เรากำลังสูญเสียความหวังไหม
ในช่วงเวลาที่เรารู้สึกว่าโลกไม่เป็นใจ สิ่งที่เราพูดหรือรู้อยู่แก่ใจเสมอคือการต้องรักษาความหวังเอาไว้เสมอ เราต้องเชื่อ ‘ในอนาคต’ ในวันพรุ่งนี้
ทว่า ความหวังที่ทุกคนบอกให้เรารักษา แท้จริงแล้วคืออะไรกันแน่ แล้วในเวลาที่ดูสิ้นหวังที่สุด อะไรคือเงื่อนไขของการรักษาให้ความหวังนั้นคงอยู่ต่อไป
ในวันที่เราเหมือนจะสิ้นหวัง อะไรก็ไม่เป็นใจ สิ่งต่างๆ ล้วนผิดไปจากความคาดหวังและดำเนินไปตรงข้ามกับสิ่งที่เราคาดเอาไว้
The MATTER ชวนย้อนดูความหมายของความหวัง จากความคิดของอริสโตเติล ความหวังที่มีหลายเฉด ซึ่งความหวังที่แท้จริงนั้น อาจไม่ใช่สิ่งที่เราจะรักษาหรือมีได้โดยง่าย ความหวังอาจต้องประกอบด้วยความกลัว และความหวังที่แท้จริง เราจะมีไม่ได้เลยถ้าเราไม่ผ่านความผิดพลาด ความเจ็บปวด หรือความล้มเหลว
ที่สำคัญที่สุดเราจะมีความหวังไม่ได้ ถ้าเราไม่คาดหวังความผิดหวัง ดังนั้นความหวังจึงต้องมีความกล้าในการดำเนินเส้นทางไปสู่ความหวังอย่างมีเหตุผล ด้วยหนทางที่ดี
ในที่สุด จึงอาจเป็นเหตุผลว่า แม้ในวินาทีแห่งหายนะของมวลมนุษย์ คือเมื่อกล่องแพนดาร่าถูกเปิดออก เมื่อสิ่งเลวร้ายทั้งปวงถูกปลดปล่อยแล้ว ที่ก้นกล่อง สิ่งที่เทพเจ้าเหลือไว้ให้กับมนุษย์เรา ก็คือความหวัง (Elpis)

เข้าใจความคาด/หวังจากอริสโตเติล
ประเด็นเรื่องความหวัง การย้อนกลับไปสู่คำอธิบายยุคคลาสสิก น่าจะเป็นความเข้าใจเรื่องความหวังที่ดีได้อย่างหนึ่ง อย่างแรกคือในมุมมองของนักคิดเช่นอริสโตเติล ซึ่งมักแจกแจงและอธิบายความคิดหรือการกระทำต่างๆ โดยมีเส้นทางที่ดี (Noble) เป็นปลายทางของการกระทำ หมายความว่าภาคปฏิบัติของคุณธรรมต่างๆ มักสลับซับซ้อน เป็นสิ่งที่ต้องทบทวนพิจารณาด้วยการคิดหรือเหตุผล
คำว่าความหวัง ในภาษากรีกคือคำ ‘elpis’ อันที่จริงคำว่า elpis ภายหลังถูกนำมาใช้ในคริสตศาสนาหมายถึงความหวังด้วยความยินดี เป็นความหวังอย่างมั่นคงในพระเจ้าและการมองเห็นว่าพันธสัญญาต่างๆ จะดำเนินมาถึงในท้ายที่สุด
ทว่าคำว่า elpis ดั้งเดิมในความหมายในภาษาและปรัชญากรีก ถือเป็นคำกลางๆ หมายถึงความคาดหวังในอนาคต ซึ่งจะเป็นเรื่องดีหรือไม่ดีก็ได้ คือการคาดการณ์ได้ ทั้งนี้แกนของคำที่ยังอยู่คือ ความหวัง ความคาดหวัง ยึดโยงกับอนาคต คือเราคาดว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งจะเกิด ไม่ว่าจะด้วยความมั่นคงหรืออยู่บนความไม่แน่นอนก็ตาม
สำหรับอาริสโตเติล จึงมีอีกคำหนึ่งคือการเติม ‘eu-’ เข้าไป เป็นคำว่า euelpis คือความคาดหวังที่ดี ในภาษาไทยความหมายทั่วไปน่าจะหมายถึง ‘ความหวัง (Hope)’ นั่นแหละ ความหวังในที่นี้จึงหมายถึงการที่เราคาดไปที่อนาคตว่าจะเป็น ‘อนาคตที่ดี’
ดังนั้นในปัจจุบัน ความรู้สึกหมดหรือมีความหวัง จึงเกี่ยวข้องกับการที่เรามองไปที่อนาคตแล้ว เราเห็นว่าจะเป็นไปอย่างดีได้หรือไม่นั่นเอง

ความหวังที่แท้ มักเปราะบาง
ในงานเขียนว่าด้วยความหวังของอริสโตเติล กล่าวถึงข้อสังเกตที่อริสโตเติลมองว่า เราจะมีความหวังโดยแทิ้จริงไม่ได้เลย ถ้าเราไม่รู้สึกว่าความหวังนั้นมันเปราะบาง หรือหล่นหายได้โดยง่าย เป็นจริงได้โดยง่าย
ความหวังที่แท้จริงของอริสโตเติล จึงหมายความถึงความหวังที่อาจจะไม่เกิดขึ้นจริงก็ได้ ในการมีความหวังจึงประกอบด้วยความกลัวเสมอ ความกลัวที่ว่าปลายทางนั้นจะไม่เป็นดังที่เราหวัง อาจกลายเป็นสิ่งที่เราไม่พึงปรารถนา หรือไม่นำไปสู่ปลายทางที่ดี
อริสโตเติลค่อนข้างแยกความหวังที่ยากลำบาก ออกจากความการมองในโลกในแง่ดี (optimism) การมองโลกในแง่ดีอาจเกิดจากการตัดสินอนาคตจากประสบการณ์เชิงบวก เราอาจมองว่าเราจะไปสู่อนาคตที่ดีได้ มักประเมินจากความสำเร็จหรือความดีงามที่ผ่านมา ซึ่งตรงข้ามกับความหวังแบบที่อาจสูญสลายไปได้โดยง่าย แบบที่เปราะบาง และแบบที่อาจไม่เป็นความจริง
ดังนั้น ความหวังที่แท้จริง จึงมักประกอบด้วยการผ่านความผิดหวัง การเข้าใจว่าปลายทางอาจไม่เป็นดังคาด ไม่ดีงามดังคาด ตรงนี้เองอีกหัวใจที่อริสโตเติลกล่าวถึงของการมีความหวังที่ดีคือการมีความกล้าหาญ (Courage) คือคนที่ยังเชื่อและลงมือทำในเส้นทางที่ดี เพื่อรักษาความหวังของปลายทางที่ดีเอาไว้
ความกล้าหาญในที่นี้คือการเผชิญหน้ากับความกลัว (Fear) การกลับไปเผชิญหน้ากับความเปราะบางของตน และก้าวข้ามผ่านเพื่อลงมือเพื่อทำให้ความหวังนั้นกลายเป็นจริง

ในความรู้สึกรู้สาทั้งหมดจากมุมมองของอริสโตเติล ทั้งความหวัง ความกลัว และความกล้า ล้วนเป็นองค์ประกอบทางอารมณ์อย่างสำคัญของมนุษย์ ถ้าเราไม่มีหวังกับอะไรเลย เราก็ไม่มีความกลัว ในทางกลับกัน การที่เรายอมรับความหวัง คือการที่เรายอมรับความเป็นไปได้ที่จะล้มเหลว หรือถ้าเรามีความกลัว แปลว่าโดยลึกๆ แล้ว เราก็ยังมีความหวังฝังอยู่ที่ไหนซักแห่งเสมอ เส้นทางอันสลับซับซ้อน ต้องการความกล้าหาญในการเลือกเส้นทางเสมอ
ทั้งหมดนี้นั้นเป็นกระบวนการทางอารมณ์ที่ดี ที่สำคัญ ไม่เช่นนั้นเราจะตกอยู่ในความรู้สึกที่ไม่มีความรู้สึกคือความเมินเฉย (Apathy)
สุดท้าย ในวันที่เราอาจรู้สึกเหมือนโลกถูกถาโถมท่วมท้นด้วยคำสาป ด้วยความมืดมนจนเราแทบมองไม่เห็นปลายทางที่ดีในอนาคตได้ แต่ในที่สุดคงพ้องกับแนวคิดของอริสโตเติลว่า คือแค่เรามีความกลัวขึ้นมาในใจ อีกด้านของความกลัวย่อมฝังความหวังไว้ในซักหนแห่งเสมอ
ในความรู้สึกที่โลกปกคลุมด้วยสิ่งที่ดูสิ้นหวัง จึงอยากย้อนไปที่ตำนานสำคัญสั้นๆ คือเมื่อนางแพนดอร่าเปิดกล่องแห่งหายนะซึ่งบรรจุความชั่วร้ายต่างๆ ในวินาทีที่นางแพนดอร่าเปิดกล่องหรือไหซึ่งซุสตั้งใจใช้สาปมนุษย์นั้น เมื่อความชั่วร้ายทั้งปวดหลุดออกจากกล่อง สิ่งสุดท้ายที่หลงเหลือในกล่องคือ ‘ความหวัง’ หรือ Elpis
ไม่ว่าความหวังจะเป็นพรหรือคำสาป แต่ความหวังคงเป็นสิ่งเริ่มต้นสำคัญ ที่เราพึงรักษาไว้ ในวันที่เรามองไปไม่เห็นแสงที่ปลายอุโมงค์ แสงที่แท้แล้วย่อมมีอยู่ตรงนั้น อย่างแน่นอน
อ้างอิงจาก