ลองนึกภาพว่า คุณต้องทำงานครอบคลุมตั้งแต่การลงพื้นที่พูดคุยกับชาวบ้าน ติดตามและวิเคราะห์กฎหมาย เข้าร่วมการประชุมกับฝ่ายการเมืองต่างๆ จัดทำเอกสาร ไปจนถึงการสื่อสารรณรงค์เพื่อผลักดันนโยบายหรือกฎหมายที่มีผลต่อคนส่วนใหญ่ทั้งประเทศ
แต่ค่าตอบแทนที่คุณได้รับ เริ่มต้นเพียง 15,000 บาท โดยไม่มีการปรับขึ้นเงินเดือน ไม่มีสวัสดิการ ไม่มีแม้กระทั่งประกันสังคม ไม่สามารถยื่นกู้ซื้อรถหรือสมัครบัตรเครดิตได้ เพราะขาดความมั่นคงทางการเงิน แถมยังมีความเสี่ยงที่จะตกงานได้ตลอดเวลาหากเกิดการยุบสภาหรือเปลี่ยนผ่านทางการเมือง
แม้จะมีการพยายามผลักดันให้ปรับค่าตอบแทนเพิ่มขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับค่าครองชีพและภาระงาน แต่เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ประธานรัฐสภาก็เพิ่งสั่งยกเลิกระเบียบการขึ้นค่าตอบแทนผู้ช่วย สส. สว. และคณะทำงานการเมือง โดยให้เหตุผลว่าการปรับเพิ่มงบประมาณในส่วนนี้ยังไม่สอดคล้องกับบริบททางการเงินของประเทศ จึงเสนอให้ชะลอและยกเลิกระเบียบออกไปก่อน โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป
The MATTER ได้พูดคุยกับผู้ช่วย สส. จากพรรคประชาชน และผู้ช่วย สว. ถึงขอบเขตงานที่พวกเขาต้องแบกรับ สวัสดิการที่แทบไม่มีอยู่จริง และคำถามที่ว่าภายใต้เงื่อนไขเหล่านี้ ทำไมพวกเขาถึงยังเลือกที่จะทำอาชีพนี้อยู่ พวกเขาเห็นความสำคัญของอาชีพนี้อย่างไรบ้าง
รวมงานจิปาถะของผู้ช่วยฯ
อชิรญา บุญตา ผู้ช่วยดำเนินงาน สว. บอกกับเราว่างานที่เธอทำเริ่มตั้งแต่วิเคราะห์กฎหมาย เช่น หากมีกฎหมายเข้าสภามา ฝ่าย สว. ก็จะมอนิเตอร์ว่ามีกฎหมายอะไรเข้ามาบ้าง ก่อนจะแบ่งข้อมูลให้เธอวิเคราะห์และทำความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมายฉบับนี้ว่าคืออะไร แล้วนำไปย่อยให้เป็นภาษาคนทั่วไปเพื่อนำไปสื่อสารกับประชาชนให้เข้าใจง่ายขึ้น
ถัดมา คือ การเข้าฟังและสรุปการประชุมกรรมาธิการ เนื่องจาก สว. หลายท่านดำรงตำแหน่งในหลายคณะพร้อมกัน เช่น สว. ที่เธอทำงานด้วย นั่งอยู่ในทั้ง กมธ. พัฒนาการเมืองฯ และ กมธ. การพาณิชย์และการอุตสาหกรรม ซึ่งบ่อยครั้งมีตารางประชุมชนกัน และการรอรายงานสรุปหรือบันทึกชวเลขจากทางสภาฯ มักล่าช้าเกินไป ผู้ช่วย สว. จึงรับหน้าที่เข้าไปนั่งจับประเด็นและสรุปเนื้อหาการประชุมรายวัน เพื่อส่งต่อให้ สว. นำไปใช้งานได้ทันที
นอกจากนี้ ผู้ช่วย สว. ยังต้องลงพื้นที่เพื่อรับฟังความคิดเห็นของประชาชน เพื่อให้ได้ข้อมูลที่รอบด้านและน่าเชื่อถือมากขึ้น ก่อนนำไปใช้ในการอภิปรายเมื่อมีประชุมวุฒิสภา และจัดทำรายงานหรือบทความวิชาการ เพื่อทำข้อเสนอแนะและการสื่อสารรณรงค์ เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับทราบปัญหาและทำความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมายที่มีอยู่และกฎหมายที่อาจปรับเปลี่ยนในอนาคต
เช่นเดียวกับ พิชยา เกตุอุดม ผู้ช่วยดำเนินงาน สส.เขต กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน ที่เล่าว่าขอบเขตงานของผู้ช่วย สส. ต้องทำตั้งแต่ลงพื้นที่ ร่วมการประชุม และจัดทำเอกสาร เพียงแต่ สส. ที่เธอทำงานด้วยต้องดูแลถึง 3 เขต ดังนั้น การมีผู้ช่วย สส. เพียง 8 คน จึงทำให้รู้สึกว่าไม่เพียงพอกับภาระงานเท่านี้
พิชยาจะทำหน้าที่เป็นฝ่ายประชาสัมพันธ์ ตั้งแต่ออกแบบกราฟิก เขียนบทความ ติดตามการลงพื้นที่ของ สส. เข้าร่วมการประชุมและสรุปประชุม
โดยทั้ง 2 คน มีเงินเดือนเริ่มต้น 15,000 บาท ไม่มีสวัสดิการของรัฐหรือประกันสังคม แต่มีสวัสดิการเล็กๆ น้อยๆ จาก สส. หรือ สว. ที่ทำงานด้วย เช่น การเบิกค่าเดินทาง การรับประทานอาหารร่วมกันมื้อใหญ่ ทั้งนี้ สว. ที่อชิรญาทำงานด้วยได้นำเงินที่มีอยู่มาทบกับเงินเดือนของเธอด้วยส่วนหนึ่ง
เงินเดือน 15,000 ใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ
“เรามาจากต่างจังหวัด 15,000 บาท หักค่าเช่าบ้านไปประมาณ 7,000 บาท ค่าเดินทางอีก 2,000 บาท เหลืออยู่ 6,000 บาท มันแทบเป็นไปไม่ได้เลยนะที่เราจะอยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรี มันไม่มีทางพออยู่แล้ว” อชิรญากล่าว
ด้วยเหตุนี้ ทำให้อชิรญาต้องหารายได้เสริมจากการรับจ้างอื่น ๆ ที่พอจะทำได้ โดยไม่เบียดบังเวลาราชการ แต่เมื่อถามว่า ในใจจริงๆ อยากให้ผู้ช่วย สว. เป็นงานหลักหรืองานเสริม?
อชิรญา ตอบว่า “อยากให้อันนี้เป็นงานหลักนะ”
ขณะที่พิชยา ซึ่งตอนแรกคิดว่าจะให้ผู้ช่วย สส. เป็นงานเสริม แต่ด้วยภาระงานที่บ้างและจำนวนคนไม่เพียงพอ เธอจึงใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการทำงานนี้จนกลายเป็นงานประจำแทน
“สำหรับเรา…ที่ทำงานให้ กับ สส. แบบเขต ผู้ช่วย 8 คน ไม่พอเลย ยิ่งต้องดูแล 3 เขตแบบนี้ ยิ่งไม่พอเข้าไปใหญ่ ทำให้เราต้องแบ่งคนที่ดูแลพื้นที่ขึ้นมาดูงานสภาด้วย” พิชยา กล่าว
พิชยา เล่าต่อว่า พวกเขาทำงานกันโดยแทบไม่มีวันหยุด เพราะว่าเราไม่รู้ว่าจะมีเหตุอะไร เกิดขึ้นตอนไหน ไม่สามารถตอบช่วงเวลาที่เริ่มและเลิกงานได้อย่างชัดเจน
อาชีพไม่มั่นคง
“เรารู้สึกว่า อาชีพผู้ช่วยฯ ถูกทำให้เป็นเหมือนกับเครื่องประดับของสมาชิก ไม่ว่าจะเป็น สส. หรือ สว. ที่พูดแบบนี้เราไม่ได้หมายความว่าทีมที่เราทำงานอยู่เขาดูแลเราไม่ดีนะ แต่หากมองผ่านระบบที่มีอยู่ตอนนี้ เขาจะถอดเราออกพรุ่งนี้ก็เป็นไปได้ สมมติวันนี้ทะเลาะกัน เขาแค่เดินไปเซ็นที่ห้องข้างล่างว่าต้องการถอดอชิรญาออกจากการเป็นผู้ช่วยก็ทำได้ เพราะไม่มีสัญญาจ้างที่ระบุว่า นายจ้างต้องบอกเลิกจ้างล่วงหน้าอย่างน้อย 1 เดือน” อชิรญา กล่าว
“ก่อนหน้านี้ ที่มีการยุบสภาไปเมื่อเดือนธันวาคม 2568 เราก็ไม่มีงานสภา ต้องใช้เงินเก็บของตัวเองระหว่างรอสภาใหม่ กลายเป็นว่าเราต้องแบบหางานเสริม ซึ่งงานเสริมก็ไม่ค่าตอบแทนที่เพียงพอ เราเลยต้องกลับไปขอให้พ่อแม่เราช่วย แล้วพอสภาเปิดใหม่ เราถูกแต่งตั้งเป็นผู้ช่วย สส. แต่เงินก็ตกเบิกอีก เราเพิ่งได้เงินเดือนเมื่อประมาณกลางปีนี้เอง” พิชยา กล่าว
นอกจากปัญหารายได้และสัญญาจ้างแล้ว ความผันผวนของการเมืองไทยที่อาจมีการยุบสภา หรือเลวร้ายที่สุดคือเกิดรัฐประหาร เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้อาชีพผู้ช่วยฯ เป็นอาชีพที่ไม่มั่นคง ทั้งสองคนเล่าตรงกันว่าพวกเธอประสบความยากลำบากในการสมัครบัตรเครดิตหรือการยื่นกู้ต่างๆ
“เวลาที่เราดูสลิปเงินเดือน จะมีหมวดหมู่ว่าเงินที่เข้ามาเป็นหมวดหมู่อะไร ซึ่งเราเคยไปสมัครบัตรเครดิตที่ธนาคาร แล้วที่ธนาคารบอกว่าเงินที่เราได้รับเดือนละ 15,000 บาท ไม่ได้ขึ้นว่าเป็น ‘Salary’ แต่ขึ้นเป็น ‘Service’ หรือสวัสดิการ เราเลยเข้าใจว่า ผู้ช่วยฯ คงเป็นสวัสดิการของ สส. และ สว.” อชิรญาเล่าประสบการณ์ของเธอ
อชิรญาวิเคราะห์ว่านี่อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้การจ้างงานของผู้ช่วยฯ ไม่สร้างความมั่นคงให้กับคนทำงาน คือ ไม่สามารถมีอำนาจต่อรองที่มากขึ้น เช่น หากต้องโดนบอกเลิกจ้างก่อน 1 เดือน หรือเข้าสู่ระบบ ตามกฎหมายแรงงานที่ต้องมีใบเตือน 1-2 ครั้ง จึงจะไล่ออกได้ เพราะอาจทำให้ผู้ช่วยมีอำนาจต่อรอง และทำให้ สส. หรือ สว. ทำงานยากขึ้นระดับหนึ่ง ผู้ช่วยฯ จึงเป็นเหมือนแค่สวัสดิการหนึ่งของสมาชิกเท่านั้น
“เราอยากได้ใบรับรองเงินเดือนเพื่อไปยื่นกู้ แต่รู้ไหมว่าไม่ใช่แค่เราที่ยื่นกู้ยาก สส. ก็ยื่นกู้ยากเช่นกัน เพราะเขาจะว่ามองว่าผู้ช่วยฯ และ สส. เป็นอาชีพที่ไม่มั่นคง เพราะเราไม่รู้ว่าจะมีการยุบสภาตอนไหน ดังนั้น หากผู้ช่วยฯ หรือ สส. ต้องการซื้อรถหนึ่งคัน เราต้องดาวน์รถไปก่อนถึง 60-70% ถึงจะสามารถผ่านกู้ผ่านได้…ซึ่งกว่าจะเก็บเงินได้ขนาดนั้น เราคงต้องทำงานเป็นผู้ช่วยฯ ไปอีกสัก 4-5 สมัย” พิชยาพูดพร้อมหัวเราะ
แล้วทำไมถึงยังเป็นผู้ช่วยฯ
จากที่พูดคุยกับทั้งสองคน ดูเหมือนว่างานผู้ช่วยฯ จะทั้งมีภาระงานที่มาก รายได้ต่ำ ไร้สวัสดิการและความมั่นคง แต่ทำไมถึงยังมีคนจำนวนหนึ่งเลือกที่จะทำอาชีพนี้อยู่
“ผู้ช่วย สส. ไม่สามารถสร้างความมั่นคงอะไรให้เราได้เลย แต่ที่มาทำก็เพราะว่าเรามีแพสชั่น มีอุดมการณ์ เรายังมีแรงและมีไฟที่จะทำงานเพื่อสังคม โดย สส. ที่เราเลือกทำงานด้วยก็มีแนวคิดเรื่องระบอบประชาธิปไตย ซึ่งเรามองว่าสามารถทำงานร่วมกันได้” พิชยา ตอบ
คล้ายกับอชิรญาที่มองว่า งานนี้ยังเป็นงานในฝันของใครอีกหลายๆ คน เพราะเป็นตำแหน่งที่สามารถเข้ามาร่วมผลักดันนโยบายหรือร่างกฎหมายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนเข้าสู่สภา
อย่างไรก็ตาม ทั้งสองคนเห็นตรงกันอีกว่า หากมองอนาคตถึงวันที่พ่อแม่เกษียณหรือต้องสร้างครอบครัว การเป็นผู้ช่วยฯ อาจไม่ตอบโจทย์ชีวิต ยกเว้นเป็นคนที่บ้านมีต้นทุนทางการเงินอยู่แล้ว และด้วยเงื่อนไขนี้ อาจทำให้เกิดภาวะ ‘สมองไหล’ ที่งานซึ่งมีส่วนสำคัญในการพัฒนาประเทศมีค่าตอบแทนไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต คนที่มีความรู้ความสามารถหลายคนก็เลือกที่จะไม่ทำงานนี้
พื้นที่สีเทาระหว่างช่องว่างที่รายได้ต่ำ
“เรามองว่าค่าจ้างขั้นต่ำ 15,000 บาท ทำให้คนที่มีความสามารถสูง แต่ไม่มีต้นทุนทางการเงินไม่สามารถทำงานในระยะยาวได้ ลูกตาสีตาสาที่อยากขับเคลื่อนประเทศหรืออยากเข้ามาช่วยสังคมถูกผลักออกจากระบบ แล้วสภาก็จะเหลือแต่ลูกบ้านใหญ่หรือคนมีเงินอยู่แล้ว หรือบางคนก็อาจจะแสวงหาพื้นที่ชดเชยรายได้ของตัวเอง ทำให้วงการการเมืองมีภาพลักษณ์ที่แย่ลงไปอีก เพราะว่าคนมีอุดมการณ์และตั้งใจทำงานไม่สามารถที่อยู่ได้ และเราคิดว่านี่ไม่ใช่สภาที่ใครหลายคนอยากเห็น” พิชยา กล่าว
อชิรญาเล่าถึงพื้นที่สีเทาซึ่งมีอยู่จริงในตำแหน่งผู้ช่วยฯ และพนักงานสภาอื่นๆ โดยมองว่าอาชีพพวกนี้เป็นเหมือน Lobbyist ที่ทำหน้าที่เหมือนตัวแทนของกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ ซึ่งอาจมีการเรียกรับสินบนเพื่อเขียนรายงานในแง่ดีให้กับโครงการ หรือบางคนอาจจะยอมเสียเงินหลักแสนเพื่อซื้อตำแหน่งที่มีเงินเดือนหลักพัน เพื่อให้ตัวเองได้เข้าไปนั่งอยู่ในที่ประชุมคณะกรรมาธิการ
ส่วนกรณีที่มีคนมองว่า สส. หรือ สว. อาจแต่งตั้งญาติพี่น้องของตัวเองเพื่อให้เงินเดือน 15,000 บาท หมุนเวียนกระเป๋าของครอบครัว พิชยาเล่าว่ามีคนที่ทำแบบนั้นจริงๆ หากเปิดรายชื่อก็อาจเห็นว่าบางคนมีผู้ช่วยเป็นนามสกุลเดียวกับตัวเองเกือบทั้งหมด และอาจจะไม่ได้ทำงานเต็มศักยภาพด้วย แต่นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลที่จะให้มีการยกเลิกตำแหน่งผู้ช่วยฯ ไป
อชิรญาและพิชยามองว่า ตำแหน่งผู้ช่วย สส. และ สว. สามารถทำให้โปร่งใสได้มากกว่านี้ เพื่อสร้างความไว้วางใจให้กับประชาชน โดยมีระบบที่เปิดชื่อผู้ช่วยฯ ทั้งหมด รวมถึงรายชื่อเลขาฯ กรรมาธิการต่างๆ เพื่อให้ประชาชนรู้ว่าตอนนี้มีใครทำงานอะไรอยู่บ้าง
การยกเลิกตำแหน่งผู้ช่วยฯ
ก่อนหน้านี้ นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.แบบบัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยภักดี ได้แถลงข่าวยืนยันว่าตนเองจะแต่งตั้งผู้ช่วยดำเนินงานของ สส. เพียง 3 คน เพื่อเป็นการประหยัดงบประมาณแผ่นดิน จากนั้นคนในสังคมก็เริ่มถกเถียงกันเกี่ยวกับความจำเป็นของการมีผู้ช่วยฯ
The MATTER ถามทั้งสองคนว่า สส. และ สว. สามารถทำงานโดยไม่มีตำแหน่งผู้ช่วยฯ ได้หรือไม่?
“เราคิดว่าต้องกลับมาถามใหม่ว่า ผู้ช่วยฯ มีหน้าที่อะไร เรามองว่าแต่ละคนมีหน้าที่ต่างกันเพื่อช่วยเสริมการทำงานซึ่งกันและกัน และสมาชิกรัฐสภามีประชุมชนกันหลายนัดมากๆ ถ้าไม่มีผู้ช่วยฯ ฝ่ายเลขาฯ ก็ควรข้อมูลการประชุมทั้งหมดหลังจบการประชุมทันทีหรือส่งให้ภายในวันนั้น ซึ่งตอนนี้ก็ทำไม่ได้” อชิรญา ตอบ
นอกจากปัญหาการประชุมที่ซ้อนกันหลายนัดแล้ว อชิรญายังเห็นว่าหากไม่มีผู้ช่วยฯ สมาชิกรัฐสภาก็อาจจะไม่มีเวลาไปรับฟังเสียงประชาชน ด้วยภาระงานในสภาที่ค่อนข้างมาก โดยเฉพาะ สส.เขต ที่ควรรับฟังเสียงของประชาชนในพื้นที่ และบางข้อมูลไม่สามารถนั่งเทียนเขียนขึ้นมาได้ ก็ต้องไปถามประชาชนว่าเขารู้สึกอย่างไร การที่ผู้แทน 1 คน จะสามารถเดินทั่วทั้งเขตของตัวเองโดยไม่มีผู้ช่วยฯ จึงเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากมากๆ
“เราไม่ได้รับร้องเรียนแค่ปัญหาจากชาวบ้าน แต่เราต้องไปถึงเขตนั้นๆ เพื่อไปสังเกตการณ์ แม้ยังไม่มีชาวบ้านมาร้องเรียนอะไรก็ตาม…ล่าสุด เรามีคนที่ทำพื้นที่เขตราชเทวี ซึ่งเขาก็ไปลงพื้นที่ตามปกติ แต่ดันไปลื่นล้มตรงทางทางรถไฟ จากนั้นก็ไปถามชาวบ้าน ก็ได้รับรู้ว่าชาวบ้านก็ประสบปัญหานี้เช่นกัน ซึ่งเราก็ได้ยื่นเรื่องไปที่เขตเพื่อให้มีการแก้ไขต่อไป และหากไม่ได้ไปเดินลงพื้นที่ตอนนั้น ปัญหานี้ก็อาจไม่ถูกพูดถึงเลยก็ได้” พิชยา ยกตัวอย่างสถานการณ์
“ส่วนกรณีของ สส. บางคนที่ออกมาเรียกร้องให้ลดจำนวนผู้ช่วย สส. เราคิดว่าเขาไม่เข้าใจ เพราะเขาก็เป็น สส. บัญชีรายชื่อ ซึ่งการทำงานก็ไม่เหมือน สส. เขต ว่าเราต้องการคนเยอะขนาดไหนในการที่ลงพื้นที่หรือทำงานได้หนึ่งงาน” พิชยา เสริม
พิชยามองว่า เหล่านี้เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนของสังคม ที่อาจมองนักการเมืองในแง่ลบ ทำให้ภาพลักษณ์ของหน้าที่ผู้ช่วยฯ ถูกมองในแง่ร้ายไปด้วย เมื่อภาครัฐต้องจ่ายงบประมาณซึ่งมาจากภาษีของประชาชนมาเป็นเงินเดือนของผู้ช่วยฯ ประชาชนอาจจะรู้สึกว่าเป็นการใช้ภาษีโดยเปล่าประโยชน์ ทั้งที่ความเป็นจริงผู้ช่วยฯ มีหลายแบบ และมีส่วนอย่างมากในการทำงานเบื้องหลัง ไม่ว่าจะเป็นสายวิชาการหรือสายลงพื้นที่
“เราอาจจะมองเห็นเพียงหน้างานที่ถูกทำจนสำเร็จแล้ว ผ่านการอภิปรายในที่ประชุมสภา แต่ก่อนจะได้ข้อมูลนั้น ต้องผ่านการรวบรวมข้อมูล ลงพื้นที่คุยกับประชาชน วิเคราะห์ สรุป และนำเสนอ ซึ่งเป็นงานที่ต้องใช้ทักษะ ความรู้ และพลังกายมหาศาล สส. คนเดียวทำไม่ได้ และ สส. ไม่ได้เก่งทุกอย่าง” พิชยาอธิบาย
สุดท้ายนี้ พิชยาเปรียบเปรยงานของผู้ช่วย สส. และ สว. ว่า “สส. คือ คนที่มีแสงลง แต่ผู้ช่วยฯ จะอยู่ในเงา สส. อีกทีนึง เป็นเหมือนคนที่คอยผลักหลังเขาขึ้นมา ให้พี่น้องรู้สึกไว้วางใจเขา”