“ถึงจุดๆ หนึ่งแล้ว ระบบสาธารณสุขเราก็อาจจะล้มไปเลยก็ได้”
เสียงสะท้อนจากด่านหน้าของระบบสาธารณสุขไทย ในวันที่พยาบาลขาดแคลนอย่างรุนแรง พยาบาลจบใหม่เกือบ 50% ตัดสินใจลาออกในปีแรกทันที เพราะสภาพการทำงานที่เป็นพิษ มองไม่เห็นความก้าวหน้าทางวิชาชีพ ซ้ำร้ายจำนวนผู้ป่วยกลับเพิ่มมากขึ้นท่ามกลางวิกฤตสังคมสูงวัย
เพื่อให้งานบริบาลผู้ป่วยไปต่อได้ ทำให้หัวหน้าพยาบาลจึงต้องจัดสรรเวรพยาบาลให้เพียงพอต่อภาระงานที่เพิ่มขึ้น สวนทางกับอัตรากำลังที่ขาดแคลน ผลที่ตามมาคือ พยาบาลต้องขึ้นเวรถี่ขึ้น บางครั้งต้องควบ 2 เวรติดกันรวม 16 ชั่วโมงในหนึ่งวันติดต่อกันเป็นเวลาหลายวัน ส่งผลเสียต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตในระยะยาว
วิชาชีพที่จะต้องอุทิศตนเพื่อบริบาลผู้ป่วย กลับถูกบั่นทอนสุขภาพทั้งกายและใจในการทำงานเสียเอง ข้อเสนอการเพิ่มชั่วโมงเวรแทนการควบเวรจะลดภาระงานของพยาบาลได้จริงหรือไม่ เสียงของพยาบาลซึ่งมีสัดส่วนมากที่สุดในกระทรวงหมอจะถูกรับฟังมากขึ้นหรือไม่ The MATTER ได้พูดคุยกับ สุวิมล นัมคณิสรณ์ ตัวแทนกลุ่ม Nurses Connect
ทำไมพยาบาลต้อง ‘ควบเวร’ ?
ตลอดสิบปีที่ผ่านมา ประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤตขาดแคลนพยาบาลวิชาชีพอย่างหนัก โดยข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขในปี 2568 ชี้ว่า เรายังขาดพยาบาลของรัฐอยู่ 62,515 อัตรา ส่งผลให้สัดส่วนพยาบาลต่อประชากรต่ำกว่ามาตรฐานที่องค์การอนามัยโลกระบุไว้ (สัดส่วนไทย 1:343, มาตรฐาน 1:270) สถานการณ์ยิ่งน่าเป็นห่วงในพื้นที่ห่างไกล เช่น พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จ.หนองบัวลำภู พยาบาลหนึ่งคนต้องดูแลประชากรเฉลี่ย 712 คน หรือมากกว่าค่าเฉลี่ยประเทศกว่า 2.5 เท่า
ด้วยเหตุนี้ การ ‘ควบเวร’ อยู่เฝ้าวอร์ดข้ามวันข้ามคืน จึงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และทำให้พยาบาลนับแสนคนต้องเผชิญกับสภาพการทำงานที่เป็นพิษ เผชิญกับความตึงเครียดในหอผู้ป่วยที่แน่นขนัด จนส่งผลต่อสุขภาพของตัวเองในที่สุด
แม้กระทรวงฯ กำหนดมาตรฐานชั่วโมงทำงานที่เหมาะสมไว้ว่าต้องไม่เกิน 60 ชม./สัปดาห์ แต่ข้อมูลในปี 2565 พบว่า มากกว่าครึ่งของโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงฯ พยาบาลต้องทำงานเกิน 60 ชม./สัปดาห์ ซึ่งเกินกว่ามาตรฐานความปลอดภัยที่กำหนดไว้ว่าไม่ควรทำงานเกิน 48 ชม./สัปดาห์
แล้วการเพิ่มชั่วโมงทำงาน จะช่วยลดปัญหาการควบเวรยังไง ?
ปัจจุบันพยาบาลต้องทำงาน 8 ชั่วโมงต่อ 1 กะ และเมื่อกำลังคนไม่พอ ก็ต้องควบเวรเป็น 2 กะ หรือก็คือ 16 ชั่วโมง ซึ่งจะเป็นควบกะเช้า-บ่าย หรือบ่าย-ดึก และมีเวลาพักผ่อนระหว่างออกเวรเพียง 8 ชั่วโมง (ซึ่งในความเป็นจริงน้อยกว่านั้น เพราะยังไม่นับเวลาเดินทางกลับที่พัก เป็นต้น) ซึ่งรูปแบบเก่า พยาบาลจะได้หยุดประมาณสัปดาห์ละ 2 วัน
สำหรับรูปแบบใหม่ คือการขยายชั่วโมงทำงานเป็น 12 ชั่วโมง แบ่งเป็นเวรกลางวัน: 8.00 – 20.00 และ เวรกลางคืน: 20.00 – 8.00) ไม่มีการควบกะอีกต่อไปและคาดว่าจะมีเวลาพักผ่อนระหว่างเวรมากขึ้น สำหรับรูปแบบนี้มีทางเลือกแยกย่อยออกเป็น 3 แนวทาง
- ใช้รูปแบบเดียว: ทุกคน (ยกเว้นหัวหน้าหอผู้ป่วย หรือผู้มีข้อจำกัดทางสุขภาพ) ต้องทำงาน 12 ชั่วโมงต่อ 1 กะ
- ผสมผสาน: พยาบาลเลือกได้ตามความสมัครใจว่าจะเข้าเวร 12 ชั่วโมง หรือ 8 ชั่วโมง ซึ่งก็ต้องยอมรับเงื่อนไขของแต่ละรูปแบบ
- ปรับตามสถานการณ์: หอผู้ป่วยอาจจะเน้นที่เวรกลางวัน ผสมกับรูปแบบเวร 8 ชั่วโมงตามเดิม โดยลดจำนวนเวรบ่าย/ดึก เพราะช่วงเช้างานมีปริมาณที่มากกว่า
โดยทางกระทรวงฯ อธิบายว่า นี่เป็นวิธีการของ ‘โรงพยาบาลสมเด็จพระพุทธเลิศหล้า’ จ.สมุทรสงคราม ที่ทดลองใช้วิธีจัดเวรแบบ 12 ชั่วโมง มานานกว่า 10 ปี ซึ่งอ้างว่าผลการทดลองพบข้อดีอยู่จำนวนหนึ่ง ดังนี้
- ลดจำนวนพยาบาลที่ต้องใช้ได้ถึง 24%
- ลดการควบเวรต่อเนื่อง จาก 16 ชั่วโมงเหลือเพียง 12 ชั่วโมง (เพราะควบไม่ได้แล้ว)
- ลดความถี่ในการเปลี่ยนผลัด จากแต่เดิม 3 กะ (เช้า/บ่าย/ดึก) เหลือแค่ 2 กะ ช่วยลดโอกาสการเกิดข้อผิดพลาด
- พยาบาลมีเวลาพักและวันหยุดนานขึ้น เช่น ทำงาน 3 วัน หยุด 4 วันติดกัน เป็นต้น
อุไรพร จันทะอุ่มเม้า ผู้อำนวยการกองการพยาบาล ย้ำว่า ข้อเสนอเหล่านี้เป็นเพียงการหยิบตัวอย่างโมเดลที่น่าสนใจมานำเสนอ ไม่ใช่คำสั่งบังคับ เพราะขึ้นอยู่กับความสมัครใจของผู้ปฏิบัติงาน และย้ำว่าไม่ว่ารูปแบบใดก็ตาม จะไม่เป็นการเสียสิทธิค่าล่วงเวลาหรือ OT ทั้งนี้ นี่เป็นเพียงการแก้ไขปัญหาระยะสั้น เพราะในระยะยาวก็ยังต้องเพิ่มการผลิตพยาบาลให้เพียงพอ เพิ่มค่าตอบแทน และเพิ่มความก้าวหน้าในอาชีพ เพื่อจูงใจให้คนอยู่ในระบบ
ผลิตแค่ไหนก็ไม่ทัน ขยายเวรก็ไม่พอ
เมื่อพยาบาลรุ่นใหม่ตัดสินใจลาออกใน 2 ปีแรก
แม้การเร่งผลิตพยาบาลให้เพียงพอต่อความต้องการของระบบดูจะเป็นการแก้ไขปัญหาที่เข้าท่า แต่ปัญหาจริง ๆ กลับอยู่ที่สภาพการทำงานที่เป็นพิษ พยาบาลจบใหม่ส่วนมากต้องควงกะ 16 ชั่วโมง ทั้งยังเจอวัฒนธรรมการกดทับในที่ทำงาน ทั้งจากแพทย์ ทั้งจากรุ่นพี่พยาบาล รอบรรจุรับราชการก็ยากเย็นเพราะ กพ. (สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน) ระบุว่าเต็มอัตรากำลังแล้ว ความก้าวหน้าในสายอาชีพก็ต่ำ ทำให้พยาบาลรุ่นใหม่ตัดสินใจย้ายงานทันทีเมื่อมีโอกาส
สุวิมล นัมคณิสรณ์ ตัวแทนจาก Nurses Connect เผยว่า พยาบาลจบใหม่ราว 25-50% เลือกที่จะลาออกภายใน 1-2 ปีแรก เพราะการอยู่ในสังกัดโรงพยาบาลรัฐนั้นไม่คุ้มค่าเหนื่อย หลายคนมองหางานทำในโรงพยาบาลเอกชนที่ให้ค่าตอบแทนและสภาพการทำงานที่ตอบโจทย์มากกว่า หรือกระทั่งตัดสินใจไปทำงานสายบริบาลในต่างประเทศ ทำให้เราผลิตมาเท่าไหร่ก็ไหลออกหมด นี่จึงกลาย ‘วงจรอุบาทว์’ ที่งานหนักทำคนหนีจากระบบ และเมื่อคนหายไปงานก็เททับใส่คนที่ยังทนอยู่
ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่การผลิตบุคลากรให้พอใช้ แต่ทำอย่างไรให้พยาบาลไทยอยากอยู่ในระบบต่อไปต่างหาก ซึ่งสุวิมลมองว่ามีหลายทางที่รัฐบาลสามารถทำได้ แต่ที่สิ่งที่กระทรวงฯ สามารถทำได้โดยเร็วที่สุด คือ ‘การซื้อใจคนทำงาน’ ด้วยการปรับค่าตอบแทนและ OT ให้เป็นธรรมและใกล้เคียงกันทั่วประเทศ เพราะแต่ละโรงพยาบาลกลับได้ค่า OT ไม่เท่าเทียมกัน รวมถึงเร่งบรรจุพยาบาลให้เข้าระบบราชการ ให้เขาเห็นว่าอาชีพนี้มีความก้าวหน้าทางวิชาชีพได้เช่นกัน
“ถ้าไม่มีการจัดการเรื่องค่าตอบแทน ภาระงาน และการกำหนดว่าพยาบาล 1 คนควรดูแลผู้ป่วยกี่คน การขึ้นเวร 12 ชั่วโมงก็ไม่ช่วยแก้ปัญหาระยะยาวแน่นอน” สุวิมล ระบุ
‘อาชีพที่มีเกียรติ’ กำลังเบียดบังให้พยาบาลไร้ปากเสียง
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เราต้องพูดกันถึงเรื่องสวัสดิภาพของคนทำงานในระบบสาธารณสุข และนับวันก็เลวร้ายลงเรื่อย ๆ แต่บทสนทนาของสังคมก็ไม่ได้ขับเคลื่อนไปมากเท่าไหร่นัก สำหรับสุวิมลมองว่า สภาพการทำงานที่ต้อง ‘จำยอม’ เช่นนี้ ส่วนหนึ่งมาจากกฎหมายข้าราชการที่ทำให้บุคลากรสาธารณสุขไม่สามารถรวมตัวกันเพื่อต่อรองหรือปกป้องสิทธิประโยชน์ของตัวเองได้ ประกอบกับวาทกรรม ‘วิชาชีพที่มีเกียรติ’ ที่มองว่าการออกมาเรียกร้องต่อรองเป็นเรื่องของ ‘แรงงาน’ ไม่ใช่ ‘ข้าราชการ’ ทั้ง ๆ ที่พยาบาลในหลายประเทศก็รวมตัวต่อรองได้ตามปกติ
พยาบาลคือกลุ่มคนที่มีจำนวนมากที่สุดในระบบสาธารณสุข แต่กลับมีบทบาทน้อยมากในการร่วมกำหนดนโยบาย แม้แต่ในพื้นที่ที่เล็กที่สุดอย่างหอผู้ป่วย พยาบาลยังไม่สามารถกำหนดรูปแบบการทำงานของตนเองได้เลย กระทั่งการคัดเลือกผู้บังคับบัญชาในหน่วยงานก็ยังยึดตามระบบอาวุโส ส่งผลให้แนวคิดเสียงของคนรุ่นใหม่ถูกกดทับ เหล่านี้กำลังสะท้อนว่าประชาธิปไตยในที่ทำงานกำลังมีปัญหาหรือไม่?
ภาวะแบบนี้ทำให้พยาบาลส่วนใหญ่หลงลืมว่าตนมีสิทธิที่จะตั้งคำถาม ต่อรอง หรือคัดค้านนโยบายที่กระทบต่อเนื้องานและสวัสดิภาพของตัวเอง ขณะที่คนที่ออกมาพูดเรียกร้องจะถูกมองเป็นตัวปัญหา หรือไม่ก็เสี่ยงถูกกลั่นแกล้ง ตัดแข้งตัดขา และสุดท้ายคนเหล่านี้ก็ต้องยอมเงียบเสียงหรือไม่ก็ออกจากระบบไป
สุวิมลเชื่อมาตลอดว่า หากคนทำงานในสาธารณสุข ทั้งพยาบาล แพทย์ เจ้าหน้าที่สนับสนุน ฯลฯ สามารถรวมตัวกันได้ แม้เพียงระดับโรงพยาบาล ก็จะเป็นจุดเริ่มต้นของการมีส่วนร่วมตัดสินใจของแรงงานในระบบได้ แต่เรื่องเหล่านี้จะเป็นไปไม่ได้เลย หากประเทศไทยยังไม่ปลดล็อกกฎหมายให้คนทำงานรวมกลุ่มได้โดยอิสระ ตลอดจนสนธิสัญญา ILO 87 และ 98 ที่ไทยยังไม่ลงนามเพื่อรับรองสิทธิในการรวมตัวและต่อรองของแรงงานเสียที
อะไรๆ ก็(โรง)พยาบาล
ท่ามกลางสังคมไทยที่ประชากรแก่ตัวลงทุกวัน อัตรากำลังของบุคลากรการแพทย์ยังไม่เพียงพอ หากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ สุวิมลกังวลว่า ระบบสาธารณสุขไทยอาจล้มเหลวในสักวันหนึ่ง เพราะตอนนี้ รัฐไทยดึงผู้ป่วยจำนวนมากเข้าสู่โรงพยาบาลระดับอำเภอและจังหวัด เอาทุกปัญหาของสาธารณสุขไทยมาแก้กันที่ที่เดียว ขณะที่ระบบสาธารณสุขขั้นปฐมภูมิยังอ่อนแอ หรือพูดง่าย ๆ คือ เราเอาแต่มุ่งรักษาเมื่อป่วย แต่กลับไม่เน้นการทำให้คนแข็งแรงตั้งแต่ต้น
ดังนั้นการกระจายอำนาจออกจากโรงพยาบาลให้ชุมชนหรือโรงพยาบาลระดับตำบล เพื่อวางระบบดูแลผู้ป่วยเรื้อรัง ผู้ป่วยระยะสุดท้าย และผู้สูงอายุในชุมชน เพื่อลดภาระของโรงพยาบาลขนาดใหญ่ และให้คนไทยเข้าถึงการรักษาได้สะดวกมากขึ้น
สำหรับข้อเสนอปรับชั่วโมงเวรจาก 8 เป็น 12 ชั่วโมง ที่ถึงแม้จะเป็นเพียงการไถ่ถามความสมัครใจ แต่ก็สะท้อนถึงความสามารถของระบบราชการในการแก้โจทย์สาธารณสุขไทย สุวิมลจึงขอฝากคำถามไว้ 3 ข้อเพื่อส่งเสียงไปยังผู้กำหนดนโยบาย
- การขึ้นเวร 12 ชั่วโมงจะแก้ปัญหาได้จริงหรือ?
การปรับเป็นเวร 12 ชั่วโมงจะช่วยลดการทำงาน 16 ชั่วโมงได้จริงหรือไม่ มีความเป็นไปได้ทางปฏิบัติและทางคณิตศาสตร์เพียงใด ภายใต้กำลังคนที่ขาดแคลน และที่สำคัญคือ พยาบาลสมัครใจจะทำจริงหรือไม่ - นี่คือการแก้ปัญหาโดยการผลักภาระให้คนหน้างานหรือไม่?
การเพิ่มชั่วโมงทำงานโดยไม่เพิ่มอัตรากำลัง เป็นการแก้ปัญหาเชิงระบบ หรือเป็นการโยนภาระให้พยาบาลแบกรับมากขึ้น - เมื่อไหร่ที่ประเทศไทยจะมีอัตรากรอบกำลังที่ชัดเจน?
ประเทศไทยควรมีการกำหนดอัตราส่วนพยาบาลต่อผู้ป่วย (nurse-to-patient ratio) ในตัวบทกฎหมายแล้วหรือยัง เพื่อให้พยาบาลอยู่ในระบบไปได้นาน ๆ ไม่ลาออกในช่วงปีแรก และทำให้ระบบสาธารณสุขยั่งยืนในระยะยาว
คำถามที่ควรขบคิดกันต่อจึงไม่ได้หยุดอยู่แค่ว่า “12 ชั่วโมงเวรจะเพียงพอหรือไม่?” แต่เรา (รัฐ) จะออกแบบระบบสาธารณสุขไทยอย่างไรให้บุคลากรสาธารณสุขอยู่ได้ คนไข้ปลอดภัย และเป็นหลักพึ่งของคนไทยในช่วงเวลาเปราะบางไปได้อย่างยั่งยืน
อ้างอิงจาก