหล่านี้รวบรวม polygenic risk scores ตัวเลขประเมินแนวโน้มในการเกิดโรคและลักษณะต่างๆ จากตัวแปรทางพันธุกรรม เพื่อใช้คะแนนเลือกตัวอ่อนที่ดีที่สุด หรือตรงกับความต้องการที่สุด

ตอนแรกมันฟังดูดี ไม่มีข้อคัดค้าน ถ้าเราป้องกันโรคร้ายได้ตั้งแต่ก่อนเด็กเกิด ทำไมจะไม่ทำ
ถ้าเราช่วยให้ลูกมีชีวิตที่แข็งแรงขึ้น ทำไมจะไม่เลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้เขากัน แน่นอนว่า การอยากให้ลูกแข็งแรงไม่ใช่เรื่องผิด แต่ถ้าวันหนึ่ง การเลือกตัวอ่อนที่ดีที่สุดได้ ไม่ใช่แค่เรื่องสุขภาพหรือความเสี่ยงต่อโรค หากรวมไปถึงส่วนสูง สีตา สีผม หรือแม้แต่แนวโน้มด้านสติปัญญา
แปลว่าเราเลือกได้แม้กระทั่งรายละเอียดเล็กที่สุดของชีวิตคนคนหนึ่ง มันจะยังเป็นความรักแบบไม่มีเงื่อนไขอยู่ไหม หรือเรากำลังค่อยๆ เปลี่ยนการมีลูก ให้กลายเป็นการออกแบบมนุษย์ในแบบที่ตัวเองต้องการกันแน่
ผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายเองก็ยังมีคำถามต่อประเด็นนี้ และมีความเห็นไปในหลายทิศทาง American College of Medical Genetics and Genomics และ American Association of Reproductive Medicine ต่างระบุว่า วิทยาศาสตร์เบื้องหลัง polygenic risk scores ยังพัฒนาไม่เพียงพอที่จะให้การประมาณที่น่าเชื่อถือได้ นอกจากยีนแล้ว สิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตก็เป็นปัจจัยสำคัญต่อโรคหลายชนิด บางฝ่ายยังโต้แย้งว่าการคัดกรองนี้ก่อให้เกิดความกังวลทางศีลธรรม จริยธรรม และสังคม
หลายฝ่ายกังวลต่อ Polygenic โดยอ้างถึงการใช้เทคโนโลยีราวกับโลกดิสโทเปียในภาพยนตร์ แง่หนึ่งมันคือวิสัยทัศน์ของมนุษย์ที่อยากปรับปรุงพันธุกรรม จนกลายเป็นวิศวกรรมพันธุกรรมในระดับใหญ่ ทางบริษัทที่ถูกโจมตีโต้กลับว่า บริการของพวกเขาเป็นเรื่องสุขภาพ ไม่ใช่การสร้างเผ่าพันธุ์ที่เหนือกว่า พ่อแม่แค่อยากได้ลูกในเวอร์ชั่นที่ดีกว่าตัวเองเท่านั้น

เมื่อเทคโนโลยีเริ่มขยับจากการรักษาโรค ไปสู่การออกแบบมนุษย์ ความหมายของการเป็นพ่อแม่ก็อาจกำลังเปลี่ยนไปอย่างเงียบๆ จากคนที่ยอมรับลูก ไม่ว่าเขาจะเป็นแบบไหน กลายมาเป็นคนที่คัดเลือกลูกให้เป็นดั่งใจที่สุด
แล้วเส้นจำกัดของการใช้เทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้องกับชีวิตเด็กหนึ่งคน พ่อแม่สามารถเลือกลักษณะของลูกได้มากน้อยแค่ไหน
ความหมิ่นเหม่ทางจริยธรรมที่น่ากังวลคืออะไร เรามาฟังความเห็นจาก พิพัฒน์ สุยะ อาจารย์ประจำภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
“เดิมทีการคัดเลือกตัวอ่อนเป็นเทคโนโลยีที่มีเป้าหมายทางการแพทย์ เช่น แก้ปัญหาภาวการณ์มีบุตรยาก หรือหลีกเลี่ยงโรคร้ายแรงบางอย่าง ซึ่งนักชีวจริยศาสตร์จำนวนมากมองว่าพอยอมรับได้ในทางศีลธรรม เพราะเกี่ยวข้องกับการลดความทุกข์ทรมานของเด็กในอนาคต หรือเยียวยาความรู้สึกของพ่อแม่ แต่เมื่อเริ่มขยายไปสู่การเลือกลักษณะพึงประสงค์ เช่น สีตา ความสูง หรือความฉลาด คำถามก็เปลี่ยนทันทีว่า เรากำลังรักษาโรค หรือกำลังผลิตสินค้ากันแน่
แม้ว่าตัวเทคโนโลยีเด็กหลอดแก้วเองก็มีปัญหาในเชิงเทคนิคอยู่ เช่น เรื่องความปลอดภัย แต่ในทางปรัชญา ปัญหาไม่ใช่แค่เรื่องความปลอดภัย แต่เป็นเรื่องทัศนคติต่อความเป็นมนุษย์ นักปรัชญาบางคนมองว่า การพยายามควบคุมคุณลักษณะของลูกมากเกินไป สะท้อนความต้องการครอบงำธรรมชาติ จนทำให้พ่อแม่เลิกมองลูกว่าเป็นของขวัญ แต่เริ่มมองลูกเป็นโครงการที่ต้องปรับปรุงให้ได้ผลคุ้มค่าที่สุด
ข้อกังวลตรงนี้สำคัญมากในชีวจริยศาสตร์ร่วมสมัย เพราะมันเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่กับลูก จากเดิมที่พ่อแม่ต้องยอมรับลูกแบบไม่มีเงื่อนไข (unconditional acceptance) ไปสู่การคาดหวังอย่างมีเงื่อนไข (conditional expectation) กล่าวคือ เด็กจะถูกคาดหวังจากพ่อแม่ให้เป็นไปตามแบบที่พ่อแม่เลือกหรือกำหนดไว้

อีกประเด็นหนึ่งคือ เรื่องเสรีภาพของเด็กในอนาคต ซึ่งนักปรัชญาบางคนเห็นว่า การดัดแปลงหรือออกแบบเด็กก่อนเกิด อาจสร้างความสัมพันธ์แบบไม่เท่าเทียมทางศีลธรรม เพราะตัวเด็กไม่ได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ แต่กลับต้องใช้ชีวิตภายใต้คุณลักษณะที่คนอื่นเลือกให้ ข้อกังวลก็คือว่า เด็กอาจรู้สึกว่าชีวิตของตนถูกโปรแกรมไว้แล้ว และจะกระทบกับความเป็นเจ้าของชีวิตตนเอง (autonomy)
นอกจากนี้ประเด็นอีกอย่างที่ถูกพูดถึงมากก็คือ ความเหลื่อมล้ำทางสังคม หากเทคโนโลยีนี้แพงมาก คนรวยอาจสามารถเพิ่มแต้มต่อทางชีวภาพให้ลูกตนเองได้ ทั้งด้านสติปัญญา สุขภาพ หรือรูปลักษณ์ จนเกิดสิ่งที่นักชีวจริยศาสตร์บางคนเรียกว่า ‘Genetic Class Divide’ หรือ การแบ่งแยกชนชั้นทางพันธุกรรม ซึ่งคล้ายกับโลกในภาพยนตร์เรื่อง Gattaca (1997) ที่สถานะทางสังคมถูกกำหนดจากคุณภาพทางพันธุกรรม
ถ้าถามว่า ‘พ่อแม่มีสิทธิ์เลือกได้ไหม?’ นักชีวจริยศาสตร์ส่วนใหญ่จะตอบว่า สิทธิของพ่อแม่มีอยู่จริง แต่ไม่ใช่สิทธิแบบไร้ขอบเขต เพราะการตัดสินใจนี้กระทบบุคคลอีกคนหนึ่งที่ยังไม่สามารถให้ความยินยอมได้ คำถามสำคัญและน่าสนใจจึงไม่ใช่แค่ถามว่าทำได้ไหม แต่เป็นคำถามที่ว่าศักยภาพของมนุษย์อยู่ตรงไหน”
อย่างไรก็ตาม ปัญหานี้ก็ยังไม่มีคำตอบที่ชี้ชัด มีทั้งฝั่งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยอยู่บนเหตุผลที่ต่างกัน
ยิ่งเทคโนโลยีพัฒนาเร็วขึ้น เส้นแบ่งทางศีลธรรมก็ยิ่งพร่าเลือนเรื่อยๆ เราอยากให้ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่กับลูกเป็นแบบไหน และโลกที่เราจะส่งต่อให้เด็กรุ่นต่อไปจะหน้าตาแบบไหน คำถามเหล่านี้ไม่ได้อยู่ในห้องทดลอง แต่อยู่ในการสนทนาของสังคม รวมถึงบทความนี้ด้วย
อ้างอิงจาก