ภาพจำของจังหวัดปราจีนบุรีสำหรับทุกคนเป็นแบบไหนกันบ้าง?
แต่ในวันนี้สิ่งที่ลอยขึ้นมาอย่างแรกอาจไม่ใช่ทุเรียน ส้มโอ หรือผลไม้ตามฤดูกาล แต่เป็นภาพของกองขยะ และกากอุตสาหกรรมที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ภาพของโรงงานรีไซเคิล หรือโรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ กลายเป็นสิ่งที่ทำให้คนภายนอกลืมไปแล้วว่าปราจีนบุรีนั้นขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองเกษตรกรรม
การลักลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศ การเป็นแหล่งรวมกากอุตสาหกรรม และการรั่วไหลของสารเคมีจากโรงงานอุตสาหกรรมที่ปนเปื้อนอยู่ในพื้นที่ตอนนี้ กำลังเป็นวิกฤตที่ถูกพูดถึง แต่ปัญหาเหล่านี้มีที่มาจากอะไรกันแน่ ทำไมเรื่องนี้อาจทำให้ไทยกลายเป็น “ถังขยะโลก”
The MATTER ได้พูดคุยและไขข้อสงสัยนี้กับ นราธิป ทองถนอม เจ้าหน้าที่สื่อและเผยแพร่มูลนิธิบูรณะนิเวศ ผู้ที่ได้ลงไปสัมผัสกับพื้นที่จริง และรับรู้ถึงหายนะที่กำลังเกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อมไทย
ไทยมีกฎหมายห้ามนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงกลับสวนทางกัน
เริ่มต้นเรื่องจากการเข้ามาของ ‘ขยะอิเล็กทรอนิกส์’ ที่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงกลับสวนทางกับกฎหมายห้ามนำเข้าอิเล็กทรอนิกส์ของไทย ซึ่งกระทรวงพาณิชย์เคยประกาศจุดยืนว่า “ไทยไม่ใช่ถังขยะโลก”โดยออกประกาศห้ามนําเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์จํานวน 428 รายการ เพื่อป้องกันการลักลอบนําขยะเข้ามาทิ้งในประเทศ โดยกําหนดบทลงโทษว่า ผู้ฝ่าฝืนนําเข้ามีโทษจําคุก 10 ปี หรือปรับเป็นเงิน 5 เท่าของราคาสินค้าหรือทั้งจําทั้งปรับ
ต่อมามีการปรับปรุงกฎหมาย เพิ่มรายการสินค้าที่ควบคุมจาก 428 รายการเป็น 463 รายการ เพื่อให้สอดคล้องกับระบบพิกัดศุลกากรสากล (HS Code) ฉบับใหม่ ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2568
โดยประเทศไทยไม่อนุญาตให้นําเข้าเพื่อคัดแยก หลอม หล่อ หรือรีไซเคิล แต่อนุญาตเฉพาะขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่เกิดจากการใช้งานภายในประเทศ ร้านรับซื้อ สามารถรวบรวมส่งต่อให้โรงงานที่ได้รับอนุญาตจากกรมโรงงานอุตสาหกรรม
แต่ถึงอย่างนั้น ในช่วง 11 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 ข้อมูลจากกรมศุลกากร พบว่า สามารถจับกุมสินค้าที่เกี่ยวข้องกับความผิดด้านสิ่งแวดล้อมได้ 187 คดี น้ำหนักของกลางรวมกว่า 9.67 ล้านกิโลกรัม มูลค่ากว่า 234.4 ล้านบาท
ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 ถึงเดือนสิงหาคม 2569 ของกลางที่ตรวจยึดได้ประกอบด้วย ขยะอิเล็กทรอนิกส์จำนวน 2.7 ล้านกิโลกรัม ของเสียอันตรายจำนวน 6.6 ล้านกิโลกรัม และเศษพลาสติกกว่า 300,000 กิโลกรัม
โดยข้อมูลนี้ถูกเปิดเผยจากการตรวจสอบตู้สินค้าต้องสงสัยที่อาจเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดตามอนุสัญญาบาเซล เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 ที่สำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบัง และท่าเทียบเรือฮัทชิสัน แหลมฉบัง เทอร์มินัล (D1) จังหวัดชลบุรี เนื่องจากจุดนี้เป็นต้นทางของการนำเข้า จึงต้องมีการตรวจสอบก่อนที่การลักลอบจะถูกกระจายไปตามจุดต่าง ๆ ในประเทศ
เส้นทางของเศษโลหะจำนวนมากที่เข้ามาในไทย
แม้ประเทศไทยห้ามนําเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ แต่ยังพบโรงงาน คัดแยก ล้าง บด หลอม และหล่อ ขยะอิเล็กทรอนิกส์อยู่ และมักเป็นโรงงานไม่มีใบอนุญาต โรงงานลักลอบ ขยายกิจการ โรงงานดําเนินกิจการเกินใบอนุญาต
ก่อนอื่นเราต้องทำความเข้าใจว่าทำไมขยะถึงหลั่งไหลเข้าสู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และไทยกลายเป็นทั้งปลายทางของขยะและฐานลงทุนของธุรกิจรีไซเคิล หนึ่งในเหตุผลสำคัญ อาจเป็นการที่จีนมีนโยบายปิดประเทศรับขยะ ซึ่งเริ่มบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบในปี 2561 ห้ามนําเข้าขยะพลาสติกและขยะอิเล็กทรอนิกส์
จีนมีอุตสาหกรรมรีไซเคิลจำนวนมาก ซึ่งช่วยฐานเศรษฐกิจให้กับจีนมานาน เมื่อเข้าสู่ยุคที่จีนเปิดประเทศ และมีการค้าขายสินค้ากับต่างประเทศ ปรากฏว่านักธุรกิจจีน นำเข้ากากอิเล็กทรอนิกส์จากยุโรป อเมริกา และหลาย ๆ ประเทศ จนกิจการรีไซเคิลขยายตัว จากเดิมที่นำขยะในประเทศไปรีไซเคิลเปลี่ยนเป็นการนำขยะจากที่อื่นมารีไซเคิลด้วย
นโยบาย ‘Green China’ ของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ด้วยแนวคิดเปลี่ยนผ่านประเทศไปสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม ลดปัญหามลพิษ และผลักดันเศรษฐกิจสีเขียวทดแทนอุตสาหกรรมเดิมที่ก่อมลพิษในประเทศ โดยนโยบายนี้ของรัฐบาลจีน มีการเอาผิด และยกเลิกกิจการรีไซเคิลที่มีกระบวนการรีไซเคิลที่ไม่ปลอดภัยในหลายมณฑล พร้อมกับดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด
ขณะที่กลุ่มทุนจีนที่เคยทำธุรกิจรีไซเคิล ซึ่งมีทั้ง ทุน เครื่องจักร และองค์ความรู้ รวมถึงมีเครือข่ายคู่ค้า ผู้ส่งออกขยะ จากยุโรป อเมริกา ญี่ปุ่น ฯลฯ ได้อพยพมาตั้งกิจการรีไซเคิลนอกประเทศมากขึ้น อย่างเวียดนาม ไทย และมาเลเซีย ซึ่งไทยเป็นหนึ่งในประเทศเป้าหมายของธุรกิจนี้ ซึ่งก็มีการเข้ามาทั้งแบบถูกกฎหมาย และผิดกฎหมาย
นอกจากนี้ที่ผ่านมา กรมโรงงานอุตสาหกรรม กรมควบคุมมลพิษ กรมศุลกากร และมูลนิธิบูรณะนิเวศ
ได้เคยร่วมกันตรวจสอบตู้สินค้าต้องสงสัยที่ท่าเรือแหลมฉบัง จ.ชลบุรี หลังได้รับข้อมูลจาก Basel Action Network (BAN) ว่ามีความเสี่ยงจะมีการลักลอบขนย้ายขยะข้ามแดน จากประเทศต้นทางสหรัฐอเมริกามายังประเทศไทย
ข้อมูลจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เดือนเมษายน 2568 – มีนาคม 2569 พบข้อมูลการลักลอบส่งขยะอิเล็กทรอนิกส์ (E-waste) และขยะพลาสติก จากหลายมลรัฐของสหรัฐอเมริกาเข้าสู่ประเทศไทย รวม 714 ตู้คอนเทนเนอร์ น้ำหนักกว่า 23,205 ตัน (เฉลี่ยประมาณ 32.5 ตันต่อตู้)
และหากการลักลอบเหล่านี้เข้าสู่โรงงานรีไซเคิลในไทยได้ก็จะกลายเป็นวงจรของธุรกิจรีไซเคิล คือ 1.) นําเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ 2.) สําแดงเป็น Mix Metal Scrap นําเข้าไทย 3.) คัดแยก แยกโลหะมีค่าส่งออกจีน และทิ้งของเสียตกค้างทิ้งไว้ในไทย
เหตุผลที่ปราจีนบุรีเป็นพื้นที่รับจบ ทั้งขยะและสารเคมี
ทำไมพื้นที่ปราจีนบุรีถึงกลายเป็นพื้นที่วิกฤต ที่พบทั้งขยะอิเล็กทรอนิกส์ กากอุตสาหกรรม และสารเคมีรั่วไหล ในมุมของนราธิป ทองถนอม เขามองว่าเพราะปราจีนบุรีเป็นจังหวัดที่อยู่ติดกับพื้นที่ เขตพัฒนาภาคตะวันออก (EEC) 3 จังหวัด คือ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง นั่นหมายความว่าก็จะมีขยะและกากอุตสาหกรรมส่วนหนึ่งที่มาจากพื้นที่ EEC มาที่ปราจีนบุรีด้วย อีกทั้งปราจีนบุรีเป็นพื้นที่ที่มีโรงงานอุตสาหกรรมเกิดขึ้นเยอะอยู่แล้ว ทำเลเชื่อมต่อทั้งภาคตะวันออกและภาคกลาง มีถนนสายหลักและขนส่งที่เชื่อมโยงกับฐานอุตสาหกรรมพื้นที่ EEC ส่งผลให้ปราจีนบุรีรองรับทั้งกากอุตสาหกรรมทั้งภายในและภายนอก
ข้อมูลจากเครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง ชี้ว่า ปัจจุบัน โรงงานในปราจีนบุรี มักเป็นโรงงานที่เกี่ยวกับการกำจัดกากอุตสาหกรรมเป็นหลัก ส่วนข้อมูลตามใบอนุญาตพบว่าปราจีนบุรีจะมีใบอนุญาตโรงงานอยู่ประมาณ 1,104 ใบ (จากข้อมูลเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2569) และเมื่อแยกดูแล้วจะพบว่าอ.ศรีมหาโพธิ มีใบอนุญาตอยู่ประมาณ 450 ใบอนุญาต รองลงมา อ.กบินทร์บุรี มีใบอนุญาต 446 ใบอนุญาต ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการกระจุกตัวของโรงงานก็จะอยู่ใน 2 อำเภอนี้
โดยใบอนุญาตที่พบมากที่สุดในปราจีนบุรี เป็นโรงงานประเภท 105 เป็นการคัดแยกหรือฝังกลบ มี 83 ใบ และ ประเภท 106 เป็นการรีไซเคิล มี 73 ใบ
นราธิปคิดว่าปัญหาหลังจากน้ำท่วมที่พบทั้งน้ำสีรุ้ง และปลาลอยตายเกลื่อนคลอง อาจมีต้นสายปลายเหตุจากจุดเริ่มต้นเดียวกัน แม้ภาครัฐต้องลงพื้นที่ไปตรวจหาสาเหตุ แต่หลักฐานอย่างจำนวนใบอนุญาตในพื้นที่นี้ ก็เกิดการตั้งคำถามได้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนี้เกี่ยวข้องกับโรงงานหรือไม่ และรัฐควรต้องหาต้นเหตุให้ชัดเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน
“ไม่แปลกที่จุดที่มีการร้องเรียนหรือพบปัญหาจะกระจุกอยู่ในศรีมหาโพธิ เพราะอยู่ใกล้นิคมอุตสาหกรรม แต่เรายังต้องตรวจสอบว่ามลพิษมาจากจุดไหน มีการเก็บตัวอย่างตรงไหน และผลตรวจบอกอะไรบ้าง บางส่วนอาจไหลไปตามน้ำและกระจายออกไปได้“
จุดลักลอบทิ้งสู่จุดเริ่มต้นวิกฤตสิ่งแวดล้อม
ข้อมูลที่เครือข่ายปราจีนเข้มแข็งรวบรวมระบุว่า ระหว่างปี 2560–2569 พบจุดลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมในจังหวัดปราจีนบุรี 64 จุด โดยอยู่ในอำเภอศรีมหาโพธิ 30 จุด อำเภอกบินทร์บุรี 27 จุด อำเภอศรีมโหสถ 3 จุด อำเภอเมืองปราจีนบุรี 1 จุด อำเภอบ้านสร้าง 1 จุด และอำเภอนาดี 1 จุด ส่วนอำเภอประจันตคามยังไม่พบข้อมูล
นราธิป เป็นคนหนึ่งที่ลงพื้นที่ติดตามปัญหาในปราจีนบุรีอย่างต่อเนื่อง เขาเล่าจากมุมมองที่ได้สัมผัสกับกองขยะเหล่านี้ว่า สาเหตุหลัก ๆ ที่ลงไปก็เพราะมีเรื่องจุดลักลอบทิ้งขยะเยอะ ตอนที่ลงไปก็เจอทั้งสายไฟอยู่ตรงคลอง อยู่กลางไร่ มีทั้งไร่มันสำปะหลัง ไร่ข้าวโพด และพื้นที่สาธารณะ ซึ่งบางครั้งอาจเป็นการทิ้งโดยไม่สนใจกฎหมาย
“วันที่ไปมันอาจจะยังดูไม่หนัก แต่พอฝนตก ของที่อยู่บริเวณนั้นก็อาจถูกน้ำพัดพาไป จริง ๆ แล้วเราไม่ควรสรุปว่าโรงงานที่ถูกกฎหมายเป็นต้นเหตุ ต้องแยกตรวจสอบโรงงานที่ได้รับอนุญาตกับโรงงานเถื่อน และตรวจสอบว่าของเสียมาจากไหน”
นราธิปยังบอกว่า เรื่องการลักลอบทิ้งขยะและโรงงาน เราต้องทำให้เห็นภาพชัดเจนว่าระบบตรวจสอบตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง และปลายทางทำงานอย่างไร โดยต้นทางคือแหล่งกำเนิดของเสีย กลางทางคือการขนส่งและการจัดการ ส่วนปลายทางคือพื้นที่ที่ประชาชนพบปัญหา
สุดท้ายแล้ว คนที่อยู่ในพื้นที่คือประชาชน พวกเขาเป็นผู้พบจุดลักลอบทิ้งและแจ้งหน่วยงาน แต่ไม่ควรต้องมาพิสูจน์เองว่าขยะมาจากไหน หรือโรงงานใดเป็นต้นเหตุ หน่วยงานรัฐต้องตรวจสอบให้ชัดเจน เปิดเผยข้อมูล และดำเนินการอย่างจริงจัง
มลพิษไม่มีเขตแดน หากสารปนเปื้อนลงสู่แหล่งน้ำ ก็อาจไหลไปตามทางน้ำและกระจายไปยังพื้นที่อื่นได้ การตรวจสอบจึงต้องย้อนจากจุดที่พบปัญหาไปถึงแหล่งกำเนิด พร้อมตรวจสอบเส้นทางการขนส่งและผู้เกี่ยวข้องด้วย
“ส่วนใหญ่ต้องตรวจสอบทั้งเจ้าของที่ดินและคนที่นำขยะมาทิ้ง เจ้าหน้าที่ต้องสืบว่าใครเป็นคนเอามาทิ้ง และเจ้าของที่ดินยินยอมหรือปล่อยให้ใช้พื้นที่หรือไม่ ถ้ามีการรับเงินหรือเกี่ยวข้องกับการกำจัดกาก ก็ต้องตรวจสอบตามกฎหมายต่อไป”
พื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่กำลังประสบปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นเรื่องใกล้ตัวผู้คนและกลืนกินวิถีชีวิตมากขึ้นทุกวัน จุดเริ่มต้นของวงจรนี้มีที่มาที่ไป แม้ที่ผ่านมาจะมีการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแต่ก็ยังไม่สามารถคลี่คลายปมปัญหาที่ฝังลึกมานานได้
สถานการณ์ที่หลายฝ่ายกำลังลุกฮือขึ้นมาสืบสวนเรื่องนี้ จะถือว่าเป็นการสายเกินแก้หรือไม่ เพราะที่ผ่านมาคนในพื้นที่พบความผิดปกติมานานแล้ว และร้องเรียนมานานแล้ว แต่กลับไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงมานานแล้วเช่นกัน
เราจะทำอย่างไรให้ภาพจำของปราจีนบุรีในอดีตกลับมา ในเมื่อวันนี้ถูกกลบไปด้วยเรื่องราวของปัญหาสิ่งแวดล้อม