ตลอดเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เราจะเห็นภาพรถยนต์ต่อแถวยาวเหยียดรอเข้าสถานีบริการน้ำมัน จนบางสถานีจำกัดการเติมน้ำมันต่อครั้ง หรือขึ้นป้าย “น้ำมันหมด” จนส่งผลกระทบต่อทั้งผู้ใช้รถเดินทาง ธุรกิจการท่องเที่ยว ภาคเกษตรกรรมที่ไม่สามารถหาน้ำมันมาเติมรถเกี่ยวข้าวได้ และอื่นๆ
ภาพดังกล่าวขัดแย้งกับการให้ข้อมูลโดยรัฐบาลว่า “ประเทศไทยมีน้ำมันเพียงพอและไม่ได้อยู่ในสภาวะวิกฤต” และยังมีการใช้คำพูดลักษณะกล่าวโทษว่า สาเหตุที่น้ำมันขาดแคลนมาจากการแห่ไปกักตุนน้ำมันของประชาชน
รศ.ดร.วิไลวรรณ จงวิไลเกษม หัวหน้ากลุ่มวิชาวิทยุโทรทัศน์และสื่อดิจิทัล คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วิเคราะห์ว่า สาเหตุที่ประชาชนแห่ไปเติมน้ำมันทั้งที่รัฐบาลบอกว่ามีปริมาณน้ำมันเพียงพอเกิดจากวิกฤตความน่าเชื่อถือของรัฐบาลจากการรับมือสภาวะวิกฤตที่ผ่านๆ มา ประกอบกับการตอบสนองล่าช้า และแนวทางแก้ปัญหาที่ไม่เป็นรูปธรรม
รัฐบาลสื่อสารวิกฤตพลังงานอย่างไร?
ก่อนจะพูดคุยกับ รศ.ดร.วิไลวรรณ จงวิไลเกษม The MATTER ขอชวนทุกคนไปดูการสื่อสารของรัฐบาลเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำมันในประเทศ หลังเกิดเหตุการณ์ที่สหรัฐฯ-อิสราเอลโจมตีอิหร่านในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งมีไทม์ไลน์ ดังนี้
1 มีนาคม เป็นวันที่มีข่าวว่าอิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุช อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รมว.พลังงาน จึงได้สั่งการด่วนให้เริ่มมาตรการระงับการส่งออกน้ำมัน พร้อมสั่งเปิดศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ฉุกเฉินด้านพลังงาน เพื่อติดตามเหตุการณ์ โดยให้ทุกหน่วยงานประเมินผลกระทบ เตรียมแผนและมาตรการรองรับ ทั้งในส่วนของปริมาณสำรองและราคา
3 มีนาคม วีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู รองปลัดกระทรวงพลังงาน ให้ข้อมูลว่าประเทศไทยมีปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงคงเหลือ ปริมาณสำรองตามกฎหมาย และน้ำมันดิบที่อยู่ระหว่างการขนส่ง รวม 7,660 ล้านลิตร สามารถใช้ได้ 60 วัน ในกรณีที่จัดหาเข้ามาใหม่ไม่ได้ “ขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนกและกักตุนน้ำมัน”
4 มีนาคม เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ยืนยันว่าปริมาณน้ำมันในประเทศไทยสำรองอยู่ได้ 60 วัน แต่ยังสามารถนำเข้าน้ำมันจากแหล่งอื่นๆ หมายความว่าหากสามารถเจรจานำเข้าน้ำมันจากแหล่งอื่นได้ ประเทศไทยจะมีน้ำมันสำรองเพิ่มขึ้น
5 มีนาคม อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รมว.พลังงาน ประชุมประเมินตัวเลขสำรองน้ำมัน หลังมีการทยอยนำเข้าน้ำมันจากแหล่งน้ำมันอื่น ทำให้มีน้ำมันที่สามารถใช้ได้เพิ่ม 30 วัน ทำให้ประเทศไทยมีน้ำมันใช้ภายในประเทศถึง 95 วัน
10 มีนาคม ภาครัฐเริ่มรณรงค์ให้ประชาชนประหยัดพลังงาน โดยการปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศให้เหมาะสม ออกมาตรการเวิร์กฟอร์มโฮม (Work From Home) ขณะที่คณะรัฐมนตรีต่าง ‘ไม่สวมสูท’

ภาพ ศบก. แถลงมาตราการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนจากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง เมื่อ 17 มี.ค. 2569 (cr. ไทยคู่ฟ้า)
17 มีนาคม เริ่มมีการรายงานในหลายพื้นที่ว่าไม่สามารถหาที่เติมน้ำมันได้ หลายปั๊มน้ำมันหมด บางแห่งจำกัดการเติมไม่เกิน 500 บาทต่อครั้ง อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ให้คำตอบต่อสื่อมวลชนในกรณีนี้ว่า เป็นการบริหารจัดการหน้างานของเจ้าของสถานีบริการน้ำมัน เพราะรอบการขนส่งน้ำมันอาจจะไม่ทัน ด้านกระทรวงไม่มีการประกาศบังคับว่าต้องจำหน่ายเพียงครั้งละ 500 บาท
19 มีนาคม อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ประเทศไทยยังไม่ประสบภาวะขาดแคลนการนำเข้าน้ำมันแต่อย่างใด เพียงแต่ช่วงนี้มีความวิตกกังวลของประชาชน จึงมีปริมาณการใช้น้ำมันเพิ่มมากขึ้นประมาณ 10 กว่าล้านลิตร ขอให้ประชาชนมั่นใจ เพราะรัฐบาลประชุมหลายครั้งแล้ว มีการยืนยันข้อมูลทั้งทางเอกสารและทางวาจา
25 มีนาคม อนุทิน ชาญวีรกูล ปฏิเสธสื่อมวลชนในการตอบคำถามถึงวิกฤตพลังงานที่ส่งผลให้ประชาชนวิวาทแย่งชิงน้ำมันที่จังหวัดแพร่ โดยระบุว่า “หากถามเรื่องนี้ไม่ตอบ” และบอกว่า “ทุกคนกำลังทำงานอยู่” เมื่อถามถึงการบริหารอารมณ์ของประชาชนในช่วงเวลาดังกล่าว จากนั้น ช่วงบ่ายวันเดียวกันอนุทินได้ขับรถยนต์ไฟฟ้าเข้าทำเนียบรัฐบาล เพื่อรณรงค์ประหยัดน้ำมัน ก่อนที่คืนนั้นจะมีการปรับราคาน้ำมันขึ้น 6 บาท

ภาพ ประชาชนต่อแถวเติมน้ำมันหลังมีการประกาศขึ้นราคาในคืนวันที่ 25 มีนาคม 2569 (Photographer: Asadawut Boonlitsak)
ให้คะแนนการสื่อสารของรัฐบาลต่อสถานการณ์น้ำมันขาดแคลนเท่าไหร่?
“ถ้าเกิดเรามองในเรื่องของความน่าเชื่อถือหรือการให้ความเชื่อมั่นในการจัดการภาวะวิกฤติน้ํามันขาดแคลน ก็ต้องถือว่า ‘รัฐบาลสอบตก’ เต็ม 10 สําหรับอาจารย์มองว่าให้ต่ํากว่า 5 ก็คือให้ 3 คะแนน เป็นการสอบตกในเชิงประจักษ์ เพราะเห็นชัดเจนว่าสิ่งที่รัฐบาลออกมาพูด ไม่มีใครเชื่อเลย” วิไลวรรณ กล่าว
นักวิชาการสื่ออธิบายว่า หากมองตามกรอบทฤษฎีความเชื่อมั่น (Trust Theory) ในการบริหารจัดการในภาวะวิกฤต รัฐบาลชุดนี้ได้ 3 จาก 10 คะแนน ด้วยปรากฏการณ์ที่เมื่อรัฐบาลออกมาแถลงต่อสาธารณะว่าประเทศไทยมีน้ํามันสํารองเพียงพอ ไม่ขาดแคลน แต่หลังจากนั้น ประชาชนไม่ว่าจะอยู่ในพื้นที่เมืองหรือต่างจังหวัดทั่วทั้งประเทศ ต่างลุกฮือออกไปเติมน้ํามัน เหล่านี้สะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่มีต่อรัฐบาลได้เป็นอย่างดี
คิดว่าอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้ประชาชนรู้สึกไม่เชื่อใจรัฐบาล?
“ต้องพูดตรงๆ ว่าออกมารายงานล่าช้ามาก เมื่อเกิดเหตุกว่ารัฐบาลจะเริ่มออกมาพูดก็ผ่านไปเกือบสัปดาห์แล้ว ขณะเดียวกัน ผู้ที่ออกมารายงานสถานการณ์น้ำมันอย่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ก็ออกมาพูดในลักษณะที่ ‘ขาดความเห็นอกเห็นใจ’ และมีการให้เหตุผลตามตรรกะที่รับไม่ได้” วิไลวรรณ กล่าว
‘การให้ข้อมูลล่าช้า’ เป็นปัจจัยแรกๆ ที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของรัฐบาล หากย้อนดูการสื่อสารของรัฐบาลจะเห็นว่า มีการรายงานสถานการณ์น้ำมันในประเทศครั้งแรกเมื่อ 3 มีนาคม โดยมี อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รมว.พลังงาน รับหน้าที่ในการสื่อสารเรื่องนี้ ซึ่งเคยบอกว่า “ขอประชาชนอย่าตื่นตระหนกและกักตุนน้ำมัน” ขณะที่นายกฯ และรัฐมนตรีคนอื่นๆ ก็พูดในลักษณะเดียวกันว่า สาเหตุที่น้ำมันขาดตลาดมาจากการแห่ไปเติมน้ำมันของประชาชน
เครดิตความน่าเชื่อถือต่ำของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน ด้วยประวัติการบริหารจัดการสถานการณ์ระบาดของโรคโควิด 19 และเหตุการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่เมื่อปลายปี 2568 ทำให้แม้รัฐบาลจะออกมาให้ข้อมูลอะไร ประชาชนก็มีแนวโน้มที่จะ ‘ไม่เชื่อใจ’ เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
ดังนั้น เมื่อรัฐบาลบอกว่า “มีน้ำมันเพียงพอ” แต่สถานีให้บริการน้ำมันจำกัดการเติมน้ำมันต่อครั้ง บ้างเขียนป้าย “น้ำมันหมด” ยิ่งตอกย้ำความไม่น่าเชื่อถือ และสร้างคำถามในใจของประชาชนว่า ตอนนี้ประเทศไทยมีน้ำมันเพียงพอจริงหรือไม่?

“ณ วันนี้ นายกรัฐมนตรีของเราคือ ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ ซึ่งในอดีตเขาเคยทำหน้าที่บริหารจัดการในยุค COVID-19 ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งมีประวัติศาสตร์แล้วว่าไม่สามารถบริหารจัดการสภาวะวิกฤตได้ จนทำให้หน้ากากอนามัยขาดแคลนจนทำให้เกิดการกักตุนและราคาพุ่งขึ้นหลายร้อยบาท”
“เหมือนกับที่รัฐบาลบอกว่า ‘เอาอยู่’ แต่ภาพที่ปรากฏในเชิงประจักษ์พบว่ามีรถต่อแถวยาวเหยียดรอเติมน้ำมัน ก็ยิ่งสร้างความขัดแย้งทางความรู้สึก คนเลยยิ่งออกไปเติมน้ำมัน…ก็ต้องยอมรับว่าเพราะอะไร เพราะคนไม่เชื่อมั่นในรัฐบาลไง” อ.วิไลวรรณ กล่าว
นอกจากคำพูดลอยๆ ที่บอกว่า “มีน้ำมันเพียงพอ” “น้ำมันไม่ขาดแคลน” เราก็แทบไม่เห็นความพยายามในการสื่อสารเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ อย่างข้อมูลปริมาณน้ำมันที่เข้าถึงได้ การพาสื่อมวลชนตรวจสอบคลังน้ำมัน หรือการมาตรการจัดการกับผู้กักตุนน้ำมัน
“เราไม่เห็นการจัดการของใดๆ โดยรัฐ ถ้ามองย้อนไปในยุคของรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ที่โรคไข้หวัดนกระบาด สิ่งที่ทักษิณทําคือ ‘กินไก่’ ต่อหน้าสื่อมวลชน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาชน แล้วเขาออกมาอย่างรวดเร็ว ทันต่อเหตุการณ์”
“ขณะที่วันนี้ (25 มีนาคม) อนุทินทําอะไร ใช้มาตรการประหยัดน้ํามันด้วยการขับรถยนต์ไฟฟ้าจากรัฐสภาไปทําเนียบรัฐบาล โดยไม่ต้องมีขบวน”
“สิ่งที่อนุทินทำเป็นเหมือนการสร้างภาพลอยๆ ตั้งแต่มาตรการประหยัดพลังงานโดยการที่ถอดสูท ถอดเนคไท แล้วทําได้จริงไหม มีหลักฐานเชิงประจักษ์ไหมว่าช่วยประหยัดพลังงานได้จริง แล้ววันนี้คุณก็มาบอกว่างั้นฉันขับรถยนต์ไฟฟ้าให้ดู…ถามว่าทุกคนจะมีปัญญาซื้อรถไฟฟ้าในเวลานี้หรอ ก็ไม่ใช่ คุณควรจะออกมาจัดการอะไรๆ ให้ชัดเจนกว่านี้” อ.วิไลวรรณ ให้ความเห็น
การสื่อสารที่ล่าช้า-ใช้ความเงียบเข้าสู้ ส่งผลต่อสภาวะวิกฤตอย่างไร?
“สมัยก่อน หลักการสื่อสารหรือหลักการประชาสัมพันธ์ มักจะบอกว่า เมื่อเกิดวิกฤตให้ใช้ความเงียบ แล้วความเงียบจะสยบทุกอย่าง แต่ยุคนี้ไม่ใช่แล้ว เพราะตอนนี้มีช่องทางของการสื่อสารมากมาย” อ.วิไลวรรณ ตอบ
ปัจจุบันมีช่องทางการสื่อสารมากมาย ทุกคนสามารถผลิตเนื้อหาแล้วเผยแพร่ต่อสาธารณะได้ การใช้ความเงียบหรือสื่อสารทางเดียว (One-Way Communication) จากรัฐบาลไม่ใช่ทางออกต่อการสื่อสารในภาวะวิกฤตอีกต่อไป ดังนั้น ‘ความเร็ว’ ในการตอบสนองจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมากในภาวะวิกฤต
“หากรัฐบาลจัดการด้วยความเงียบ ก็ยิ่งไปตอกย้ำความเชื่อของประชาชนที่ว่ารัฐบาลเอาไม่อยู่แล้ว เมื่อผสมกับเครดิตความน่าเชื่อถือของอนุทินในยุค COVID-19 ทำให้ราคาสินค้าหลายๆ อย่างพุ่งสูงขึ้น ทำให้ทุกคนกลัวว่าเหตุการณ์จะซ้ำรอย ต้องรีบออกมาหาทางแก้ปัญหาเบื้องต้นด้วยตัวเอง เพราะไม่เชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะจัดการได้” อ.วิไลวรรณ อธิบาย
รัฐบาลควรสื่อสารอย่างไร เพื่อลดความตื่นตระหนก-สร้างความเชื่อมั่นต่อประชาชน?
อ.วิไลวรรณ เข้าใจดีว่าขณะนี้ยังไม่มีการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่อย่างเป็นทางการ ผู้ปฏิบัติงานจึงเป็นคณะรัฐมนตรีรักษาการ ซึ่งอาจมองได้ว่าอยู่ในภาวะ ‘สุญญากาศ’ แต่บังเอิญเกิดวิกฤตใหญ่จากสถานการณ์โลก แต่ก็ไม่ใช่เหตุผลที่นายกฯ หรือรัฐมนตรีต่างๆ จะปล่อยเกียร์ว่างอย่างที่เป็นอยู่
เมื่อนำมาผสานกับปัจจัยเรื่องระดับความน่าเชื่อถือของอนุทิน การสื่อสารล่าช้าและใช้ความเงียบเข้าสู้ของรัฐ ทำให้ข่าวลือต่างๆ สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างความตื่นตระหนกต่อประชาชน อ.วิไลวรรณเสนอแนวทางการสื่อสารในภาวะวิกฤตต่อรัฐบาล ดังนี้
ประการแรก รัฐควรปรับจากการยึดหน่วยงานรัฐเป็นศูนย์กลาง (Government Centric) เป็นการยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง (Citizen Centric) ลดความซับซ้อนของการเข้าถึงข้อมูล บูรณาการเทคโนโลยีดิจิทัลในการให้ข้อมูล โดยอาจรวบรวมและจัดทำข้อมูลให้เป็นระบบ เพื่อให้มีชุดข้อมูลสำหรับการตอบคำถามและการสื่อสารกับประชาชน
“เราจะเห็นว่า กระทรวงพลังงานพูดอย่าง กระทรวงพาณิชย์พูดอย่าง นายกฯ ก็พูดอีกอย่าง ซึ่งเกิดจากการไม่มีฐานข้อมูลชุดเดียวกัน เหมือนตอบจากความรู้สึกของแต่ละคน จึงยิ่งลดทอนความความน่าเชื่อถือของรัฐมากกว่าเดิม” อ.วิไลวรรณ อธิบาย
หากเป็นไปได้ ก็ควรมีการจัดทำแพลตฟอร์มรายงานสถานการณ์น้ำมันของแต่ละพื้นที่ เช่น ให้ข้อมูลว่าสถานีบริการน้ำมันใดมีปริมาณน้ำมันพร้อมให้บริการ สถานีไหนน้ำมันหมด เพื่อที่ประชาชนจะได้วางแผนการเดินทางของตัว เพราะตอนนี้เหมือนทุกคนต้องขับรถไปที่ปั๊มน้ำมันก่อนจะรู้ว่าไม่มีน้ำมันให้เติม หรือรับข่าวสารผ่านสื่อสังคมออนไลน์ที่มาจากประชาชนด้วยกันเอง
รัฐบาลยังสามารถสร้างความน่าเชื่อถือผ่านการดึงนักวิชาการพลังงานมาสนับสนุนข้อมูลที่รัฐสื่อสาร ในการช่วยยืนยันว่าปริมาณน้ำมันในประเทศตอนนี้ยังไม่เข้าขั้นวิกฤต หรือรายงานข้อมูลตัวเลขในระบบดิจิทัลเพื่อให้ประชาชนเห็นภาพตรงกันกับรัฐบาล
รวมถึงการมีจิตวิทยาในการสื่อสาร ไม่ใช้คำพูดลักษณะโทษประชาชนอย่างที่ผ่านมา เพราะการสื่อสารลักษณะนี้ยิ่งลดทอนความเชื่อน่าเชื่อถือของรัฐบาล และสร้างความรู้สึกลบต่อประชาชนเหมือนสาดน้ํามันใส่ไฟ ทำให้ประชาชนกลัวหรือตื่นตระหนกมากกว่าเดิม
แม้วิกฤตด้านพลังงานที่เกิดขึ้นจะมีปัจจัยจากสถานการณ์ความขัดแย้งภายนอกประเทศ ซึ่งอาจอยู่เหนือการจัดการของรัฐบาลไทย แต่จากการพูดคุยกับนักวิชาการสื่อจะเห็นว่า หากรัฐบาลมีกลยุทธ์หรือวิธีการสื่อสารเพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม อาจช่วยลดความตื่นตระหนกหรือบรรเทาวิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้นได้บ้าง