หนึ่งในการประหารนักโทษที่สร้างเสียงฮือฮาไปทั่วโลกในช่วงเดือนที่ผ่านมามากที่สุด คงหนีไม่พ้นกรณีของ คริสตา ไพก์ (Christa Pike) นักโทษหญิงจากรัฐเทนเนสซี ผู้รอดชีวิตจากการถูกฉีดเพนโทบาร์บิทัล (สารสำหรับฉีดเข้าร่างกายเพื่อประหารชีวิตนักโทษ) ถึง 2 โดส และเมื่อเธอยังมีชีวิตอยู่ เจ้าหน้าที่จึงนำตัวเธอส่งโรงพยาบาลต่อไป
เหตุผลที่ทำให้กรณีของคริสตา ไพก์ได้รับความสนใจไปทั่วโลก เนื่องจากปกติแล้ว การประหารชีวิตมีจุดมุ่งหมายในการประหารนักโทษ ซึ่งโดยทั่วไปก็จะต้องทำสำเร็จทันทีตั้งแต่แรก เพื่อไม่ให้นักโทษรู้สึกทรมาน ทั้งนี้ นี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกของโลกหรอก ที่นักโทษรอดชีวิตจากการถูกประหาร
ตลอดระยะเวลาในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา มีบรรดานักโทษอยู่จำนวนไม่น้อยที่รอดจากการประหารชีวิตมาได้ The MATTER จึงอยากพาไปย้อนดูเหตุการณ์เหล่านี้กันว่า เกิดอะไรขึ้นบ้าง แล้วพวกเขารอดชีวิตกันมาได้อย่างไร
Margaret Dickson ผู้ลุกขึ้นหลังถูกแขวนคอ

ย้อนกลับไปประมาณต้นศตวรรษที่ 18 มาร์กาเร็ต ดิกสัน (Margaret Dickson) หญิงชาวสกอตแลนด์ ได้รับโทษตัดสินประหารชีวิต จากการถูกกล่าวหาว่าปกปิดการตั้งครรภ์และฆ่าลูกแรกเกิดของตัวเอง ซึ่งการปกปิดการตั้งครรภ์ในยุคนั้นถือว่ามีความผิดทางกฎหมายของสกอตแลนด์ มีโทษถึงประหารชีวิต ภายหลังการพิจารณาคดี มาร์กาเร็ตถูกตัดสินให้ประหารชีวิตด้วยวิธีการแขวนคอ
ข้อมูลจากหนังสือพิมพ์และคำบอกเล่าของชาวเมืองเอดินเบอระ ระบุว่า ในวันที่ 2 สิงหาคม 1724 เพชฌฆาตนำตัวเธอขึ้นมาที่ลานประหารท่ามกลางฝูงชนนับร้อย ภายหลังแขวนคอจนเธอแน่นิ่งไปแล้ว เพชฌฆาตก็นำร่างเธอใส่โลง ในตอนแรกร่างของเธอจะต้องถูกนำไปให้นักศึกษาแพทย์ใช้เรียนผ่าตัด แต่ญาติของเธอพยายามจะนำร่างเธอกลับไปฝังตามความเชื่อทางศาสนา จนท้ายสุดฝ่ายญาติก็ได้ร่างมาร์กาเร็ตไป ในระหว่างทาง ญาติที่ขนศพเธอก็แวะพักและดื่มเบียร์กันอย่างสบายใจ กระทั่ง พวกเขาได้ยินเสียงดังกุกกักจากโลงศพ จึงงัดฝาโลงดูและพบว่ามาร์กาเร็ตยังมีชีวิตอยู่ เธอมีอาการสับสนและมึนงงเล็กน้อยที่น่าจะมาจากการขาดอากาศหายใจไปชั่วขณะ
ภายหลังทางการมีความต้องการจะประหารเธออีกครั้ง แต่ตามกฎหมายของสกอตแลน์ในเวลานั้น การประกาศว่าเธอเสียชีวิต ถือเป็นการยืนยันสถานะทางกฎหมายที่ทำให้ไม่สามารถนำเธอมาประหารชีวิตเป็นครั้งที่ 2 ได้ มาร์กาเร็ตจึงได้รับการปล่อยตัว เธอกลับมาใช้ชีวิตร่วมกับสามีอีกครั้ง พร้อมอุทิศชีวิตให้กับการสวดภาวนา เพื่อการสำนึกบุญคุณของพระผู้เป็นเจ้าผู้ปล่อยให้เธอรอดชีวิตจากการประหารชีวิตมาได้
Joseph Samuel ผู้โดนแขวนคอ 3 ครั้ง

ในอดีตออสเตรเลียไม่ใช่ประเทศแบบที่เราหลายคนรู้จัก แต่เป็นเขตอาณานิคมสำหรับคุมขังอาชญากร โจโซฟ ซามูเอล (Joseph Samuel) นักโทษที่ถูกส่งตัวจากเกาะอังกฤษมาออสเตรเลีย เดิมทีเขาต้องโทษแค่คดีปล้นทรัพย์เท่านั้น ทว่าภายหลังที่มาอยู่ในออสเตรเลีย เจ้าตัวก็ได้ทำการหลบหนีร่วมกับนักโทษคนอื่นๆ ระหว่างนั้น ตัวเขาก็ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการฆาตกรรมเจ้าหน้าที่ตำรวจรายหนึ่งด้วย เมื่อเขาถูกจับกุมตัวอีกครั้ง ทางการจึงตัดสินว่ามีความผิดและถูกตัดสินประหารชีวิตด้วยการแขวนคอในเดือนกันยายน ปี1803 ต่อหน้าสาธารณชน
อย่างไรก็ตาม การประหารชีวิตซามูเอลกลับไม่ได้ราบรื่นอย่างที่ตั้งใจไว้ เพราะเมื่อนำตัวเขาขึ้นแขวนคอในครั้งแรก เชือกที่รัดคอซามูเอลขาด ครั้งที่ 2 บ่วงเชือกคลายออก จนมาถึงครั้งที่ 3 เชือกก็ขาดอีกเช่นกัน ชาวบ้านจำนวนหนึ่งจึงเชื่อว่า ทั้งหมดนี้เป็นสัญญาณจากพระเจ้าที่มีพระประสงค์ให้ไว้ชีวิตซามูเอล ซึ่งผู้ว่าการในขณะนั้นก็เห็นพ้องไปกับชาวบ้าน จึงได้ทำการลดโทษซามูเอลลงเหลือจำคุกตลอดชีวิต ทว่าหลังจากนั้น 3 ปี เจ้าตัวก็ได้หายสาบสูญไปพร้อมกับนักโทษคนอื่นๆ ขณะพยายามหลบหนีไปทางทะเล ซึ่งข้อสันนิษฐานในตอนนั้นคือ เจ้าตัวน่าจะถูกลมพัดและจมทะเลเสียชีวตไปแล้ว
John Babbacombe Lee กับข้อผิดพลาดทางเทคนิคจนรอดชีวิต

อีกหนึ่งคดีที่มีชื่อเสียงอย่างมากในแง่ของการประหารนักโทษไม่สำเร็จในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 หนีไม่พ้นคดีของ จอห์น บาบบาคอมบ์ ลี (John Babbacombe Lee) ชายผู้ถูกตัดสินประหารชีวิตจากความผิดในฐานฆาตกรรมนายจ้างของตัวเอง โดยวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 1885 บาบบาคอมบ์ถูกนำตัวมาประหารด้วยการแขวนคอ ที่เรือนจำเอ็กซิเตอร์ ประเทศอังกฤษ ขณะกำลังจะประหาร ประตูบานพับของแท่นประหารดันเปิดไม่ออก แม้เพชฌฆาตจะเข้าตรวจสอบอย่างละเอียดแล้วก็ตาม แต่ประตูก็ไม่สามารถเปิดได้ จนสุดท้าย หลายฝ่ายจึงลงความเห็นให้ยุติการประหารในครั้งนั้นลงไปก่อน
จาก Experiences as an Executioner (1892) ซึ่งเป็นบันทึกความทรงจำของ เจมส์ เบอร์รี (James Berry) เพชฌฆาตที่ทำการประหารบาบาคอม์ในวันนั้น เล่าเอาไว้ว่า สุดท้ายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยก็ได้มีคำสั่งลดโทษบาบบาคอมบ์เหลือเพียงจำคุกตลอดชีวิต พร้อมกับสั่งตรวจสอบอุปกรณ์ทันที พบว่าคันชักของประตูวางเหลือมกันเล็กน้อย จึงทำให้บานพับประตูไม่ทำงาน ทั้งนี้ ในปี 1907 บาบบาคอมบ์ได้ยื่นคำร้องต่อศาล จนได้รับการปล่อยตัวออกมาจากเรือนจำในท้ายที่สุด
Wenceslao Moguel ผู้ถูกยิง 9 นัดแต่ไม่ตาย

ปกติแล้วกระสุนปืนควรจะสามารถปลิดชีพคนได้แทบจะในทันที หากยิงไปโดนอวัยวะสำคัญ แล้วยิ่งเป็นการประหารชีวิตด้วยวิธีการยิงเป้าด้วยแล้ว เพชฌฆาตก็น่าจะรู้ว่าต้องยิงไปที่จุดไหนนักโทษถึงจะเสียชีวิต แต่ในกรณีของ เวนเซสลาโอ โมเกล (Wenceslao Moguel) ทหารชาวเม็กซิกันที่ถูกจับกุมในช่วงปฏิวัติเม็กซิโก ถูกตัดสินประหารชีวิตด้วยการยิงเป้าโดยไม่มีการพิจารณาคดี โดยวันประหารเพชฌฆาตได้ทำการยิงเวนเซสเลาไปทั้งหมด 9 นัด และนัดสุดท้ายเพชฌฆาตยิงไปที่ศีรษะในระยะประชิดเพื่อให้แน่ใจว่าเสียชีวิต
ข้อมูลจากหนังสือพิมพ์ The Evening Independent ฉบับ 28 มิถุนายน 1935 (ซึ่งได้เล่าถึงเหตุการณ์นี้ย้อนหลัง) เล่าเอาไว้ว่า วันรุ่งขึ้นหลังการประหาร เวนเซสลาโอได้ฟื้นคืนสติมาท่ามกลางกองซากศพของนักโทษคนอื่น ตัวเขาถูกส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลทันที
ภายหลังการปฏิวัติสิ้นสุดลงเวนเซลาโอได้กลับมาใช้ชีวิตเยี่ยงปุถุชนทั่วไปอีกครั้ง และมีครั้งหนึ่งในปี 1937 เขาได้ปรากฏตัวในรายการวิทยุ Ripley’s Believe It or Not! เพื่อบอกเล่าเรื่องราวการรอดชีวิตของตนเอง รายการดังกล่าวได้ตั้งฉายาให้เขาว่า ‘El Fusilado’ ซึ่งหมายถึง ผู้ถูกประหารด้วยการยิงเป้า ด้วย
Willie Francis ผู้ถูกช็อตไฟฟ้า 2 ครั้ง

ข้อมูลจาก The Execution of Willie Francis (2008) ของ กิลเบิร์ต คิง (Gilbert King) เล่าเอาไว้ว่า วันที่ 3 พฤษภาคม 1946 วิลลี ฟรานซิส (Willie Francis) จะต้องได้รับโทษประหารชีวิตจากคดีฆาตกรรมเภสัชกรรายหนึ่ง ซึ่งตัวเขาให้การสารภาพว่าเป็นผู้ก่อเหตุฆาตกรรมและปล้นชิงทรัพย์ในครั้งนี้เอง และวิลลีจะต้องถูกประหารชีวิตด้วยเก้าอี้ไฟฟ้า ขณะที่เพชฌฆาตเริ่มเปิดสวิตช์ปล่อยกระแสไฟฟ้า ร่างกายของวิลลีเริ่มสั่นขึ้นเรื่อยๆ แต่แทนที่เจ้าตัวจะแน่นิ่งไปตามที่ควรจะเป็น วิลลีกลับสั่นและดิ้นทุรนทุราย จนสุดท้ายนายอำเภอต้องสั่งปิดเครื่องและให้แพทย์เข้าตรวจสอบทันที พบว่าหัวใจเขายังคงเต้นอยู่ หลังจากนั้นเพชฌฆาตจึงได้จับเขานั่งเก้าอี้และช็อตไฟฟ้าอีกรอบ ทว่ารอบนี้ เจ้าตัวกลับตะโกนขอให้เอาตัวเขาออกไปจากตรงนี้ จนสุดท้ายนายอำเภอก็สั่งปิดเครื่องอีกครั้ง
ต่อมาวิลลีก็ได้รับความช่วยเหลือด้านกฎหมายจากหลายฝ่ายที่พยายามช่วยลดโทษ ทว่าสุดท้ายศาลก็ตัดสินประหารชีวิตตัวเขาอยู่ดี โดยการประหารชีวิตครั้งที่ 2 จัดขึ้นในวันที่ 9 พฤษภาคม 1947 ด้วยเก้าอี้ช็อตไฟฟ้าเช่นเดิม แต่สิ่งที่ต่างออกไปจากครั้งก่อนคือ คราวนี้วิลลีเสียชีวิตลงทันทีที่เครื่องทำงาน
อ้างอิงจาก