ตอกบัตร เข้ากะ แสกนนิ้ว แสกนหน้า หรือแค่หย่อนตัวลงบนเก้าอี้ วิธีใดๆ ก็ตามที่บอกว่าเวลาทำงานของเราได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว คอยกำหนดว่าเรามาเริ่มงานตามเวลาหรือเปล่า ทำงานครบตามชั่วโมงที่กำหนดหรือไม่ วิธีเหล่านี้อยู่กับเรามานาน อาจนานเกินจนเราลืมตั้งคำถามว่า การกำหนดชั่วโมงการทำงานมันเริ่มขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่กัน
อาจจะกฏหมายแรงงานกำหนดแหละมั้ง ที่บอกเราว่าทำงานไม่เกินกี่ชั่วโมงต่อสัปดาห์ แล้วก็มาเป็นกำหนดชั่วโมงต่อวันไงล่ะ เหมือนกันทั้งหมดทุกอาชีพ จะว่าอย่างนั้นก็ใช่ แต่กฎหมายกำหนดมาจากอะไร มันก็ต้องมีที่มาที่ไปใช่ไหมล่ะ

ย้อนกลับไปในยุคที่เปลี่ยนโลกการทำงานของมนุษยชาติ อย่างยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม เราเพิ่งจะเริ่มมีโรงงานอุตสาหกรรม เริ่มมีการทำงานระบบสายพาน เอาแรงงานมาทำงานเดียวกันในที่เดียวกัน เพื่อให้ได้ผลผลิตจำนวนมากเท่าที่ต้องการ อีพี ทอมป์สัน (E.P. Thompson) เขียนในงานวิจัย Time, Work-Discipline, and Industrial Capitalism (1967) เกี่ยวกับช่วงเวลานี้ไว้อย่างน่าสนใจ ในแง่ที่ว่าโรงงานไม่ได้เปลี่ยนแค่สถานที่ทำงาน แต่เปลี่ยน ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับเวลา
ลองนึกถึงสังคมสมัยก่อน ผู้คนส่วนใหญ่มักประกอบอาชีพเกษตรกร ปศุสัตว์ ทำงานตามฤดูกาล ฤดูไหนพืชผลงาม น้ำหลาก ก็ทำงานหามรุ่งหามค่ำ ฤดูไหนปลูกอะไรไม่ขึ้น เลี้ยงสัตว์ไม่ได้ ก็เก็บตัวเงียบ ชาวนายุคกลางทำงานหนักสุดตอนเก็บเกี่ยว แล้วก็แทบจะไม่ทำอะไรเลยตอนฤดูหนาว วนเวียนอยู่แบบนั้นปีแล้วปีเล่า
ก่อนยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ชีวิตของคนส่วนใหญ่ไม่ได้แบ่งเป็นเวลางานและเวลาส่วนตัวอย่างชัดเจน งานคือชีวิต ชีวิตคืองาน ลักษณะงานที่มีก็เป็น task-oriented งานเป็นเหมือนหนึ่งภารกิจ มีเท่าไหร่ทำให้ลุล่วงไป พอเกิดยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม เกิดโรงงาน เจ้าของกิจการเริ่มควบคุมการทำงานด้วยนาฬิกา เพราะพวกเขาต้องอ้างอิงชั่วโมงทำงานกับการจ่ายค่าจ้างรายชั่วโมง และนั่นคือจุดกำเนิดของการนับ ชั่วโมงทำงานในความหมายสมัยใหม่
ระบบจ่ายค่าจ้างตามชั่วโมงทำงานนี้เอง เป็นสิ่งใหม่สำหรับทั้งแรงงานและนายจ้าง นายจ้างเองก็อยากจะได้คนทำงานหามรุ่งหามค่ำ แรงงานเองก็ไม่เคยรู้ว่าลิมิตชั่วโมงทำงานมันอยู่ที่ตรงไหน ค่าจ้างที่คุ้มค่าต่อหยาดเหงื่อคือเท่าไหร่ เลยเกิดปัญหาชั่วโมงทำงานที่ยาวนานเกินไป วันทำงานยาวถึง 10–16 ชั่วโมง ทำ 6 วันต่อสัปดาห์ จนเกิดความเหนื่อยล้าและอันตรายต่อสุขภาพ รวมถึงเกิดการใช้แรงงานเด็กจนเป็นเรื่องปกติ เมื่อไม่มีกฎใดมาควบคุม ไม่มีเส้นแบ่งให้ยึดเกาะ นานวันเข้าเหล่าแรงงานเริ่มรู้สึกถึงความไม่เป็นธรรม จึงเกิดความพยายามเจรจาต่อรองเรื่องชั่วโมงการทำงานกับนายจ้างหลายต่อหลายครั้ง จนเกิดเป็นช่วงเวลาแห่ง Eight-Hour Day Movement

ในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 โรเบิร์ต โอเวน (Robert Owen) นักอุตสาหกรรมชาวเวลส์บัญญัติวลีอมตะ “Eight hours labour, eight hours recreation, eight hours rest” แบ่งวัน 24 ชั่วโมงออกเป็นสามส่วนเท่ากัน ก่อเกิดเป็นแนวคิดที่ช่วยให้หนึ่งวันทำงานเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น แม้แนวคิดนี้ไม่แพร่หลายในยุโรปนัก แต่ได้ถ่ายทอดความคิดไปยังสหรัฐอเมริกาในช่วงไม่กี่ทศวรรษต่อมา ช่างไม้ในฟิลาเดลเฟียนำการประท้วงหยุดงานทั่วเมือง เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์อเมริกา เพื่อเรียกร้องชั่วโมงทำงานที่สั้นลง
แรงกะเพื่อมของการเรียกร้องชั่วโมงทำงาน ทำให้ปี 1866 สหภาพแรงงานแห่งชาติ (National Labor Union หรือ NLU) เป็นองค์กรระดับชาติแห่งแรกที่เรียกร้องให้มีการกำหนดชั่วโมงทำงาน 8 ชั่วโมงต่อวัน พวกเขาตระหนักว่าชั่วโมงทำงานที่ยาวนานนั้นไม่ยั่งยืน ทั้งยังเป็นอันตรายต่อสุขภาพและความเป็นอยู่ พวกเขาจึงเรียกร้องให้แรงงานมีเวลาพักผ่อน ครอบครัว และกิจกรรมส่วนตัวมากขึ้น การรณรงค์เพื่อเวลาการทำงานแปดชั่วโมงยังคงดำเนินต่อไปในหมู่คนงานควบคู่ไปกับการพัฒนาของการปฏิวัติอุตสาหกรรม บางแห่งจะตกลงที่จะลดชั่วโมงการทำงาน แต่ก็ยังไม่มีมาตรฐานระดับชาติที่กำหนดไว้ ระหว่างนี้เกิดเหตุการณ์ประท้วงเพื่อชั่วโมงทำงานที่สั้นลงเกิดขึ้นรอบโลก

ปี 1886 มีการประท้วงครั้งใหญ่ที่ Haymarket Square ชิคาโก เป็นหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญที่สุดของความขัดแย้งนี้ มีการโยนระเบิดใส่ตำรวจ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตทั้งสองฝ่าย เหตุการณ์นี้นำไปสู่การปราบปรามขบวนการแรงงาน แต่ยิ่งทำให้ประเด็นวันทำงาน 8 ชั่วโมงเป็นที่รู้จักในวงกว้าง จากเหตุการณ์นี้เอง วันที่ 1 พฤษภาคมกลายเป็น ‘วันแรงงานสากล’ (May Day)
อีกหนึ่งก้าวสำคัญในแวดวงอุตสาหกรรม ในปี 1913 โรงงานไฮแลนด์พาร์คของเฮนรี ฟอร์ด (Henry Ford) ผู้ก่อตั้งฟอร์ดมอเตอร์ เผชิญกับปัญหาพนักงานลาออกจำนวนมาก เขาจึงตัดสินใจยื่นข้อเสนอค่าจ้าง 5 ดอลลาร์ต่อวัน ทำงาน 8 ชั่วโมงต่อวัน และวันหยุดสุดสัปดาห์สองวัน ซึ่งเพิ่มค่าจ้างเกือบสองเท่าของค่าจ้างเดิมแต่ชั่วโมงทำงานน้อยลง ข้อตกลงนี้ถูกนำมาใช้อย่างเป็นทางการเมื่อปี 1926 พอบริษัทยักษ์ใหญ่เริ่มเป็นแนวทาง บริษัทอื่นๆ ก็ต้องปรับตัวตาม เพื่อไม่ให้เกิดการประท้วงของแรงงานขึ้นอีกครั้ง
สหรัฐอเมริกาเผชิญภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ ในปี 1938 ประธานาธิบดีแฟรงคลิน เดลาโน รูสเวลต์ (Franklin Delano Roosevelt) ได้ลงนามในพระราชบัญญัติฟื้นฟูอุตสาหกรรมแห่งชาติ (NIRA) มีบทบัญญัติที่กำหนดชั่วโมงทำงานสูงสุดต่อสัปดาห์ไว้ที่ 40 ชั่วโมง ซึ่งส่งผลให้เกิดชั่วโมงทำงาน 8 ชั่วโมงต่อวัน เป็นการตอบสนองต่อวิกฤตเศรษฐกิจ โดยมีเป้าหมายเพื่อลดอัตราการว่างงานด้วยการกระจายงานไปยังผู้คนมากขึ้น นอกจากนี้ยังมุ่งหวังที่จะปรับปรุงสภาพการทำงานและค่าจ้าง เพราะตระหนักว่าหากแรงงานได้รับความเป็นธรรม ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น จะมีส่วนสำคัญให้เศรษฐกิจแข็งแรงไปด้วย

การเปลี่ยนแปลงนี้ใช้เวลากว่า 100 ปี และเกิดจาก 3 แรงผลักดันพร้อมกัน ได้แก่ ขบวนการแรงงานที่สู้ด้วยการประท้วงหยุดงานหลายแห่งทั่วโลก ภาคอุตสาหกรรม บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Ford เริ่มมาตรการชั่วโมงทำงานน้อยลง และสุดท้ายรัฐบาลที่ผ่านกฎหมายบังคับใช้จริง
จากความพยายามทั้งหมดนี้ทำให้ Eight-Hour Day Movement กลายเป็นหนึ่งก้าวสำคัญของชาวแรงงานที่วางรากฐานคุณภาพชีวิตให้กับแรงงานทุกคนบนโลก ตั้งแต่ผู้ใช้แรงงาน ไปจนถึงพนักงงานออฟฟิศในปัจจุบัน
อ้างอิงจาก