ต้อนรับการมาของรัฐมนตรีศึกษาธิการป้ายแดง ‘ประเสริฐ จันทรรวงทอง’ จากพรรคเพื่อไทย พร้อมกับแนวข้อสอบติวเข้มวิชา ‘การศึกษาไทย’ แบบตึงๆ ที่นักเรียนคนก่อนๆ ทำค้างเอาไว้ ทั้งเรื่องวิกฤตเด็กเกิดน้อย หลักสูตรล้าหลัง นักเรียนถูกละเมิดสิทธิ ครูทำงานหนัก ไปจนถึงภัยพิบัติจากโลกรวนที่ทำให้การศึกษาไทยปั่นป่วนไปตามๆ กัน
แน่นอนว่าโจทย์ปัญหาการศึกษาไทย ไม่อาจแก้ไขได้ด้วยตัวเลือกตายตัว 4–5 ข้อ เพราะปัญหามันซับซ้อนและแตกต่างไปตามบริบทพื้นที่
แต่ก็ลองดูสิว่า วิธีการแบบข้อสอบปรนัยที่มักใช้ตัดสินศักยภาพของเด็กไทย จะใช้แก้ไขปัญหาการศึกษาไทยได้หรือไม่ หรือมันก็ถึงเวลาแล้วล่ะ ที่เราต้องเลิกคิดหา ‘คำตอบ’ จากวิธีการแบบเดิม แล้วจินตนาการถึงแนวทางใหม่ เผื่อว่าเราจะได้ไม่ต้องมานั่งซ่อมวิชาการศึกษาไทยกันอีก?
วิกฤตเด็กเกิดน้อย โรงเรียนทยอยปิดตัว

นับเป็นปีที่ 5 แล้ว นับตั้งแต่ที่จำนวนการเกิดน้อยกว่าจำนวนการตาย โดยสถิติปีล่าสุด (2568) บอกว่าเมืองไทยมีทารกเกิดใหม่เพียง 4 แสนนิดๆ เท่านั้น นี่กลายเป็นปัญหาโดมิโน่ที่ส่งผลถึงจำนวนนักเรียนในระบบการศึกษา โรงเรียนเกือบ 2,000 โรงต้องปิดตัวลง และน่าสนใจที่กว่า 99% ที่ปิดตัวไปนั้น ล้วนเป็นโรงเรียนขนาดเล็กทั้งสิ้น
สิ่งที่แย่กว่านั้นคือ มีนักเรียนไทยราว 1.3 ล้านคน กำลังศึกษาอยู่ในโรงเรียนขนาดเล็ก พวกเขาขาดโรงเรียนเหล่านี้ไปไม่ได้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะพวกเขาไม่มีต้นทุนมากพอที่จะเข้ามาศึกษาโรงเรียนขนาดใหญ่ในตัวเมือง และทำให้หลายคนถูกตัดขาดจากระบบการศึกษาไป
ที่ผ่านมามีความพยายามในการหาทางออก เช่น ข้อเสนอให้ยุบโรงเรียนเล็กในตำบลเดียวกัน โอนนักเรียนไป และจัดสรรค่าเดินทางให้ในกรณีที่เด็กต้องเดินทางไกลจากบ้านมากขึ้น แต่ก็จะมีข้อโต้แย้งอีกเช่นกันว่า การศึกษาไม่ควรเพิ่มอุปสรรคในชีวิต
นั่นจึงนำไปสู่อีกข้อเสนอหนึ่ง คือให้มีการเวียนครู โดยครู 1 คนอาจควบสอน 2 โรงเรียน หรือให้ครูสอนควบชั้นเรียน เช่น เอาเด็ก ป.1–ป.2 มาเรียนพร้อมกัน โดยครูผลัดสอนไปมาในหนึ่งคาบ เพื่อแก้ปัญหาที่โรงเรียนเล็กมีครูไม่ครบจำนวนชั้น จากเงื่อนไขอัตรากำลัง รวมถึงการจัดหาครูมาสอนได้ยากเพราะโรงเรียนทุรกันดาร แต่นั่นก็นำไปสู่อีกปัญหาเช่นกันว่า แล้วเด็กจะได้รับคุณภาพการเรียนการสอนที่มีมาตรฐานหรือไม่?
ครั้นจะให้ส่วนกลาง (กระทรวง) มานั่งชี้นิ้วว่าโรงเรียนไหนควรยุบหรือควรสอนกันยังไง ก็คงไม่ทันการ และเป็นภาระมากเกินไป จึงมีข้อเสนอมาอีกว่า ถ้างั้นก็โอนสังกัดให้ท้องถิ่นเป็นคนดูแล เพราะเรามีโครงสร้างรองรับอยู่แล้ว เช่น อบจ. (องค์การบริหารส่วนจังหวัด) ที่มีอำนาจตัดสินใจเรื่องงบ คิดทำได้เร็วและเข้าใจบริบทพื้นที่ได้ลึกซึ้งกว่าส่วนกลาง แต่ถึงอย่างนั้นเรื่องงบฯ ท้องถิ่นก็ยังมีอย่างจำกัด และบางโรงเรียนก็ไม่สนใจที่จะย้ายสังกัด เพราะเชื่อว่าการสังกัดกับ สพฐ. (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน) จะให้ความมั่นคงทางอาชีพมากกว่า
คะแนน PISA ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์

ทุกๆ 4 ปี ทุกประเทศสมาชิกของ OECD รวมถึงไทยต้องเข้ารับการประเมินข้อสอบ PISA ซึ่งเป็นรูปแบบข้อสอบที่แตกต่างจากที่เราเข้าใจกัน นักเรียนอายุ 15 ปีจะได้โจทย์ที่จำลองจากสถานการณ์จริง เพื่อวัดความสามารถของนักเรียนในการคิด วิเคราะห์ โดยใช้พื้นฐานความรู้จากวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และการอ่าน นอกจากนี้ PISA ยังเก็บข้อมูลจำพวก ฐานะเศรษฐกิจ สุขภาพ โภชนาการ ความสัมพันธ์ ตลอดจนสิทธิเสรีภาพในโรงเรียน ซึ่งมีผลต่อการเรียนรู้ของเด็กๆ ทั้งสิ้น
พูดง่ายๆ คือ นี่ไม่ใช่ข้อสอบวัดศักยภาพเด็ก แต่เป็นข้อสอบวัดกึ๋นการศึกษาไทย ว่าคุณเตรียมเด็กได้พร้อมแค่ไหนต่อการรับมือโจทย์ในโลกปัจจุบัน แต่ผลรอบล่าสุดก็ชี้ให้เห็นแล้วว่า เด็กไทยทำคะแนนทุกรายวิชาได้ต่ำที่สุดในรอบ 20 ปี โดยเฉพาะทักษะการอ่านที่ดิ่งลงอย่างมาก ซึ่งน่ากังวลว่า ถ้าเด็กอ่านหนังสือไม่แตก แล้วเด็กจะทำความเข้าใจความรู้ในวิชาอื่นๆ ได้อย่างไร
ก็ไม่ใช่ว่ากระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) จะนิ่งนอนใจ เราจะเห็นว่าเริ่มมีการปรับใช้หลักสูตรใหม่ในระดับประถมศึกษาที่เน้นการประยุกต์ใช้มากขึ้น (แต่เวิร์กไหมนี่อีกเรื่อง ต้องติดตามกันต่อไปสักพัก) มีการติดตามเด็กที่หลุดจากระบบการศึกษาให้เข้ามาอยู่ในสายตามากขึ้น ตลอดจนวิธีการที่มักใช้กันเมื่อรู้ว่าคะแนนสอบตก ก็คือการจัดอบรมให้ครูไปติวเข้มเด็กเพื่อทำข้อสอบ PISA ให้ได้ และมีโครงการโรงเรียนพี่ติวสอบโรงเรียนน้องด้วย
คือถ้าจะหวังแค่ให้คะแนนสอบดีขึ้น เราก็อาจจะเน้นติวกันให้มากๆ เข้าไว้ก็ได้ แต่นั่นก็อาจไม่ได้การันตีว่า คุณภาพการศึกษาโดยรวมมันจะดีขึ้น โจทย์สำคัญจึงอาจไม่ใช่การพยายามเพิ่มคะแนน PISA ให้สูงเข้าไว้ แต่คือการย้อนกลับไปดูว่ามี ‘ปัจจัย’ ใดอีกบ้างที่ส่งผลต่อคุณภาพการเรียนรู้ของเด็กไทย ซึ่งตามข้อแนะนำของ OECD ก็มีระบุไว้อย่างรอบด้าน เช่น การปฏิรูปหลักสูตร ลดภาระงานครู และสร้างโรงเรียนให้เด็กเป็นเจ้าของร่วม เป็นต้น
แต่ทั้งหมดนี้มันทำให้เสร็จข้ามคืน หรือแค่รัฐบาลสมัยเดียวไม่ได้อยู่แล้ว แต่จำเป็นต้องทำอย่างต่อเนื่อง จวบจนที่เด็กรุ่นหนึ่งจะสำเร็จการศึกษาไปเป็นอย่างน้อย
โรงเรียนนิยมอำนาจ

สถานการณ์ด้านสิทธิของเด็กไทยยังคงน่าเป็นห่วง แม้ศาลปกครองมีคำพิพากษาเพิกถอนกฎกระทรวงว่าด้วย ‘ทรงผมนักเรียน’ แต่ในความเป็นจริงยังคงมีครูที่ใช้อำนาจจับเด็กกล้อนผมอยู่เนืองๆ บังคับให้ตัดผมเพื่อที่จะได้มีสิทธิสอบ หรือที่หนักที่สุดคือ การใช้เป็นเงื่อนไขเพื่อรับใบจบการศึกษาก็มี (ปพ.1)
ศธ. ในสมัยรัฐมนตรีเพิ่มพูน ชิดชอบ จากพรรคภูมิใจไทย เคยออกมาย้ำกำชับว่า ตอนนี้ได้ยกเลิกกฎกระทรวงที่เกี่ยวกับทรงผมนักเรียนไปหมดแล้ว และโยนดุลยพินิจในการตัดสินใจให้แต่ละโรงเรียนคิดวิธีการออกแบบกฎระเบียบกันเอาเอง นั่นหมายความว่า โรงเรียนจะเลือกไม่รับฟังเสียงของเด็กในการออกแบบกติกาหรือไม่ก็ได้
เอาเข้าจริง การบังคับเด็กตัดผมก็อาจขัดต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยอยู่ดี ซึ่งนักเรียนสามารถใช้สิทธิตามกฎหมายในการฟ้องร้องได้ แต่นั่นก็เท่ากับว่า เราแค่เปลี่ยนความขัดแย้งระหว่างนักเรียนกับ ศธ. เปลี่ยนไปเป็นระหว่างนักเรียนและโรงเรียนแทน
น่าชวนคิดต่อว่า ศธ. ภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทย จะชูจุดเด่นเรื่องการส่งเสริมสิทธิและเสรีภาพของนักเรียนได้มากเพียงใด ล่าสุดพรรคเองก็มีการนำเสนอแนวคิดตั้ง ‘ศูนย์พิทักษ์สิทธิผู้เรียน’ เพื่อให้โรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัยและคุ้มครองสวัสดิภาพของนักเรียนทุกคน (ยังไม่แน่ชัดว่าแตกต่างจากสายด่วน 1579 รับเรื่องร้องเรียนของ ศธ. อย่างไร) รวมถึง กลไกพิทักษ์สิทธิและประชาธิปไตยของเยาวชน อย่างสภานักเรียนหรือสภาเด็กฯ แต่ละท้องถิ่นจะเข้ามามีบทบาทในประเด็นนี้อย่างไร
อนาคตที่เปราะบาง

เด็กบางคนต้องเร่งเรียน และเร่งตัดสินใจเลือกเส้นทางของตัวเองตั้งแต่เนิ่นๆ เพราะระบบการสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่เอื้อประโยชน์ให้กับคนที่รู้ตัวเองได้เร็วกว่า เช่น การจัดทำพอร์ตฟอลิโอ ถ้ารู้ว่าจะเข้าคณะอะไรตั้งแต่ม.1 ก็จะมีเวลาหาพอร์ตได้เร็วกว่าเพื่อน หรือไม่ก็เตรียมอ่านหนังสือล่วงหน้าไปได้หลายขุม
แต่เด็กคนหนึ่งจะหาตัวเองเจอได้เร็วขนาดนั้น แปลว่าเขาได้มีโอกาสสัมผัสประสบการณ์ทางวิชาชีพและวิชาการที่หลากหลายจนตัดสินใจเลือกได้ เด็กที่มีต้นทุนมากกว่า ก็มีทางเลือกมากกว่า ส่วนเด็กบางกลุ่มเลือกออกจากระบบการศึกษา ราว 46% รีบหางานทำตั้งแต่ช่วงมัธยมต้นเพื่อหาเลี้ยงครอบครัว การค้นหาความฝันจึงเป็นอีกประเด็นความเหลื่อมล้ำที่ซ่อนอยู่
รายงานจาก UNICEF ยังสะท้อนว่า การศึกษาเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เด็กไทยอยู่ในภาวะเครียด และผู้ปกครองมักคาดหวัดให้บุตรหลานมีผลการเรียนที่ดี ในขณะที่เยาวชนยังมีภาระที่ต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัย โดยบทบาทอย่าง ‘ครูแนะแนว’ เคยถูกหยิบยกมาว่าจะส่งเสริมในรัฐบาลของเศรษฐา ทวีสิน แต่ยังไม่เห็นวี่แววการผลักดันต่อหลังจากนั้น
ถึงเด็กๆ จะหาตัวเองเจอ รู้อาชีพที่ชอบ ทักษะที่ใช่ ก็ไม่ได้แปลว่าเขาจะมีชีวิตวัยผู้ใหญ่ที่ราบรื่น ทั้งภัยสงคราม ภัยพิบัติ หรือปัญหาทางเศรษฐกิจล้วนท้าทายพวกเขา ทำให้การค้นหาตัวเองไม่ใช่กระบวนการที่สิ้นสุดลงในช่วงวัยเรียน แม้โตเป็นผู้ใหญ่ก็ยังต้องเรียนรู้ต่อไปเรื่อยๆ นี่จึงเป็นอีกโจทย์ของกระทรวงศึกษาธิการ ภายใต้บทบาทของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ที่ยกฐานะมาจาก กศน.
ว่าเขาจะสร้างระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อรับมือกับอนาคตที่เปราะบางได้อย่างไร
ภาวะโลกรวน ป่วนการเรียนรู้

วิกฤตโลกรวนส่งผลกระทบต่อการศึกษาอย่างรุนแรง UNICEF รายงานว่าในปี 2567 เด็กราว 250 ล้านคนทั่วโลกต้องหยุดการเรียน ทั้งจากน้ำท่วม พายุ และคลื่นความร้อน โดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงไทยที่เด็กกว่า 10 ล้านคนเสี่ยงต่อภัยพิบัติ แต่โรงเรียนส่วนใหญ่ยังเปราะบางและไม่มีมาตรการรับมือที่แข็งแรงพอ
ปีที่ผ่านมา มีโรงเรียนรัฐอย่างน้อย 329 แห่งใน 14 จังหวัดได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ เช่น เชียงใหม่ เชียงราย นครราชสีมา นราธิวาส และยะลา โดยภัยที่เกิดบ่อยที่สุด ได้แก่ พายุ ฝนตกหนัก และน้ำท่วม ทำให้สาธารณูปโภคสำคัญในโรงเรียนได้รับผลกระทบ และโรงเรียนที่ประสบภัยกว่าครึ่งหนึ่งพบนักเรียนมีปัญหาสุขภาพ เช่น โรคระบาดจากยุง หรือความร้อน
ผลสำรวจยังพบอีกว่าเกือบครึ่งหนึ่งของโรงเรียนไม่เคยได้รับความช่วยเหลือหลังเผชิญภัย ส่วนโรงเรียนที่ได้รับความช่วยเหลือส่วนใหญ่ได้เพียงการแจ้งเตือนล่วงหน้า การอบรมเตรียมความพร้อม และการช่วยเหลือฉุกเฉินด้านอาหารและน้ำดื่มเท่านั้น
นี่ยังไม่นับถึงภัยความขัดแย้งระหว่างรัฐ เช่น ข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ส่งผลให้เด็กในพื้นที่ต้องหยุดเรียนและอพยพจากพื้นที่เป็นระยะ แถมยังสร้างบาดแผลทางใจให้เด็กที่เผชิญเหตุรุนแรงอีกด้วย จับตาต่อไปว่า บทบาทของ รมว.ศธ. คนใหม่ จะสามารถยืนหยัดเพื่อสิทธิทางการศึกษาและความปลอดภัยของเยาวชน ท่ามกลางโลกที่ปั่นป่วนขึ้นทุกวันได้หรือไม่
นอกจากเป็นครู คือเป็น ‘ข้า’ ของราชการ

ใครก็ทราบดีอยู่แล้วว่าครูไทยทำงานหนัก แต่งานที่เพิ่มพูนมาเหล่านั้น กลับเป็นงานที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการสอนเด็กๆ โดยตรง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เผยข้อมูลเมื่อต้นปี 2569 ชี้ว่า 47% ของครู มีภาระงานล้นมือจนส่งผลถึงคุณภาพการสอนในห้องเรียน และครูกว่าครึ่งยอมรับว่างานเหล่านี้ส่งผลให้ตนมีภาวะเครียดและ Burnout ต่ออาชีพของตน
นอกจากนี้ยังมีงานที่ครูต้องทำในฐานะ ‘ข้าราชการ’ เช่น ก่อนหน้านี้ครูต้องนอนเวร เพราะสถานศึกษาถือเป็นสถานที่ราชการ และพอเป็นสถานที่ราชการ จึงต้องมีการเฝ้าเวร จนนำไปสู่กรณีการที่ครูถูกทำร้ายในสถานศึกษา จากนั้นจึงมีการประกาศแก้ไขมติของคณะรัฐมนตรีเพื่อให้ครูไม่ต้องนอนเวรอีกต่อไป
ยังมีงานด้านการเงินและพัสดุที่เลื่องลือ เพราะเป็นตำแหน่งงานที่เสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้องได้ง่าย ที่ผ่านมามีหลายกรณีที่ครูการเงินต้องยอมเซ็นโยกงบฯ เพราะความต้องการของผู้อำนวยการโรงเรียน จนนำไปสู่การดำเนินคดีทุจริตและถูกสั่งปลดจากราชการ และที่น่ากังวลคือ ความกดดันนี้ส่งผลให้ครูเลือกจบชีวิตของตนเองลง ดังที่เคยปรากฎเป็นข่าวเมื่อกลางปี 2568 ที่ผ่านมา
แม้อัตราการผลิตบัณฑิตวิชาชีพครู มีเพียงพอต่อจำนวนเด็กในประเทศที่ต่ำลงเรื่อยๆ แต่ครูไม่น้อยก็เลือกลาออกจากวิชาชีพ หรือออกจากสังกัดของรัฐ เพื่อหลีกหนีการทำงานภายใต้ระบบราชการที่เป็นพิษ แนวทางการคืนครูกลับสู่ห้องเรียน เป็นนโยบายที่หลายรัฐบาลประกาศชัดมาโดยตลอด เพราะเชื่อว่าเด็กไทยจะไปได้ไกล เมื่อครูได้รับการดูแลอย่างเพียงพอ แต่ถึงอย่างนั้น ‘แนวคิดการปฏิรูปรัฐราชการ’ ที่เป็นหัวใจหลักของปัญหานี้ กลับยังไม่ได้มีการพูดถึงเท่าที่ควร
อ้างอิงจาก