ระหว่างวันนั่งเปิดเช็คลิสต์สิ่งที่ต้องทำของวันนี้ สายตาไล่ดูตั้งแต่บนลงล่าง เหลืออยู่อีกเป็นล้านสิ่งที่ต้องทำ เดี๋ยวพอเคลียงานเสร็จปุ๊บ ก็ต้องรีบกลับไปฟิตเนสต่อปั๊บ หลังจากนั้นก็ต้องอ่านหนังสืออีก 5 บท เรียนคลาสเสริมอีกสักชั่วโมง ก่อนนอนก็มีนัดโทรคุยกับแฟนต่อ แถมยังต้องทำเวลาเพราะจะต้องนอนให้ครบ 8 ชั่วโมงด้วย
ทั้งหมดก็คือแพลนที่ต้องทำในแต่ละวัน เพราะยุคสมัยนี้สังคมต่างคาดหวังให้คนธรรมดาอย่างเราๆ เติบโตและกระตือรือร้น พร้อมรับความท้าทายใหม่ๆ ที่ไม่รู้ว่าจะมาเยือนเมื่อไหร่อยู่ตลอดเวลา เมื่อถึงเวลาพักผ่อนทีก็รู้สึกผิดที กลัวจะใช้เวลาไม่เป็นประโยชน์เท่าคนอื่นเขา
สำหรับใครที่เป็นสายโปรดักทีฟเกินร้อยเช่นนี้ ก็คงอยากทำทุกอย่างให้ลุล่วงตามที่วางเอาไว้ แต่คำถามคือ เราทำทั้งหมดนี้ไปเพื่ออะไรกันนะ? เมื่อบางครั้งการพยายามบีบคั้นตัวเองมากเกินไปก็อาจย้อนกลับมาสร้างผลกระทบกับตัวเรา แถมยังอาจทำให้เราพลาดอะไรบางอย่างในชีวิตไปก็ได้
Optimization Culture อาจทำให้เราพลาดบางอย่างไปได้จริง
จริงอยู่ ถ้าเราทำอะไรให้เต็มที่ที่สุด แล้วผลสำเร็จมักจะตามมาเสมอ ทว่าทุกสิ่งอย่างย่อมมีขอบเขตในตัวมันเอง การทำอะไรไม่ว่าจะมากหรือน้อยเกินไป ก็อาจไม่ได้สร้างผลดีไปเสียทุกด้าน
การเค้นตัวเองให้ดีในทุกด้าน ทำให้สุดในทุกทาง เริ่มกลายเป็นวัฒนธรรมของหลายคนในสังคม จนมีชื่อเรียกเฉพาะว่า ‘Optimization Culture’ หมายถึง แนวคิดและความเชื่อที่มองว่า เราควรพัฒนาตัวเองให้มีประสิทธิภาพสูงสุดในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน สุขภาพ ความสัมพันธ์ หรือแม้แต่เวลาพักผ่อน โดยใช้เครื่องมือ เทคนิค และสูตรสำเร็จต่าง ๆ เข้ามาช่วยวัดผลและเร่งศักยภาพของตัวเองอยู่ตลอดเวลา แล้วยิ่งเราพัฒนาตนเองให้สุดได้ในหลายๆ ด้าน ยิ่งเป็นการการันตีถึงผลลัพธ์และความสำเร็จที่จะได้รับในเวลาต่อมาด้วย

แล้วถ้าถามว่าวัฒนธรรมนี้ ต้องเค้นสุดขนาดไหน? ลองนึกภาพว่า เราต้องทำทุกอย่างที่เข้าข่ายการพัฒนาตนเอง เพื่อผลักดันให้ตัวเราก้าวไปสู่ความสำเร็จในแต่ละด้านให้ได้ไวที่สุด ถ้าเป็นการงาน เราก็อาจทุ่มสุดตัว ทำงานไปด้วยแม้จะเป็นวันหยุดเสาร์อาทิตย์ หรือแม้แต่ด้านการพักผ่อน ก็ต้องพักให้ดีที่สุด ต้องไปฟิตเนส ต่อด้วยการทำสปา ทำสมาธิ ธรรมชาติบำบัด ฯลฯ
แม้ฟังเหมือนว่าสุดท้ายตัวเราก็จะได้รับผลตอบแทนที่น่าพึงพอใจจากการเค้นตัวให้สุดในทุกด้าน แต่ระหว่างทางที่เราต้องแลกไปกับการทำให้ดีและสุดในทุกด้านนี้ ก็อาจไม่คุ้มกับผลลัพธ์เท่าที่ควร
นอกจากนี้ ปัจจัยสำคัญที่ทำให้หลายคนต้องจมอยู่กับการต้องบิดและเค้นตัวเองนี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการอยู่ภายใต้ระบบทุนนิยม ซึ่งเป็นระบบที่มีอิทธิพลและการใช้ชีวิตของคนในสังคมไม่น้อยเลย โดยงานศึกษาเกี่ยวกับความสำเร็จและความล้มเหลวผ่านมุมมองระบบทุนนิยม จากวารสาร Intersections, East European Journal of Society and Politics มองว่า ภายใต้ระบบทุนนิยม ความสำเร็จและความล้มเหลวมักถูกทำให้เป็นเรื่องของปัจเจก มากกว่าจะเป็นผลจากโครงสร้างทางสังคม เศรษฐกิจ หรือเงื่อนไขที่ไม่เท่าเทียมกัน โดยคนที่ประสบความสำเร็จมักโดนยกย่องว่าเป็นผู้ที่มีความพยายามมากพอ ขณะที่ความล้มเหลวมักถูกอธิบายว่าเกิดจากการไม่พยายาม ไม่อดทน หรือไม่พัฒนาตัวเองให้ดีพอ
ภายใต้กรอบคิดแบบนี้ ระบบแนวคิดที่เรียกว่า ‘Meritocracy’ ที่เชื่อว่า ชนชั้นหรือพื้นฐานไม่ใช่ตัวกำหนดเรา เพราะเมื่อเรามีความสามารถและความพยายามมากพอ ก็จะสามารถถไต่ระดับไปสูงกว่าเดิมได้ จึงมีบทบาทอย่างมากสำหรับกำกับและปลูกฝังผู้คนในสังคม
เมื่อคนในสังคมต่างก็มองว่าการพยายามให้มากพอเท่านั้น คือทางที่สามารถผลักดันพวกเขาให้ไปสู่ความสำเร็จได้ ก็จะมองข้ามปัญหาที่แท้จริงอย่างตัวระบบหรือโครงสร้างทางสังคมที่ไม่เป็นธรรมนี้ไป พร้อมกับยอมรับว่าทุกสิ่งอย่างเป็นผลลัพธ์ของความขยันของแต่ละคน มากกว่าจะตั้งคำถามว่าทำไมบางคนถึงต้องพยายามมากกว่าคนอื่น
ระหว่างที่เรากำลังโฟกัสแต่ผลลัพธ์และความสำเร็จนี้แหละ ที่จะทำให้ตัวเรามองข้ามหลายสิ่งหลายอย่างรอบข้างไป เอลอยส์ สกินเนอร์ (Eloise Skinner) นักจิตบำบัด มองว่า วัฒนธรรมการพัฒนาตัวเองและการวัดผลอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้คนเริ่มประเมินคุณค่าของตัวเองผ่านตัวเลข เป้าหมาย และความก้าวหน้า มากกว่าความรู้สึก ความสัมพันธ์ หรือประสบการณ์ในชีวิตประจำวัน เมื่อเราทำไม่ได้ตามเป้าหรือตัวเลขที่วางไว้ ก็จะรู้สึกแย่และผิดหวังกับตนเอง

ยิ่งเรารู้สึกว่าตนเองทำได้ไม่ดีมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งผลักดันให้พยายามทำให้ดีที่สุดมากขึ้นเท่านั้น ท้ายสุดมันก็อาจกลายเป็นแรงกดดันที่ค่อยๆ ลดทอนความสุขของเราไปทีละเล็กน้อย หนำซ้ำมันยังกลายเป็นความเหนื่อยล้าทางกายและทางใจ ซึ่งวันหนึ่งมันอาจแปรเปลี่ยนเป็นการหมดไฟ สร้างผลกระทบที่รุนแรงต่อตัวเราได้มากกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็น เริ่มไม่สนใจทำกิจกรรมที่เคยชอบ ห่างเหินกับความสัมพันธ์เดิม หรือกระทั่งประสบกับความเครียดเรื้อรังจนมีผลต่อสุขภาพจิต
ความพยายามก็อาจไม่ใช่ทางออกของทุกสิ่งเสมอไป เพราะบางปัญหาในชีวิตก็อาจมาจากเรื่องของมาตรฐานหรือโครงสร้างที่ไม่เอื้อให้เราได้ทำมัน จนเราเผลอทุ่มเทและคาดคั้นมากเกินไป ก่อกลายเป็นปัญหาต่อตัวเราเองในระยะยาว
แล้วเราจะเอาตัวเองออกจากวัฒนธรรมนี้อย่างไรบ้าง
บางวัฒนธรรม บางความเชื่อ หากรับเอาไว้ก็สามารถส่งเสริมตัวเราในแง่ใดแง่หนึ่งได้ แต่หลายครั้งวัฒนธรรมบางอย่างในสังคมก็สร้างผลกระทบต่อตัวเรา คงจะดีกว่าถ้าเรารู้ตัวและสามารถเอาตัวเองออกมาได้ ก่อนที่มันจะทำร้ายเราไปมากกว่านี้
สิ่งสำคัญที่สุดของการค่อยๆ พาตัวเองออกมาจากวัฒนธรรมการเค้นให้ดีสุดในทุกด้าน คือการเรียนรู้และยอมรับกับตัวเองว่า ไม่ใช่ทุกอย่างในชีวิตต้องสมบูรณ์แบบ เราไม่จำเป็นต้องทำให้ได้เต็มร้อย ไม่จำเป็นต้องเป็นที่หนึ่งในออฟฟิศ หรือไม่จำเป็นต้องเป็นคู่เดตที่ดีที่สุดเสมอไป เพราะท้ายที่สุดแล้ว หากจะมีใครสักคนคอยให้คะแนนชีวิตของเรา กรรมการคนนั้นก็มักหนีไม่พ้นตัวเราเอง การยอมปล่อยให้บางเรื่องดำเนินไปตามทางของมันบ้าง อาจช่วยให้เราไม่ต้องแบกรับความเหนื่อยหน่ายและความกดดันกับตัวเองมากเกินไป
หลายครั้งเราเองก็อาจกำลังทุ่มเททุกหยาดเหงื่อให้กับหลายสิ่งมากเกินความจำเป็น หากเป็นไปได้ การถอยออกมาสักก้าวหรือสองก้าว อาจช่วยให้เราเห็นชัดขึ้นว่าสิ่งใดคือเรื่องที่ควรให้ความสำคัญจริงๆ แล้วจึงค่อยจัดลำดับความสำคัญของแต่ละเรื่องอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อให้ตัวเองได้ทบทวนว่า พลังที่เรามีควรถูกใช้ไปกับอะไร และอะไรที่อาจไม่จำเป็นต้องฝืนแบกรับไว้ทั้งหมด
ท้ายสุดแล้ว การทำอะไรให้พอดิบพอดี ไม่มากไม่น้อยเกินไป ก็สามารถทำให้เราไปถึงเป้าหมายได้ด้วยเช่นกัน แม้มันจะช้าไปบ้าง แต่มันก็ยั่งยืนกว่าการเค้นตัวเองจนเหยื่อยเกินไป
เอาล่ะ ทำงานเสร็จแล้ว ขอนอนพักดูหนังให้สบายใจหน่อยดีกว่า
อ้างอิงจาก
lifestyle.sustainability-directory.com