เริ่มทำธุรกิจแบบตัวคนเดียวมาได้สักพักหนึ่ง ก็เพิ่งพบความจริงว่าการทำธุรกิจเต็มไปด้วยเรื่องยากและท้าทาย
ปัจจุบันหลายคนเริ่มหันมาทำธุรกิจเป็นของตัวเองมากขึ้น บางคนเริ่มมองหากลุ่มเพื่อนมาลงทุนก่อตั้งธุรกิจร่วมกัน และก็มีอีกจำนวนไม่น้อยเลือกที่จะเดินหน้าทำธุรกิจแบบฉายเดี่ยว หรือที่เรียกว่า ‘Solopreneur’
สำหรับใครที่เห็นคำนี้ แล้วรู้สึกคุ้นตา ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอย่างใด เพราะ Solopreneur คือ ผู้ประกอบการที่สร้างและดำเนินธุรกิจด้วยตัวคนเดียวเป็นหลัก ตั้งแต่การคิดไอเดีย วางกลยุทธ์ การตลาด การขาย ไปจนถึงการดูแลลูกค้า อาจเลือกจ้างฟรีแลนซ์หรือผู้เชี่ยวชาญเข้ามาช่วยเป็นครั้งคราว แต่ไม่ได้มีพนักงานประจำมาช่วยทำให้องค์กรขยายใหญ่โตเหมือนธุรกิจแบบดั้งเดิม โดย Solopreneur สามารถเป็นได้ตั้งแต่ คอนเทนต์ครีเอเตอร์ กราฟิกดีไซน์ โปรแกรมเมอร์ หรือกระทั่งช่างาภพ
ส่วนสาเหตุที่ว่าทำไม คนหันมาเป็น Solopreneur กันมากขึ้น อาจเพราะหลายคนเริ่มแสวงหาอิสระและความสมดุลระหว่างทำงานกับการใช้ชีวิตมากขึ้น แทนที่จะสร้างอาณาจักรธุรกิจให้ใหญ่โต ก็หันมาให้ความสำคัญกับการออกแบบธุรกิจที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของตัวเองแทน ทำให้สามารถเลือกสถานที่ทำงานได้ตามใจ รวมถึงเลือกทำงานกับลูกค้าที่ต้องการ และกำหนดรูปแบบการทำงานได้ตามเงื่อนไขของตัวเองทั้งหมด
ถึงอย่างนั้น การเริ่มต้นทำธุรกิจอะไรสักอย่างมักเป็นเรื่องที่ท้าทายสำหรับหลายคนเสมอ ยิ่งเราอยู่ในสังคมที่มีระบบทุนนิยมครอบงำด้วยแล้ว ก็อาจให้เราในฐานะ Solopreneur คนหนึ่ง ต้องเผชิญกับผลกระทบบางอย่างมากกว่าที่คิด

ทุนนิยมส่งผลต่อการเป็น Solopreneur อย่างไรบ้าง
เมื่อพูดถึงคำว่า ‘ระบบทุนนิยม’ หลายคนก็คงนึกถึงไปในเชิงลบมากกว่า แต่ทุนนิยมเองก็ส่งผลในด้านดีต่อคนที่เพิ่งเริ่มทำธุรกิจและผู้ประกอบการเดี่ยว อย่าง Solopreneur ด้วยเหมือนกันนะ
เดิมทีการจะเริ่มทำธุรกิจต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก ทั้งค่าจ้างพนักงาน ค่าการตลาด และค่าอุปกรณ์ต่างๆ ทำให้คนที่แทบไม่มีเงินทุนมากพอไม่มีโอกาสเป็นเจ้าของธุรกิจได้ แต่เมื่อเทคโนโลยีและตลาดเติบโตภายใต้ระบบทุนนิยม ต้นทุนในการเริ่มต้นก็ลดลง เพราะการแข่งขันในตลาดทำให้เกิดนวัตกรรมและบริการใหม่ๆ ที่ช่วยลดต้นทุนการทำธุรกิจ หลายคนจึงสามารถเริ่มทำธุรกิจได้จากแค่คอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์เครื่องเดียว
ลองนึกดูว่า สมัยนี้เราอยากเริ่มต้นธุรกิจเป็นของตัวเองสักอย่าง ก็สามารถเริ่มได้จากสิ่งของรอบตัว โดยที่ไม่จำเป็นต้องกำเงินมหาศาลแล้วลงทุนไปทีเดียว ตัวอย่างเช่น หากอยากเป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์ ถ้าเป็นเมื่อก่อนก็คงต้องควักเงินก้อนหนึ่งซื้อกล้องอย่างดี ไหนจะต้องจ้างคนตัดต่ออีก ทว่าทุกวันนี้แค่โทรศัพท์เครื่องเดียวก็สามารถเปลี่ยนเราให้เป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์ได้ สามารถเริ่มธุรกิจรับทำคอนเทนต์ได้ด้วยตัวคนเดียวทันที โดยไม่ต้องพึงพาคนอื่นให้เสียเวลา
แต่ในอีกมุมหนึ่ง ทุนนิยมก็อาจสร้างผลกระทบทางลบให้แก่เหล่า Solopreneur ด้วยเช่นเดียวกัน ก่อนอื่น ต้องเข้าใจก่อนว่าทุนนิยมไม่ได้กำหนดแค่รูปแบบเศรษฐกิจหรือการทำธุรกิจของเราเท่านั้น แต่ยังกำหนดนิยามความสำเร็จและคุณค่าบางอย่างของผู้คนในสังคมด้วย
เมื่อทุนนิยมทำให้การเริ่มต้นธุรกิจเป็นเรื่องง่ายขึ้น จำนวนผู้ประกอบการในตลาดก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ส่งผลให้การแข่งขันระหว่างธุรกิจประเภทเดียวกันเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดภาพ อย่าง การเติบโตของธุรกิจจำนวนลูกค้า หรือการขยายกิจการอย่างต่อเนื่อง กลายเป็นตัวชี้วัดสำคัญของความสำเร็จ และเมื่อเกณฑ์เหล่านี้ถูกยกย่องซ้ำๆ ในสังคม ก็ยิ่งหล่อหลอมให้ผู้คนภายใต้ระบบทุนนิยมซึมซับค่านิยมที่เชื่อว่า ธุรกิจที่ดีต้องเติบโตอยู่เสมอ และเจ้าของธุรกิจที่ประสบความสำเร็จก็ต้องเติบโตให้เร็วขึ้น ใหญ่ขึ้น และทำได้มากขึ้นอยู่ตลอดเวลา จนหลายคนรู้สึกกดดันที่จะต้องเดินตามมาตรฐานดังกล่าว แม้ว่านั่นอาจไม่ใช่เป้าหมายของตัวเองเลยก็ตาม

การมีอยู่ของระบบทุนนิยมในสังคมจึงนำไปสู่การเกิดขึ้นของ วิธีคิดแบบ ‘Zero-sum Rivalry’ ซึ่งหมายถึง สถานการณ์การแข่งขันที่ผลประโยชน์ของฝ่ายหนึ่งจะเกิดขึ้นได้จากการแลกเปลี่ยนด้วยการสูญเสียของอีกฝ่ายในปริมาณที่เท่ากัน หรือพูดง่ายๆ คือ ‘ใครได้ อีกคนต้องเสีย’ เพราะจะไม่สามารถเติบโตหรือได้รับประโยชน์ไปพร้อมกันได้
แนวคิดแบบ Zero-sum Rivalry ทำให้ทุกอย่างล้วนเป็นการแข่งขัน เราในฐานะผู้ประกอบการคนหนึ่งในตลาด จึงต้องเค้นตัวเองให้ดีที่สุด พยายามทำให้กิจการพัฒนาอยู่ตลอด เพื่อไม่ให้ตัวเองต้องเป็นผู้พ่ายแพ้ในตลาดธุรกิจนี้
จึงไม่เกินจริงนัก หากจะบอกว่า การมีผลิตภาพสูงสุด (Productivity) คือหนึ่งในผลผลิตของระบบทุนนิยม เพราะในสังคมที่ให้คุณค่ากับการแข่งขันและการเติบโตอย่างต่อเนื่อง จนหลายคนรู้สึกว่าตัวเองไม่สามารถหยุดนิ่งได้ หากวันใดวันหนึ่งเราหยุดพัฒนาธุรกิจ ไม่รับงานเพิ่ม หรือไม่ได้สร้างการเติบโตอย่างที่ควรจะเป็น ก็อาจเผลอตั้งคำถามกับความสามารถของตัวเอง รู้สึกว่าเก่งไม่พอ หรือทำได้ไม่ดีพอ ทั้งที่ในความเป็นจริง ธุรกิจอาจกำลังดำเนินไปได้อย่างมั่นคงแล้วก็ตาม ความรู้สึกเช่นนี้เองที่ทำให้ Solopreneur จำนวนไม่น้อยติดอยู่ในวงจรของการพยายามเพิ่มผลิตภาพอยู่ตลอดเวลา เพราะกลัวว่าหากหยุดเมื่อไร ความมั่นคงของธุรกิจก็จะหายไปเมื่อนั้น
และเมื่อธุรกิจมีเจ้าของเพียงคนเดียว แรงกดดันก็ยิ่งทวีคูณขึ้น เพราะเจ้าของต้องแบกรับทุกบทบาทในธุรกิจของตน การหยุดพักของเจ้าของก็มักหมายถึงการหยุดเดินของธุรกิจไปด้วย หลายคนจึงรู้สึกว่าตัวเองจำเป็นต้องเรียนรู้ทักษะใหม่อยู่ตลอด พัฒนาผลงานให้ดีขึ้น และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อให้ธุรกิจยังแข่งขันและอยู่รอดได้ จนเส้นแบ่งระหว่างการพัฒนาตัวเองกับการกดดันตัวเองเริ่มเลือนราง และความเหนื่อยล้าก็ค่อยๆ กลายเป็นเรื่องปกติของการทำธุรกิจคนเดียว
แรงกดดันให้ต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเองและพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา ไม่ได้ทำให้เราเพียงแค่เหนื่อยเท่านั้น แต่ยังอาจค่อยๆ เปลี่ยนความสัมพันธ์ที่เรามีต่อการทำงานด้วย โดยสิ่งที่เกิดขึ้นสามารถอธิบายได้ด้วยแนวคิดเรื่อง ‘สภาวะแปลกแยก’ (Alienation) ของ คาร์ล มาร์กซ์ (Karl Marx) ที่พูดไว้ว่า ภายใต้ระบบทุนนิยม มนุษย์อาจค่อยๆ สูญเสียความผูกพันกับงานที่ตัวเองทำ เพราะงานไม่ได้เป็นพื้นที่สำหรับการแสดงออกถึงตัวตนอีกต่อไป แต่กลายเป็นสิ่งที่ต้องทำเพื่อรักษาผลผลิต รายได้ และความสามารถในการแข่งขัน
แม้เดิมทีแนวคิดนี้จะถูกใช้เพื่ออธิบายแรงงานในอุตสาหกรรม แต่ในปัจจุบัน สภาวะแปลกแยกก็อาจสะท้อนประสบการณ์ของ Solopreneur ได้เช่นกัน เพราะหลายคนเริ่มทำธุรกิจจากความชอบหรือความต้องการอิสระ ทว่าเมื่อธุรกิจเติบโตกลับต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการไล่ตามความสำเร็จ ที่ถูกสร้างขึ้นมาจากระบบทางสังคม ไม่ใช่ความสำเร็จที่วางไว้แต่แรก
เมื่อเราในฐานะเจ้าของธุรกิจไม่รู้สึกผูกโยงกับสิ่งที่ตัวเองทำอีกต่อไป สุดท้ายธุรกิจของเราก็จะไม่สามารถไปต่ออย่างยั่งยืนได้

เราจะเป็น Solopreneur ที่มั่นคงได้อย่างไร
หลังจากที่เริ่มต้นทำธุรกิจของตัวเองแล้ว เราก็คงไม่อยากให้ธุรกิจตัวเองย่ำอยู่กับที่ อยากให้มันเติบโตขึ้น แต่ในโลกที่ทุนนิยมเป็นใหญ่เช่นนี้ จะทำอย่างไรให้ธุรกิจเราไปรอด และตัวเราเองก็ต้องเติบโตไปพร้อมกับธุรกิจด้วยได้
ดอรี่ คลาร์ก (Dorie Clark) ที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์การตลาด จึงแนะนำเหล่า Solopreneur ที่อยากประสบความสำเร็จในธุรกิจ โดยที่ไม่กดดันตัวเองเกินไป แม้จะอยู่ในโลกที่หมุนรอบทุนนิยมก็ตาม ดังนี้
- กำหนดนิยามความสำเร็จของตัวเองก่อน
หัวใจสำคัญของการทำธุรกิจคือ เราต้องรู้ว่าเป้าหมายแท้จริงของเราคืออะไร แล้วเป้าหมายที่เราตั้งไว้มาจากความตั้งใจจริงของเราหรือเป็นเพียงสิ่งที่สังคมกดดันมา ฉะนั้นแล้ว ทุกครั้งที่เราจะเริ่มทำธุรกิจอะไรสักอย่าง ต้องไม่ลืมที่จะกำหนดนิยามความสำเร็จของตัวเองให้ชัดเจน และปักธงไว้ให้มั่น โดยไม่เอนเอียงไปตามแรงกดดันของสังคม
- สร้างคุณค่าในธุรกิจตัวเองเพื่อธุรกิจที่ยั่งยืนไม่ใช่การแข่งขัน
เมื่อทุนนิยมทำให้เกิดการแข่งขันทางธุรกิจ การกระโจนลงสนามเพื่อแข่งขันจึงอาจทำให้เราในฐานะ Solopreneur กดดันและทำให้ไม่สามารถไปต่อกับธุรกิจในระยะยาวได้ ดังนั้น ดอรี่จึงแนะนำให้เราสร้างคุณค่าด้านอื่นๆ ขึ้นมาทดแทน โดยผลักเอาเรื่องการแข่งขันไปเป็นประเด็นรอง เช่น ความน่าเชื่อถือความเชี่ยวชาญ ความสัมพันธ์กับลูกค้า
- การกระจายความเสี่ยงช่วยให้ธุรกิจมั่นคงได้เหมือนกัน
ภายใต้โลกทุนนิยมที่ตลาดผันผวนอยู่ตลอดเวลาตามอุปสงค์และอุปทาน การคาดหวังรายได้จากการทำธุรกิจอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ ดอรี่จึงไม่อยากให้ผู้เริ่มต้นทำธุรกิจรับรายได้แค่ทางเดียว จนกว่าธุรกิจจะมั่นคง อาจลองมองหารับงานด้านอื่นๆ ควบคู่ไปด้วยในระยะแรก เพื่อกระจายความเสี่ยง รวมถึงช่วยให้ธุรกิจเราค่อยๆ ก่อร่างสร้างตัวขึ้นมาได้
- มีขอบเขตเวลาให้ชัดเจนเพื่อความสุขของตัวเอง
การพัฒนาตัวเอง ถือเป็นเรื่องที่ดี แต่หากมากไปก็กลายเป็นความกดดัน เมื่อเป็นเช่นนั้น ก็ควรแบ่งขอบเขตเวลาระหว่างการทำธุรกิจกับชีวิตส่วนตัวให้ชัดเจน แม้เราจะเป็น Solopreneur ที่อาจแยกแยะได้ไม่ชัดเจนเท่าไหร่นักก็ตาม ถึงอย่างนั้น ก็ต้องมีวันพักผ่อนและหยุดคิดเรื่องธุรกิจเพื่อตัวเองบ้าง ถือเป็นการเติมเต็มแรงขับเคลื่อนทางอารมณ์ให้เราได้มาลุยธุรกิจของตัวเองต่อไป
- หากทำงานคนเดียวแล้วเหนื่อย ก็อาจลองมองหาพาร์ทเนอร์มาช่วย
บอกได้เลยว่า การเป็น Solopreneur ในโลกทุนนิยมเช่นนี้ ถือเป็นเรื่องท้าทายอย่างแท้จริง เพราะการต้องเติบโตท่ามกลางอัตราการแข่งขันที่สูงลิ่วในแทบทุกแวดวงธุรกิจ ย่อมทำให้เรารู้สึกเหนื่อยและท้อบ้างเป็นธรรมดา หากเป็นเช่นนั้นแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องแบกความกดดันนี้ไว้คนเดียวเสมอไป อาจลองหาพาร์ทเนอร์ใหม่ๆ มาช่วยแบ่งเบาบ้างในบางพาร์ทของธุรกิจ โดยอาจเริ่มจากส่วนเล็กๆ ที่บางทีหากเป็นเราลงไปดูแลเองก็จะดูดเวลา เป็นหาคนมาช่วยดูแทน ก็อาจแบ่งเบาภาระ แถมยังได้มุมมองที่หลากหลายมาช่วยสร้างธุรกิจเราให้เติบโตมากขึ้นได้ด้วย
อย่างไรก็ตาม หากเพิ่งเริ่มเป็น Solopreneur จริงๆ แล้วยังมีงบประมาณไม่มากพอจะมองหาพาร์ทเนอร์มาช่วยงาน ก็ไม่จำเป็นต้องเร่งรีบ ค่อยๆ ประกอบร่างสร้างธุรกิจของตัวเองไปเรื่อยๆ เมื่อวันหนึ่งเราพร้อม ค่อยหาคนมาช่วยก็ยังไม่สาย
การเป็น Solopreneur ภายใต้โลกทุนนิยมเช่นนี้ จึงทำให้การทำธุรกิจยากและท้าทายขึ้นจริง และเป็นธรรมดาที่ทุกคนย่อมอยากประสบความสำเร็จ จนเผลอกดดันตัวเองมากไป ซึ่งท้ายสุด เราก็อาจหมดแพสชั่นในการทำธุรกิจได้
สิ่งสำคัญที่สุดจึงเป็นการที่เราตองรู้ว่า เราทำธุรกิจไปเพื่ออะไร และเรามองความสำเร็จตัวเองเป็นแบบไหน แล้วจึงค่อยเรียนรู้ธุรกิจของตัวเองไปเรื่อยๆ เน้นไปที่ผลลัพธ์ที่ยั่งยืนมากกว่า ความสำเร็จระยะสั้น ก็อาจทำให้การเป็น Solopreneur ของเรามั่นคงขึ้นได้
อ้างอิงจาก