เกิดกระแสดราม่า กรณีข้อสอบ A-level ที่อาจออกเกินหลักสูตร ม.6 แม้ส่วนหนึ่งมองว่าข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัยก็ต้องยากเป็นธรรมดา แต่มหาวิทยาลัยต้องการอะไรแน่
ข้อสอบยาก ๆ จะช่วยคัดกรองเด็กได้จริงไหม วิธีแบบนี้จะช่วยพัฒนาการศึกษาไทยได้จริงหรือ? The MATTER พูดคุยกับ ณิชา พิทยาพงศกร นักวิจัยด้านนโยบายการศึกษา
#ข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัยยากจริงไหม
ชวนทำความเข้าใจกันก่อนว่า ‘ข้อสอบที่ยาก’ มีหลายรูปแบบ แบบแรกคือ ‘ยาก’ เพราะเด็กไม่เคยเรียน ไม่มีข้อมูลอยู่ในหัว วัดกันด้วยความจำ หรือออกนอกเหนือหลักสูตร อีกแบบคือ ‘ยาก’ เพราะต้องประยุกต์ใช้ บูรณาการข้ามบท แม้จะจำได้ แต่ก็ต้องอาศัยทักษะวิเคราะห์ แบบนี้อาจถือได้ว่าเป็นความยากที่มีคุณค่า ซึ่งผู้ออกข้อสอบไม่ต้องอาศัยเนื้อหานอกหลักสูตรมาประเมินนักเรียน
ส่วนยากจริงไหม? ก็ยังเป็นความเห็นส่วนบุคคล แต่ในทางวิชาการ ข้อสอบที่ดีไม่ควรง่ายหรือยากจนเกินไป และควรมี ‘อำนาจจำแนก’ หมายถึง วิธีการบางอย่างในข้อสอบที่ช่วยจำแนกคนที่มีทักษะต่างกันได้จริง ซึ่งถ้าที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ผู้ดูแลระบบการสอบออกมาชี้แจงตามหลักวิชาการนั้นได้ สังคมอาจจะเข้าใจได้มากขึ้น
#ทำไมต้องออกให้ยาก?
การสอบเข้ามหาวิทยาลัยเป็นการประเมินเพื่อ ‘คัดเลือก’ เด็กเข้าเรียนต่อ แต่เด็กก็เก่งกาจกันไปในแต่ละด้าน ด้วยความกดดันนี้ ทำให้ข้อสอบต้อง ‘ยากพอ’ ที่จะจำแนกเด็กได้ ซึ่งนั่นอาจหมายถึงเนื้อหาที่ท้าทายกว่าโจทย์ในชั้นเรีย
แต่เอาเข้าจริง เนื้อหาที่ข้อสอบออกก็อยู่สักหลืบหนึ่งของตำราเรียนนั่นแหละ แต่ถึงเด็กจะนั่งท่องทุกตัวอักษร ก็ไม่ได้แปลว่าเขาจะทำได้ เพราะการทำข้อสอบต้องอาศัยทักษะเฉพาะทาง เช่น การอ่านโจทย์ให้แตก การตัดชอยส์ หรือการรับมือกับข้อสอบหลายร้อยข้อ ซึ่งการที่เด็กคนหนึ่งทำไม่ได้ ก็ไม่ได้แปลว่าเขาไม่มีความรู้ แต่เขาแค่อาจไม่ได้เห็นโจทย์มามากพอ
เพื่อให้เด็กเดาใจคนออกข้อสอบได้ การมีอยู่ของติวเตอร์จึงมีบทบาทมากในสังคมไทย และหลายคนก็ลงทุนไปกับการเรียนกวดวิชาเพิ่มเติม เราจึงต้องยอมรับว่าเด็กที่ทำข้อสอบได้อาจจะเป็นทั้งเด็กที่มีความสามารถมากกว่า หรือมีทรัพยากรที่พร้อมมากกว่า หรือทั้งสองอย่าง ซึ่งนั่นคือ ‘คุณลักษณะ’ ของเด็กที่มหาวิทยาลัยต้องการจริงหรือไม่
ณิชา อนุมานว่า ระบบการสอบที่ยากและซับซ้อนอาจสะท้อนถึงความไม่เชื่อมั่นของฝั่งมหาวิทยาลัยต่อระบบการศึกษาภาคบังคับ ว่าพวกเขาจะได้เด็กที่มีศักยภาพเพียงพอในการศึกษาต่อ จนต้องออกแบบปราการข้อสอบของตัวเองให้ละเอียด จนมั่นใจว่าเด็กที่ได้จะมีความสามารถจริง แม้ว่าที่นั่งรับเด็กเข้ามหาวิทยาลัยทั่วประเทศ จะมีมากกว่าจำนวนผู้เข้าสอบอยู่แล้วก็ตาม
ก่อนหน้าที่จะเปลี่ยนมาใช้ระบบ TCAS มีเสียงสะท้อนจากฝั่งมหาวิทยาลัยว่า การสอบแบบเก่า (Admission) ทำให้เด็กเลือกคณะตามกระแส คะแนนสูงเท่าไหร่ ก็ยื่นคณะนั้น แต่ไม่ได้มองว่าตัวเองชอบเรียนสิ่งใดแน่ ทำให้เด็กหมดไฟได้ง่าย และมหาวิทยาลัยก็ปั้นต่อได้ยาก ข้อสอบจึงถูกพัฒนาให้มีหลายรอบ และใช้ประเมินความสนใจในทักษะแต่ละด้าน เพื่อเฟ้นหาคนเก่งและมีใจรักในเรื่องนั้นจริง
เส้นบาง ๆ ระหว่างการเป็นคนเก่งและคนรวยเริ่มกลายเป็นเนื้อเดียวกัน เพราะมหาวิทยาลัยต้องการคนเก่ง แต่คนจะเก่งในประเทศนี้ได้ (ในนิยามของการสอบ) ส่วนหนึ่งต้องมีทุนทรัพย์พอสมควร แม้ ทปอ. พยายามออกแบบระบบคัดเลือกให้หลากหลาย เช่น การยื่น Portfolio แต่กลายเป็นว่าเด็กที่มีต้นทุนมากกว่า ก็จะเข้าถึงการเตรียมพร้อมที่สูงกว่าอยู่ดี และมันก็นำมาซึ่งธุรกิจรับปั้นพอร์ต เข้าค่ายประสบการณ์ต่าง
เราจึงเท่ากันที่ข้อสอบ แต่จุดเริ่มต้นกลับเหลื่อมล้ำอย่างมาก เราขาดระบบสนันสนุนการเรียนรู้ของเด็กที่เท่าเทียมและมีคุณภาพ โรงเรียนไหนพร้อมก็จัดการศึกษาให้ตอบโจทย์ได้ มีชั้นเรียนเฉพาะทาง ขณะที่เด็กยากจน แทบไม่มีโอกาสได้เลือกเรียน กระทั่งไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองชอบสิ่งใด
#ข้อสอบยากช่วยพัฒนาการศึกษาไทยได้จริงไหม
การสอบจะมีความหมายก็ต่อเมื่อมันช่วยให้เกิดการเรียนรู้ต่อ แต่ถ้ามีแค่ว่าผ่านหรือไม่ผ่าน สอบติดหรือไม่ติด หรือมีคะแนนแบบหยาบ ๆ แล้วไม่มีการให้ Feedback กลับไปให้ผู้เข้าสอบ นั่นก็ไม่อาจช่วยเด็กพัฒนาอะไรได้เลย เพราะเด็กไม่รู้ว่าตัวเองผิดตรงไหน ขาดอะไร และควรปรับปรุงอย่างไ
ยิ่งถ้าข้อสอบยากเพราะออกเกินหลักสูตร และเอื้อให้เฉพาะเด็กที่มีโอกาสเข้าถึงการติวสอบทำได้ มันยิ่งตอกย้ำความเหลื่อมล้ำมากกว่าจะยกระดับการศึกษาของเด็กทุกคน
#แล้วเราควรคัดเลือกกันอย่างไร
มหาวิทยาลัยในฐานะหน่วยทางสังคม ควรตระหนักถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำ และเปิดโอกาสให้เด็กที่มีพื้นฐานทางเศรษฐกิจและสังคมที่ต่างกันเข้าถึงมหาวิทยาลัยมากขึ้น ณิชา ยกตัวอย่าง ประเทศมาเลเซียที่มีการสำรวจข้อมูลระดับฐานะของนักศึกษาในมหาวิทยาลัย นำมาคำนวณโควตารับเด็กที่ไม่ได้ร่ำรวย เพื่อยกระดับชีวิตของคนในสังคมให้ได้มากที่สุด
มันต้องเริ่มจากการเชื่อก่อนว่านักเรียนเรามีศักยภาพ เพียงแต่ศักยภาพของพวกเขาไม่ได้มีไว้เพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัยอย่างเดียว โจทย์จึงไม่ใช่เพียงการแก้ไขคุณภาพข้อสอบให้สอดคล้องกับหลักสูตร แต่ยังต้องชวนกันคิดต่อไปว่า เราจะสร้างทางเลือกทางการศึกษาที่มากกว่าแค่มหาวิทยาลัยได้อย่างไร
มากกว่าความยากของข้อสอบ คือความยากของโครงสร้างการศึกษาไทย ความเหลื่อมล้ำเป็นตัวกำหนดโอกาสของเด็กตั้งแต่ต้น โรงเรียนขนาดใหญ่มีทรัพยากรและออกแบบสายการเรียนที่พาเด็กไปถึงมหาวิทยาลัยได้ง่ายกว่า ขณะที่เด็กจำนวนมากต้องรีบหาตัวเองให้เจอตั้งแต่อายุยังน้อย
ถ้าระบบการศึกษาเปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้ได้อย่างยืดหยุ่นขึ้น สิ่งที่เขาควรได้ทำก่อนอาจไม่ใช่การหาคำตอบในข้อสอบ แต่คือการหาคำตอบให้กับชีวิตของเขาเอง
#ข้อสอบ #TCAS #Alevel #TheMATTER