ทุกวันนี้โลกมนุษย์ดูจะน่ากลัวกว่าผี มีแต่เรื่องให้ต้องหวาดกลัวกันอยู่ตลอด ทั้งค่าครองชีพสูง แต่ค่าแรงก็ต่ำ เอ้า ถ้ามีลูกก็ต้องส่งลูกเรียนนานาชาติด้วยไหม ไฟสงครามจะมาถึงเราเมื่อไหร่ ส่วนภัยพิบัติเขาว่าจะหนักมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วแบบนี้ ฉันจะยังต้องกลัวอะไรในวันฮาโลวีนอีกหรือจ๊ะ? โอ้โห ใจจะวาย (อ่านด้วยเสียงแบบหญิงย่าในน้ำตากามเทพ)
ไม่ใช่แค่คน เพราะผีเองก็ลำบาก อีนาคที่ว่าน่ากลัวกุ๊กกู๋ หรือจะสู้อี… เอ่อ อีเมลแจ้งให้ออกจากงานค่ะ หู้ย น่ากลัวพลัสๆ เลยล่ะ แล้วเราจะอยู่รอดอย่างไรในวันที่โลกมนุษย์แย่ที่สุดจนทนไม่ไหว จะขอวิ่งหนีลงตุ่มให้รู้แล้วรู้รอดเลยดีไหม The MATTER ชวนอ่านเรื่องจริงไม่อิงนิยายขนหัวลุกในปี 2569 ที่แม้แต่แม่นาคก็ต้องกลัวหัวตั้งไปตามๆ กัน

วิธีที่ ๑ ใช้มะกรูดแทนมะนาว เพราะมันแพง
มะนาวหล่นจากชานบ้าน ต้องรีบคว้ามือยาวไปเก็บมา ไม่ใช่เพราะอยากจะหลอกใครหรอกนะคะ แต่เพราะมันแพงน่ะสิ! ข้อมูลจากทีมวิเคราะห์เว็บไซต์ Checkraka เมื่อเมษายน 2569 ชี้ว่าราคามะนาวแป้นมักสูงขึ้นในช่วงหน้าแล้ง เมื่อเดือนมกราคาราคายังอยู่ที่กิโลละ 60 ถึง 80 บาท แต่พอเข้าเดือนเมษายนราคากลับพุ่งถึง 200 ถึง 220 บาทต่อกิโลกรัม
บางร้านอาหารถึงกับติดป้ายงดเติมมะนาวฟรี หรือไม่ก็คิดเพิ่มลูกละ 10 บาท ส่วนร้านก๋วยเตี๋ยวก็เปลี่ยนมาใช้น้ำมะขามเปียกแทนในบางเมนู ไม่แปลกใจที่ในอดีต ผู้นำประเทศบางคนมักแนะนำให้ปลูกต้นมะนาวไว้ใช้เอง หรือไม่ก็หามะม่วงเปรี้ยวมาใช้แทนไปก่อนได้น่า ส่วนมะกรูดก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจเพราะมีราคาถูกกว่ามะนาว สนนอยู่ที่ 20 ถึง 30 บาทต่อกิโลกรัมในฤดูกาลปกติ
มะนาวเป็นพืชที่มีต้นทุนสูง ต้นมะนาวต้องการน้ำสม่ำเสมอตลอดปีเพื่อออกดอกและติดผล ในช่วงหน้าแล้งอาจทำให้ต้นมะนาวเครียด มีการสังเคราะห์แสงลดลง ผลที่ติดแล้วก็เล็กกว่าปกติและเสียง่าย เพราะแบบนี้ ยิ่งสภาพอากาศแปรปรวน เมื่อแล้งจะแล้งหนัก จะยิ่งส่งผลต่อราคาผลผลิต และตามมาด้วยค่าครองชีพที่สูงขึ้น
ไม่แน่ว่าแม่นากอาจจะต้องปลูกผักกินเองจริงๆ เพราะนอกจากผักจะแพงแล้วยังมีข้อกังวลเรื่องสารพิษปนเปื้อนอีก รายงานจากสำนักข่าวไทยพีบีเอสชี้ว่า พื้นที่เกษตรฯ กว่า 60,000 ไร่ในจังหวัดเชียงรายที่ใช้น้ำจากแม่น้ำกกอาจเสี่ยงจากสารหนูและโลหะหนัก โดยสาเหตุมาจากเหมืองแร่ทองคำและเหมืองโลหะในพื้นที่ต้นน้ำ ฝั่งประเทศเมียนมา และไทยเราไม่อาจควบคุมได้โดยตรง
แม้จะยังไม่มีรายงานจากภาครัฐอย่างเป็นทางการว่า มีการปนเปื้อนสารพิษจากแม่น้ำกกสู่ผลผลิตทางการเกษตร แต่วันนี้ชุมชนเกษตรกรและชาติพันธุ์กว่า 30 แห่งตลอดลำน้ำกก ไม่สามารถใช้น้ำเพื่อการอุปโภค บริโภค ทำเกษตร หรือหาปลาได้ตามปกติ เนื่องจากปัญหาสารพิษที่อาจสะสมได้ในร่างกาย และความเสี่ยงโรคมะเร็ง นี่ยังไม่ได้พูดถึงรายงานสารเคมีปนเปื้อนในน้ำท่วมในจังหวัดปราจีนบุรี และระบบนิเวศท้องถิ่นที่ถูกรุกรานจากการระบาดของปลาหมอคางดำ
ปัญหาค่าครองชีพอาจเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งที่เรามองเห็น แต่ลึกไปกว่านั้น มันมีปัญหาของสิ่งแวดล้อม ปัญหามลภาวะข้ามแดน ที่ประชาชนต้องกลายเป็นคนแบกรับ ชาวบ้านต้องเอาตัวรอดด้วยการปลูกผักกินเอง หรือไม่ก็ต้องยอมจ่ายเงินมากขึ้นเพื่อซื้อผักที่ ‘เชื่อ’ ว่าสะอาดกว่าอย่างผักอินทรีย์ ปัญหาที่รัฐมองไม่เห็นหรือทำเป็นมองไม่เห็นเหล่านี้ กำลังหลอกหลอนคุณอยู่ด้วยหรือไม่?

วิธีที่ ๒ ส่งไอ้แดงเรียนนานาชาติ
มีลูกให้พอรอดในยุคเอไอแบบนี้ การศึกษาแบบไหนกันล่ะที่จะรับประกันให้ลูกเราเอาตัวรอดได้ ภาษาอังกฤษนี่กลายเป็นขั้นต่ำแล้วหรือยัง ไหนจะสังคมในโรงเรียนที่เกื้อหนุนอนาคตของลูกได้ ทำอย่างไรจะมั่นใจได้ว่าครูจะไม่จับหัวลูกเราไปกล้อนผม หรือถ่ายหน้าลูกเราไปทำคอนเทนต์ในช่องติ๊กต่อก
พ่อแม่จำนวนหนึ่งที่มีศักยภาพมากพอจึงตัดสินใจส่งลูกเรียนโรงเรียนนานาชาติ ควักค่าเทอมระดับ 3 แสนบาทไปจนถึงหลักล้านต่อปี ประมาณการได้ว่า ตลอดเส้นทางการศึกษาอาจต้องใช้เงินหลักสิบล้านบาทต่อคน แต่ทั้งหมดนี้ พวกเขาคิดว่าน่าจะคุ้ม หากการศึกษาสามารถการันตีทักษะภาษาอังกฤษ โอกาสในการท่องโลกกว้าง ไปจนถึงการได้มาซึ่งคอนเนคชันของสังคมในโรงเรียนเหล่านี้
โรงเรียนนานาชาติเติบโตอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลศูนย์วิจัยกสิกรไทยเผยว่า ในปี 2567 มีโรงเรียนนานาชาติในไทยมากถึง 249 โรงเรียน ขณะที่เมื่อปี 2555 ยังมีเพียง 138 โรงเรียนเท่านั้น บทวิเคราะห์ยังชี้ว่าจำนวนนักเรียนของโรงเรียนนานาชาติ เติบโตเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 6.9% ต่อปี ตัวเลขนี้น่าสนใจมาก เพราะเราทราบดีว่าประเทศไทยเด็กเกิดน้อยลงเรื่อยๆ และโรงเรียนรัฐก็ทยอยปิดตัวลง แล้วเหตุใดจำนวนนักเรียนนานาชาติถึงโตขึ้นเรื่อยๆ ส่วนหนึ่งบทวิเคราะห์คาดว่า เพราะไทยสามารถดึงดูดผู้มีรายได้สูง (มากกว่า 1 ล้านดอลล่าห์สหรัฐ) จึงส่งผลให้จำนวนเด็กในโรงเรียนนานาชาติเพิ่มมากขึ้น
สำหรับไอ้แดง แก้วตาดวงใจของแม่นาก ไม่รู้จะมีวาสนาได้เรียนโรงเรียนเหล่านี้หรือไม่ แต่สิ่งหนึ่งที่เราต้องกลับมาขบคิดกันก็คือ เหตุใดการศึกษาที่ทุกคนไม่ว่ายากดีมีจนก็ควรเข้าถึงได้อย่างมีคุณภาพ ถึงกลายเป็นสินค้าพรีเมียมที่พ่อแม่ส่วนใหญ่ยอมควักเงินจ่าย พวกเขาหวาดกลัวสิ่งใด และเหตุใดการศึกษาไทยไม่สามารถคลายความกังวลใจของพ่อแม่ได้หรือ?
ในปี 2566 นิด้าโพลได้สำรวจประชาชนอายุ 18 ถึง 40 ปี จำนวน 1,310 คน พบว่า 44% ไม่อยากมีลูก โดยกลุ่มคนเหล่านี้ให้เหตุผลว่า เพราะตนเป็นห่วงว่าลูกจะอยู่อย่างไรในสภาพสังคมปัจจุบัน อีกมุมหนึ่งกังวลว่าจะเป็นการเพิ่มค่าใช้จ่าย
ยังไม่ต้องพูดถึงโรงเรียนก็ได้ สำหรับพ่อแม่ที่เพิ่งมีลูก ภาระค่าใช้จ่ายเริ่มต้นตั้งแต่ก่อนที่เด็กจะเข้าโรงเรียนเสียอีก รัฐไทยมีเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด 600 บาทต่อเดือน โดยครอบครัวที่มีสิทธิได้รับเงินก้อนนี้ ต้องมีรายได้เฉลี่ยไม่เกิน 1 แสนบาทต่อปี หรือคิดเป็นรายได้ต่อวันไม่เกิน 273 บาท มากกว่านั้นถือว่าไม่เข้าข่ายรับสิทธิ ก็ไม่รู้ว่าไอ้แดงและแม่นากจะได้รับสิทธินี้ด้วยไหม
มีงานวิจัยไม่น้อยที่ออกมาย้ำในข้อเท็จจริงที่หลายคนก็คงทราบแล้ว เช่น การลงทุนในเด็กเล็กจะเป็นผลดีต่ออนาคต ช่วงเวลา 3 ขวบปีแรกคือเวลาทองที่พ่อแม่และสังคมต้องช่วยกันเลี้ยงดูเด็กให้เขามีพัฒนาการที่ดี เราคาดหวังให้พ่อแม่อัดฉีดให้ลูกอย่างสุดแรง แต่สังคมนี้มีระบบช่วยพ่อแม่เลี้ยงดูบุตรมากแค่ไหน? เนอร์สเซอรี่ยังเปิด-ปิดตามเวลาราชการอยู่ไหม? ค่าแรงขั้นต่ำนั้นเพียงพอให้พ่อแม่ได้วางใจจากการทำงาน แล้วหันมาอยู่กับลูกได้มากพอหรือยัง?
คงไม่มีการศึกษาที่ดีที่สุด และเชื่อว่าพ่อแม่ก็หวังอย่างเรียบง่าย แค่ขอให้ลูกฉันเป็นคนดี มีความรู้พอเอาตัวรอดได้ แต่ในความเป็นจริงตลาดงานเขาหวังแค่ไหนกันล่ะ การเลี้ยงลูกให้เป็นคนธรรมดานี่มันเพียงพอไหม น่ากลัวว่าคนที่จะให้คำตอบนี้ได้ อาจไม่ใช่พ่อแม่ของเด็กๆ แต่เป็นสังคมรอบตัวที่จะจะตัดสินคุณค่าของเขาเอง

วิธีที่ ๓ ผัวหาย ต้องไปรบกับหญ้า ฆ่ากับมด
ตั้งแต่โบราณนานมา จวบจนถึงปัจจุบัน ไม่ว่าบริบทโลกจะแปรเปลี่ยนไปเช่นไร รัฐไทยยังมีระบบตรวจเลือกทหารกองเกินเข้ารับราชการทหารกองประจำการ
ถ้าพี่มากถูกเกณฑ์ในปีนี้ จะได้รับเงินเดือนและเงินเพิ่มต่างๆ รวมกันอยู่ที่ประมาณ 11,000 บาทต่อเดือนก่อนหักค่าอาหาร โดยมีการหักค่าอาหารประมาณ 2,100 บาทต่อเดือน ทำให้เงินที่ได้รับสุทธิอยู่ที่ประมาณ 8,000 ถึง 8,900 บาท ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขและจำนวนวันที่ประจำการ
ประเด็นคือ ถ้าแม่นากรอผัวกลับบ้านในปี 2569 สิ่งที่ต้องลุ้นนอกจากผัวจะรอดกลับมาไหม คือระหว่างที่ผัวไปเป็นทหาร ครอบครัวจะอยู่กันอย่างไร หากพี่มากอยากเป็นทหารอยู่แล้ว การได้เข้าไปเป็นทหารก็ถือว่าตอบโจทย์ แต่ถ้าไม่อยากเป็นและถูกบังคับให้เข้ารับราชการ เขาจะกลายเป็นแรงงานที่ไม่ได้สมัครใจ หรือที่เรียกว่า Unwilling Workforce
นักเศรษฐศาสตร์อย่าง มิลตัน ฟรีดแมน มองว่าการเกณฑ์ทหารอาจทำให้ใช้แรงงานอย่างไม่คุ้มค่า เพราะคนที่ไม่ได้สมัครใจอาจขาดแรงจูงใจในการฝึก ขณะที่บางคนกลับถูกนำไปทำงานที่ไม่เกี่ยวกับการทหารโดยตรง เช่น ขับรถรับส่งผู้บังคับบัญชา ไม่ก็ไปรบกับหญ้า ฆ่ากับมด
การเกณฑ์ทหารยังมีค่าเสียโอกาส เพราะคนที่ถูกเกณฑ์อาจต้องหยุดเรียนหรือออกจากงานเดิม ทั้งที่อาจนำความรู้และทักษะไปสร้างประโยชน์ให้สังคมได้มากกว่า โดยเฉพาะในประเทศที่ประชาชนมีความเชี่ยวชาญหลากหลาย การดึงคนเหล่านี้มาเป็นทหารจึงอาจทำให้ทั้งตัวบุคคลและประเทศเสียโอกาส หรือแม้กระทั่งโอกาสในการเลี้ยงดูลูกของตัวเอง ในช่วงเวลาที่เมียกำลังท้องแก่ไปจนถึงหลังคลอด นี่จะไม่นับว่าเป็นค่าเสียโอกาสได้อย่างไร
ตลอดฤดูเกณฑ์ทหารในปีที่ผ่านมา เรามักได้ยินข่าวเศร้าตามหน้าสื่อ เห็นวิดีโอปรากฎภาพครอบครัวหนึ่งต้องล้มทั้งยืนเมื่อเสาหลักของบ้านจับได้ใบแดง ปะปนไปกับความกลัวว่าช่วงเวลาที่สำคัญในวัยหนุ่มสาวอาจถูกชิงไป น่ากลัวว่าภาพเหล่านั้นกำลังกลายเป็นความเคยชินของสังคมไปแล้วหรือไม่นะ

วิธีที่ ๔ บ้านใต้ถุนสูง หนีน้ำท่วมพระโขนง
สังคมไทยอยู่คู่กับสายน้ำมาโดยตลอด และเราหนีน้ำไปไหนไม่ได้
ในอดีตเราปรับตัวอยู่กับมัน สร้างบ้านใต้ถุนสูง เมื่อน้ำมาก็ขนย้ายขึ้นเรือน ผูกเรือไว้กับชานบ้าน ใช้สัญจรไปไหนมาไหนได้ ทุกวันนี้ สภาพสังคมพระโขนงเปลี่ยนเป็นชุมชนเมือง แต่ถึงอย่างนั้น กรุงเทพฯ ก็ยังเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ น้ำท่วมขังได้ง่าย โดยเฉพาะในปี 2569 หลายพื้นที่ของกทม. ต้องจมบาดาล หลังจากฝนตกติดต่อกันเป็นเวลาหลายวัน
เช่นเดียวกับอีกหลายครั้งในอดีต อย่างปี 2526 มีรายงานว่า พายุดีเปรสชันสองลูกก่อให้เกิดมวลน้ำจากภาคเหนือไหลบ่าในพื้นที่ภาคกลางและกรุงเทพมหานคร ประกอบกับน้ำทะเลหนุนสูง ทำให้ระดับน้ำแม่น้ำเจ้าพระยาสูงขึ้นถึง 2 เมตร ทำให้ถนนหลายสายเป็นอัมพาต อาคารบ้านเรือนเสียหายเป็นวงกว้าง มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 49 รายทั่วประเทศ
ธนาคารโลกระบุว่า หากไม่มีมาตรการปรับตัวอย่างจริงจัง การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอาจทำให้ GDP ของไทยลดลงประมาณ 7 ถึง 14% ภายในปี 2050
เราต้องไม่มองเหตุของน้ำท่วมแค่เรื่องใดเรื่องหนึ่ง เพราะกรุงเทพเสี่ยงเจอน้ำจากหลายทางพร้อมกัน ทั้งฝนที่ตกหนักจนระบายไม่ทัน น้ำเหนือที่ไหลเอ่อล้นเจ้าพระยา และน้ำทะเลหนุนสูง หากทั้งสามอย่างเกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน น้ำก็จะยิ่งระบายออกได้ยาก โดยเฉพาะเมื่อกรุงเทพฯ เป็นพื้นที่ลุ่มต่ำและกำลังเผชิญปัญหาแผ่นดินทรุด งานวิจัยชิ้นหนึ่งคาดการณ์ว่า ภายในปี 2100 พื้นที่น้ำท่วมในกรุงเทพฯ อาจเพิ่มขึ้น 81% เมื่อเทียบกับปี 1995 และจำนวนอาคารที่ได้รับผลกระทบอาจเพิ่มขึ้นเป็น 1.5 เท่า
ที่น่ากังวลคือ น้ำท่วมที่เราเคยมองว่าเป็นเหตุการณ์รุนแรงและเกิดขึ้นไม่บ่อย อาจกลายเป็นสิ่งที่ต้องเผชิญถี่ขึ้นเรื่อย ๆ งานวิจัยที่เผยแพร่ในวารสาร Nature Communications พบว่า ภายในปี 2050 จำนวนประชากรทั่วโลกที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลขึ้นสูงสุด อาจมากกว่าที่เคยประเมินไว้ถึงสามเท่า โดยกรุงเทพฯ เป็นหนึ่งในเมืองที่มีความเสี่ยงสูงจากปัญหาน้ำทะเลหนุนและน้ำท่วมชายฝั่ง
สภาพแฉะชื้น กึ่งเปียกกึ่งแห้ง และการอยู่ร่วมกับน้ำอาจกลายเป็นความปกติใหม่ของคนกรุงเทพในอนาคต มันอาจจะไม่ได้น่ากลัวอย่างที่เราจินตนาการก็ได้ เพราะแต่เดิมมนุษย์ก็อยู่ร่วมกับสายน้ำ แต่เมืองกลับไปขวางทางน้ำเสียอย่างนั้น ในวันหนึ่งเราอาจจะสามารถหาหนทางในการรอมชอมการพัฒนา คู่ไปกับการรักษาธรรมชาติให้สมดุลก็ได้ (หากฝ่ายการเมืองเขามองเห็นภาพเดียวกับเราน่ะนะ)
ที่น่ากลัวคือ คนที่จะตัดสินว่าเราจะอยู่ร่วมกับน้ำได้แค่ไหนนั้น ไม่ใช่เรา ไม่ใช่มนุษย์ แต่เป็นธรรมชาตินี่แหละที่จะตัดสินใจว่า ใคร ชนชั้นไหน ยากจนหรือร่ำรวย ใครกันที่จะอยู่รอดในเมืองแห่งความแปรปรวนนี้
อ้างอิงจาก