เมื่อฟีดข่าวมาไวไปไว ไม่ทันไรก็ต้องกระโจนเข้าประเด็นใหม่เสียแล้ว ทั้งที่บางเรื่องเรายังพูดคุยกันไม่สะเด็ดน้ำเลย ทั้งปัญหาสารพิษในแม่น้ำ น้ำท่วมก็ยังไม่จบนะ ไหนจะขบวนการขายสัญชาติไทย ไปจนถึงการควบคุมเสรีภาพโดยรัฐ ซึ่งเรื่องพวกนี้พอเราเลิกพูดถึงมัน วันหนึ่งมันก็จะวนกลับมา แล้วเราก็ต้องมาถอดบทเรียนในเรื่องเดิมๆ อีก
ยังมีอีกหลายเรื่องที่เราไม่อยากให้คุณพลาดไป The MATTER ได้รวบรวมมาให้แล้ว ไม่ใช่เพราะเราอยากให้คุณต้องอ่านทุกข่าวที่เกิดขึ้น แต่เราไม่อยากให้คุณลืมว่า เบื้องหลังของหน้าข่าวเหล่านี้ มีชีวิตของผู้คน มีคนเดือดร้อน มีการสูญเสียเกิดขึ้นจริง และมันอาจส่งผลกระทบต่อคุณก็ได้ในอนาคต

ในน้ำมีสารหนู ในนามีสารพิษ
วันที่ 1 พฤศจิกายนที่ผ่านมา กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) เผยข้อมูลมลพิษทางน้ำในแม่น้ำกก-รวก-สาย พบว่า แม่น้ำสายมีปริมาณสารหนูเกินเกณฑ์มาตรฐานทุกจุดที่ตรวจวัด ขณะที่แม่น้ำโขงเริ่มพบแนวโน้มปริมาณสารหนูสูงขึ้น
แม้จะยังไม่มีการยืนยันว่าน้ำประปามีการปนเปื้อนหรือไม่ แต่กรมอนามัยได้แนะนำให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการบริโภคกุ้ง หอย และเครื่องในปลา จากแม่น้ำกกและแม่น้ำสาย บริเวณที่พบสารหนูและโลหะหนักเกินมาตรฐาน
ล่าสุด มหาวิทยาลัยเชียงใหม่และกรมควบคุมโรค ระดมกำลังสุ่มตรวจสุขภาพประชาชนในพื้นที่ลุ่มน้ำกก อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ ผลเบื้องต้นพบว่า เจอความผิดปกติของเอนไซม์ในตับและการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนไทรอยด์ แม้จะยังสรุปไม่ได้ว่า ความผิดปกติเหล่านี้เกิดจากสารปนเปื้อนในแม่น้ำหรือไม
ขณะที่รายงานของไทยพีบีเอส เผยข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์สืบสกุล กิจนุกร นักวิชาการสำนักวิชานวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง พบว่า ดินในพื้นที่ปลูกข้าวมีสารหนูเกินมาตรฐาน 11 จาก 20 ตัวอย่าง ขณะที่เมล็ดข้าวพบสารหนูเกินมาตรฐาน 16 จาก 20 ตัวอย่าง และพบตะกั่วเกินมาตรฐานอีก 1 ตัวอย่าง แม้จะยังไม่มีรายงานว่าผลผลิตได้กระจายสู่ตลาดแล้วหรือไม่
นี่เป็นปัญหามลพิษข้ามแดน สารหนูที่พบมาจากกระบวนการสกัดแร่จากเหมืองทองคำและโลหะในรัฐฉาน ก่อนไหลปนเปื้อนลงสู่แม่น้ำสายและแม่น้ำกก และจะไหลไปรวมกับแม่น้ำโขงในที่สุด
นี่เป็นปัญหาที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขมานานกว่า 2 ปีแล้ว แต่ก็ไม่มีแนวทางเยียวยาที่ชัดเจนจากภาครัฐ ไม่มีแม้กระทั่งการบรรจุปัญหานี้ในการแถลงนโยบายของรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ภาระจึงตกอยู่กับประชาชน ครัวเรือนจำนวนมากกลับยอมจ่ายเงินราว 1,800 ต่อเดือน เพื่อซื้อน้ำสะอาดเพื่อบริโภคแทน
ขยับจากภาคเหนือ ลงมาที่ภาคตะวันออก ในพื้นที่ ต.หัวหว้า อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี มีรายงานพบคราบสีรุ้งคล้ายน้ำมันบนผิวน้ำและน้ำท่วมบริเวณใกล้บ่อฝังกลบกากอุตสาหกรรม ชาวบ้านต่างกังวลว่าสารเคมีและโลหะหนักอาจตกค้างในนา แหล่งน้ำ ก่อนจะสะสมในร่างกายของทุกคนผ่านการอุปโภคบริโภค
“เราไม่อยากเป็นหมู่บ้านมะเร็ง” เสียงสะท้อนจากชาวบ้านในพื้นที่ออกมาเรียกร้องต่อภาครัฐให้จัดการปัญหามลภาวะที่มาจากโรงงานขยะ พวกเขาต้องเผชิญกลิ่นสารเคมีและฝุ่นจากพื้นที่กองของเสียมาราว 4 ปี ขณะที่บางคนมีอาการแน่นหน้าอกและหายใจไม่สะดวก โดยชี้ว่า เพราะการพัฒนาเขตอุตสาหกรรมในภาคตะวันออก และการผ่อนปรนกฎหมายโรงงาน ทำให้ปราจีนบุรีมีสภาพไม่ต่างจากถังขยะของโลก
อ่านสาเหตุทำไมปราจีนบุรีถึงกลายเป็นถังขยะของโลกได้ ที่นี่
กระทรวงสาธารณสุขคัดกรองประชาชน 613 คนในพื้นที่เสี่ยง พบ 116 คนมีอาการผิดปกติ ส่วนใหญ่เป็นผื่นคัน ผื่นแดง และตุ่มน้ำใส ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการสัมผัสน้ำเป็นเวลานาน ชาวบ้านยังวิตกเรื่องความปลอดภัยของน้ำประปาหมู่บ้าน ปลา และผลผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะเมื่อบางครอบครัวต้องพึ่งพาแหล่งน้ำในพื้นที่เพื่อดำรงชีวิต
แม้ภาครัฐจะมีคำสั่งปิดโรงงานชั่วคราว แต่ชาวบ้านยังคงเห็นควันลอยออกจากโรงงาน และเห็นรถบรรทุกวิ่งอยู่บนภูเขาขยะ ชาวบ้านกว่า 2,000 คน ได้ร่วมกันแสดงจุดยืน สั่งปิดโรงงานขยะพิษเป็นการถาวร และเรียกร้องให้รัฐขนย้ายภูเขาขยะออกจากพื้นที่ให้เร็วที่สุด หยุดไม่ให้ปราจีนบุรีกลายเป็นพื้นที่ขยะโลก
ทั้งหมดนี้ก็เพียงเพื่อเหตุผลที่ว่า ไม่ควรมีใครต้องตายเพราะสารพิษที่ชุมชนไม่ได้ก่อ

ไร้ข้อสรุปมหากาพย์โกงสอบท้องถิ่น
ย้อนกลับไปในปี 2568 มีข้อร้องเรียนเรื่องการทุจริตสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น หลังพบความผิดปกติในการแก้ไขคะแนนสอบ โดยพบว่า มีผู้สอบผ่าน 55,193 คน โดยในจำนวนนี้พบผู้ที่มีการแก้ไขคะแนนสอบ 5,925 คน ขณะที่ผู้สอบผ่านโดยสุจริตมี 49,274 คน
เมื่อทราบข้อมูล กระทรวงมหาดไทยจึงเพิกถอนการบรรจุผู้ที่มีคะแนนสอบผิดปกติ และระงับสิทธิการบรรจุของผู้เกี่ยวข้อง โดยกระทรวงเผยว่ามีผู้ถูกเพิกถอนการบรรจุ 3,868 คน และถูกระงับการบรรจุอีก 2,057 คน
อย่าลืมว่ายังมีผู้สอบผ่านอย่างสุจริตที่ได้รับผลกระทบด้วย เพราะถูกโกงคะแนนและแซงลำดับ ทำให้บางคนเสียโอกาสในการเลือกพื้นที่ทำงานหรือบางคนอาจไม่ได้รับการเรียกบรรจุตามที่ควรจะเป็น
คนที่เสียหายที่สุดคือประชาชน เงินเดือนที่จ่ายไปแล้วจะชดใช้อย่างไร? เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2569 วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า รัฐกำลังหารือกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาว่าจะสามารถเรียกเงินเดือน เงินตอบแทน และสวัสดิการคืนจากผู้ที่ทุจริตได้อย่างไร โดยมองว่าการบรรจุคนกลุ่มนี้ตั้งแต่แรกไม่ควรเกิดขึ้น เพราะได้ตำแหน่งมาจากคะแนนสอบที่ไม่ถูกต้อง
เบื้องต้นมีผู้ถูกเพิกถอนการบรรจุเกือบ 4,000 คน ซึ่งได้รับเงินเดือนเฉลี่ยเดือนละ 15,000 ถึง 16,000 บาท แต่รัฐยังไม่ได้สรุปยอดเงินที่ต้องเรียกคืนทั้งหมด เพราะต้องคำนวณระยะเวลาการทำงานของแต่ละคน และรอความเห็นทางกฎหมายว่าจะเรียกคืนได้ทันทีหรือต้องรอให้ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดก่อน
รัฐยังต้องชดเชยความเสียหายให้กับผู้ที่สอบผ่านอย่างสุจริตด้วย ซึ่งพวกเขาก็ต้องรอการจัดลำดับบัญชีใหม่ จากนั้นจึงเรียกบรรจุ ขณะที่สังคมยังถามหาความรับผิดชอบของหน่วยงานจัดสอบ เนื่องจากรัฐจ่ายค่าจัดสอบให้มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒไปแล้ว 3 งวด และกำลังหารือกับอัยการสูงสุดว่าจะเรียกคืนค่าใช้จ่ายดังกล่าวได้หรือไม่ ส่วน ป.ป.ช. มีกำหนดรายงานความคืบหน้าการไต่สวนในเดือนพฤศจิกายนนี้

จ่ายกันไม่กี่พัน ซื้อสัญชาติไทย
ใครจะคิดว่าการขายชาติ (ในนิยามของชาติกำเนิด) จะกลายเป็นสิ่งที่ขายได้ขึ้นมาจริงๆ
ที่ผ่านมา มีขบวนการสวมสิทธิ โดยใช้วิธีหาชายไทยมารับรองว่าเป็นบิดาของเด็กที่เกิดจากแม่ชาวต่างชาติ ทั้งที่ไม่ได้มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดกันจริงๆ หรือที่เรียกกันว่า “พ่อทิพย์” เพื่อให้เด็กได้รับสัญชาติไทยผ่านหลักการสายโลหิต
จากการรายงานของ บีบีซีไทยเผยการสอบสวนว่า ชายไทยที่รับจ้างเป็นพ่อทิพย์จะได้รับเงินตั้งแต่หลักพันไปจนถึงหลักหมื่นบาท ขณะที่ครอบครัวชาวจีนบางรายจ่ายเงินเกือบแสนบาทสำหรับแพ็กเกจฝากครรภ์และทำคลอด พร้อมบริการจัดหาพ่อไทยเพื่อรับรองบุตรแบบทิพย์ๆ
ตัวละครในขบวนการนี้ ยังรวมไปถึงเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลเอกชน และเจ้าหน้าที่ทะเบียนเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย โดยพนักงานโรงพยาบาลเอกชนบางรายรับหน้าที่เสนอแพ็กเกจฝากครรภ์และคลอดบุตรให้ครอบครัวชาวจีน ก่อนจัดหาชายไทยมารับรองบุตร เพื่อให้โรงพยาบาลออกหนังสือรับรองการเกิด หรือ ทร.1/1 ซึ่งเป็นเอกสารสำคัญที่นำไปใช้ขอสูติบัตรและดำเนินการเรื่องสัญชาติได้
ข้อมูลจากกรมการปกครองระบุว่า พบเด็กที่ต้องสงสัยจากขบวนการพ่อทิพย์รวม 1,483 คน และมีการจับกุมผู้เกี่ยวข้องแล้ว 67 คน จาก 74 หมายจับ
ประเด็นที่น่าจับตาคือ โรงพยาบาลเอกชนมีส่วนรู้เห็นกับขบวนการนี้มากน้อยแค่ไหน? เพราะข้อมูลจากกระทรวงมหาดไทยระบุว่าพบเด็กที่ต้องสงสัยว่าเป็น “กุมารทิพย์” ซึ่งคลอดในโรงพยาบาลเอกชน 11 แห่งทั่วกรุงเทพฯ ขณะที่กรมสนับสนุนบริการสุขภาพได้ยึดเวชระเบียนที่เกี่ยวข้องกว่า 400 รายการส่งให้ตำรวจตรวจสอบแล้ว
ด้านกระทรวงมหาดไทยและกรมสนับสนุนบริการสุขภาพชี้แจงว่า จากการตรวจสอบพบเป็นการกระทำผิดของเจ้าหน้าที่บางราย ไม่ใช่การกระทำของโรงพยาบาล และได้ปรับมาตรการให้พ่อแม่ต้องไปแจ้งเกิดกับนายทะเบียนด้วยตนเอง ไม่มอบหมายให้เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลดำเนินการแทน
แต่ปิยรัฐ จงเทพ สส.พรรคประชาชนซึ่งติดตามเรื่องนี้กลับเห็นว่า โรงพยาบาลก็ต้องรับผิดชอบต่อระบบออกเอกสารรับรองการเกิดที่มีความสำคัญต่อการได้มาซึ่งสัญชาติไทยด้วย
ยิ่งไปกว่านั้น ขบวนการยังมีเจ้าหน้าที่รัฐเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย โดยมีทั้งเจ้าหน้าที่ทะเบียนสำนักงานเขตธนบุรีที่ถูกกล่าวหาว่าช่วยดำเนินการด้านเอกสาร และเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลที่เกี่ยวข้องกับการออกหนังสือรับรองการเกิด นอกจากนี้ ในขบวนการ “บ้านผี” (จงใจทุจริต สร้างข้อมูลบ้านและบุคคลขึ้นมาในระบบ ทั้งที่ไม่มีบ้านหรือบุคคลนั้นอยู่จริง) ยังพบเจ้าหน้าที่รัฐในระบบทะเบียนตั้งแต่ระดับปลัดอำเภอถึงเจ้าหน้าที่ทะเบียนท้องถิ่นถูกดำเนินคดี
สิ่งที่น่ากังวลคือ เจตนาของการซื้อขายสัญชาตินั้นทำไปเพื่อสิ่งใด มีความเป็นไปได้หลายทาง ตั้งแต่การถือครองอสังหาริมทรัพย์ ทำธุรกิจแทนคนต่างชาติ ปกปิดตัวตน หรือการถ่ายโอนทรัพย์สินและฟอกเงิน รัฐยังชี้ชัดไม่ได้ด้วยว่าขบวนการนี้เริ่มทำกันมาตั้งแต่เมื่อไหร่ มันแทรกซึมระบบทะเบียนราษฎร์ของไทยไปมากแค่ไหนแล้ว ไม่แน่ว่าเราจะมีนายกรัฐมนตรีเป็นเด็กที่มาจากการสวมสิทธิคนไทยก็ได้เช่นกัน

น้ำท่วมทุกปี คนจนเดือดร้อนทุกครั้งไป
ทุกครั้งที่น้ำเหนือไหลบ่าสู่พื้นที่ลุ่มต่ำในภาคกลาง จังหวัดพระนครศรีอยุธยามักเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ต้องรับน้ำ ซึ่งเกษตรกรต้องเผชิญกับน้ำท่วมพื้นที่เพาะปลูกอยู่ร่ำไป บ้างก็ตัดพ้อว่า พื้นที่อยุธยาต้องกลายเป็นเขตรับน้ำ ก่อนที่มวลน้ำจะไหลสู่ไข่แดงอย่างกรุงเทพฯ
ในปี 2569 ชาวนาบางส่วนตัดสินใจทำนาต่อ โดยฟังคำเตือนของภาครัฐที่คาดการณ์ว่าปีนี้จะเกิดภัยแล้งจากปรากฏการณ์เอลนีโญ แต่กลับกลายต้องมาเจอกับฝนตกหนักและน้ำท่วมในช่วงที่ข้าวใกล้เก็บเกี่ยว ทำผลผลิตเสียหายจำนวนมาก
รายงานของ บีบีซีไทย เผยความเดือดร้อนของชาวนาใน ต.มารวิชัย อ.เสนา ซึ่งเริ่มได้รับผลกระทบจากฝนตกหนักตั้งแต่วันที่ 24 กันยายน 2569 เกษตรกรบางรายระบุว่าตัดสินใจทำนาต่อหลังได้รับข้อมูลว่าปริมาณน้ำจะไม่เพียงพอและควรเร่งเพาะปลูก แต่หลังจากนั้นกลับเกิดฝนตกหนัก ประกอบกับการระบายน้ำจากระบบชลประทานที่ปล่อยน้ำลงทุ่งเร็วกว่าที่เกษตรกรคาดการณ์ไว้ ทำให้นาข้าวที่กำลังจะเก็บเกี่ยวจมน้ำเสียหาย
รายงานล่าสุด พบว่ามีนาข้าวเสียหายอย่างน้อย 584 ไร่ และมีเกษตรกรได้รับผลกระทบแล้ว 36 ราย โดยชาวนาบางคนระบุว่าผลผลิตเสียหายทั้งหมด เพราะน้ำมาถึงในช่วงที่ข้าวใกล้สุกและพร้อมเก็บเกี่ยวแล้ว พวกเขากลับต้องเสียค่าเก็บเกี่ยวและรายได้ที่ควรได้รับจากการขายข้าวด้วย
สภาพอากาศในปัจจุบันมีความซับซ้อนขึ้นจากความแปรปรวนของภูมิอากาศและภาวะโลกร้อน แม้โดยทั่วไปเอลนีโญมักสัมพันธ์กับสภาพอากาศแห้งแล้งในประเทศไทย แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีฝนตกหนักเลย เพราะภัยแล้งเกิดได้จากหลายปัจจัย และสำหรับประเทศที่พึ่งพิงเกษตรกรรมอย่างไทย ก็จำเป็นต้องมีแผนรับมือต่อสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวนมากขึ้น
เราอาจเคยได้ยินประโยคที่ว่า “คนจนและเกษตรกรจะเป็นด่านแรกของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” ด้วยอาชีพเกษตรกรรมที่จะอยู่รอดได้ตามความปราณีของลมฟ้าอากาศ พืชต่างๆ จะอ่อนแอและเป็นโรคได้ง่ายขึ้น ผลผลิตก็ย่อมลดลงไปด้วย เกษตรกรต้องจ่ายต้นทุนอย่างน้ำ ปุ๋ย และสารเคมีมากขึ้น เพื่อรักษาปริมาณผลิตผลให้ขาดทุนน้อยที่สุด
พวกเขายังมีปัญหาหนี้สิน ปัญหาที่ดินทำกิน หากคนหน้าด่านยังไม่สามารถมีความเป็นอยู่ที่ดีได้ ไม่ช้าก็เร็ว ปัญหาที่เกิดขึ้นในภาคการเกษตรกรรม มันอาจส่งผลต่อชีวิตของคุณได้เช่นกัน

รัฐฟ้องปิดปาก เสรีภาพสื่อที่สั่นคลอน
ทวนความจำกันหน่อย คดี SLAPP (Strategic Lawsuit Against Public Participation) หรือการฟ้องร้องเพื่อระงับการมีส่วนร่วมของประชาชน มักถูกใช้เป็นเครื่องมือของรัฐในการปิดปากนักเคลื่อนไหว นักสิทธิฯ นักการเมือง ไปจนถึงสื่อมวลชนที่ออกมาเปิดโปงการทำงานของรัฐบาล
ซึ่งผู้ถูกฟ้องไม่จำเป็นต้องแพ้คดี แค่ต้องเสียเวลา เสียค่าใช้จ่าย เสียสุขภาพจิตเพื่อมาต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรมก็เพียงพอต่อการทำให้พวกเขาไม่กล้าออกมาเปิดเผยข้อมูลการทำงานของภาครัฐหรือกลุ่มทุนใหญ่ได้อีก
ในปี 2569 เอง ก็มีคดี SLAPP ที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงหลายครั้ง หนึ่งในนั้นคือ กรณีที่กรมการปกครองแจ้งความดำเนินคดีกับสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง และผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีอีก 2 คน หลังออกมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับข้อสงสัยว่าข้อมูลผู้มีสิทธิเลือกตั้งกว่า 53 ล้านรายชื่ออาจรั่วไหลและถูกนำไปขายในตลาดมืด โดยกรมการปกครองชี้แจงว่าข้อมูลดังกล่าวคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง และอาจเข้าข่ายความผิดฐานหมิ่นประมาทและความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ก่อนมอบหมายให้ผู้แทนเข้าแจ้งความดำเนินคดีเมื่อเดือนเมษายน
อีกกรณีคืออดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานยื่นฟ้องบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวของสำนักข่าว The Isaan Record จากการรายงานข่าวเกี่ยวกับข้อกล่าวหาเรื่องการเรียกรับสินบนเพื่อส่งแรงงานไทยไปเก็บผลไม้ป่าที่ประเทศฟินแลนด์ โดยเรียกค่าเสียหาย 50 ล้านบาทจากบรรณาธิการบริหาร และ 1 ล้านบาทจากบรรณาธิการข่าว แม้ภายหลังจะถอนฟ้องบรรณาธิการบริหาร แต่คดีกับบรรณาธิการข่าวยังคงดำเนินต่อ
กรณีเหล่านี้ทำให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งผลักดันกฎหมายป้องกันการฟ้องปิดปาก หรือ Anti-SLAPP เพื่อคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ประชาชน และสื่อมวลชนที่ทำงานเพื่อประโยชน์สาธารณะ โดยเห็นว่าผู้มีอำนาจและบุคคลสาธารณะควรพร้อมรับการตรวจสอบและคำวิจารณ์
นอกจากเรื่องเสรีภาพในการแสดงออก เสรีภาพของสื่อสาธารณะก็เผชิญกับโจทย์ท้าทาย เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2569 ศุภชัย ใจสมุทร สส.พรรคภูมิใจไทย กับคณะ ได้เสนอร่างแก้ไข พ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย โดยเสนอให้เปลี่ยนแหล่งรายได้หลักของไทยพีบีเอส จากเงินบำรุงที่จัดเก็บจากภาษีสุราและยาสูบ มาเป็นงบประมาณรายจ่ายประจำปีของรัฐบาล
ผู้เสนอให้เหตุผลเรื่องวินัยการเงินการคลัง แต่ข้อกังวลคือ หากไทยพีบีเอสต้องพึ่งพางบประมาณที่รัฐบาลจัดสรรให้ทุกปี ก็อาจเป็นแรงกดดันกลายๆ ให้สื่อต้องทำงานตามความพึงพอใจของรัฐบาล การเปลี่ยนแหล่งรายได้ย่อมเกี่ยวข้องกับหลักประกันความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะด้วย
ขณะนี้ร่างกฎหมายดังกล่าวเพิ่งผ่านการรับฟังความเห็น ผ่านระบบของรัฐสภา พบว่า มีผู้ร่วมแสดงความเห็น 124,602 คน ในจำนวนนี้ไม่เห็นด้วยประมาณ 90,237 คน (72.42%) ขั้นตอนต่อไป สภาจะต้องจัดทำรายงานรับฟังความคิดเห็นประกอบร่างกฎหมาย และเพราะมันเป็นร่างกฎหมายการเงิน จึงต้องส่งให้นายกรัฐมนตรีพิจารณารับรองก่อน จึงจะบรรจุเข้าสู่วาระสภาฯ ได้ ทั้งนี้ ยังไม่มีกรอบเวลาชัดเจนว่าจะเข้าสภาเมื่อใด

ยังมีคนต้องจำคุก เพราะเห็นต่าง
จากข้อมูลล่าสุดถึงเดือนพฤศจิกายน 2569 iLaw เผยว่า มีผู้ถูกคุมขังในเรือนจำด้วยคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 อย่างน้อย 33 คน
หนึ่งในนั้นคือ อานนท์ นำภา ทนายความด้านสิทธิมนุษยชนและอีกบทบาทหนึ่งคือพ่อลูกสอง เขาออกมาเรียกร้องในการชุมนุมเมื่อปี 2563 โดยขอให้มีการตรวจสอบสถาบันพระมหากษัตริย์ ในวันนั้นเขาแต่งตัวเป็นพ่อมดแฮร์รี่ พอตเตอร์ เพื่อสื่อเป็นนัยว่า การปฏิรูปของสังคมไทยต้องไปให้ถึงประเด็นที่ถูกห้ามไม่ให้พูดถึง เช่นเดียวกับการห้ามเอ่ยถึงนามของลอร์ดวอลเดอมอร์ ในนิยายพ่อแม่น้อยชื่อดัง
เมื่อ 30 ต.ค. ที่ผ่านมา ศาลอาญาพิพากษาจำคุกเขาเป็นเวลา 2 ปี 8 เดือน ในความผิดฐานดูหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และนี่เป็นเพียง 1 ใน 14 คดีที่ฟ้องร้องอานนท์ในข้อหาเดียวกัน ทำให้โทษจำคุกสะสมที่เขาได้รับจนถึงตอนนี้มีมากกว่า 34 ปีแล้ว ส่วนอีก 2 คดียังอยู่ระหว่างการพิจารณา
แม้ปัจจุบันจะมี พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขบังคับใช้แล้ว ตามคอนเซปต์นี่จะเป็นกฎหมายล้างผิดให้ผู้ต้องหาคดีการเมือง จากปมขัดแย้งในอดีตที่ผ่านมา เพื่อเริ่มต้นกันใหม่อีกครั้งหนึ่ง แต่คดีตามมาตรา 112 ไม่ได้รับการนิรโทษกรรมด้วย
เหตุผลของฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยให้นิรโทษกรรมนักโทษคดี 112 และโดยมากเป็นเสียงจากกลุ่มอนุรักษนิยมและฝ่ายรัฐบาล ให้เหตุผลว่า มาตรา 112 มีไว้คุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนในชาติ การละเมิดหรือดูหมิ่นจึงถูกจัดอยู่ในหมวดความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ไม่ใช่คดีการเมืองทั่วไป
ระหว่างที่กระบวนการยุติธรรมยังไม่ยุติลง และไม่รู้ว่าจำนวนปีจำคุกของอานนท์จะเพิ่มไปมากเท่าไหร่ เขายังคอยเขียนจดหมายถึงลูกของเขา คอยส่งความรักและความคิดถึง บอกเล่าชีวิตหลังรั้วเรือนจำและยังฝากย้ำเตือนสังคมว่าการจินตนาการถึงสังคมใหม่ไม่ใช่เรื่องผิด
“ปีนี้จะเป็นปีที่พ่อต้องเข้มแข็งขึ้นในทุกๆ วัน ทั้งร่างกายและจิตใจ เพื่อยืนยันว่า 2+2=4 ขอให้พวกเธอเข้มแข็งเช่นกัน รอวันพ่อกลับบ้าน ในวันที่พวกเรามีสิทธิเสรีภาพ ในวันที่ฟ้าเปิด และดอกไม้เบ่งบาน” เขาเขียนถึงลูก เมื่อต้นปี 2568 ที่ผ่านมา
และเมื่อต้นปีนี้ เขาได้เขียนจดหมายอีกฉบับ ความหนึ่งว่า “การอยู่ที่นี่ อยู่ในนี้ คือการต่อสู้ เป็นหนึ่งในจุดของการต่อสู้ในภาพใหญ่ ในขบวนของพวกเรา ขอให้ทุกๆคนทำหน้าที่ทางประวัติศาสตร์ของตนเอง เป็นหนึ่งในหยดน้ำเล็กๆ ที่จะหลอมรวมเป็นมหาสมุทรในวันพรุ่งนี้”