หากเราจะนิยามตัวเองว่าเป็นคนแบบไหน เดิมทีเราคงต้องนึกถึงนิสัยใจคอ คัดกรองมาคำแล้วคำเล่า เพื่ออธิบายตัวเองได้ชัดเจนและกระชับที่สุด แต่ใครจะคิดกันล่ะว่าปัจจุบัน เราสามารถนิยามตัวเองผ่านตัวอักษรภาษาอังกฤษ 4 ตัวเท่านั้น
การทำความรู้จักใครสักคน อาจเริ่มต้นด้วยการถามว่าเขาเป็น MBTI อะไร เพราะคำตอบเพียง 4 ตัวอักษรดูเหมือนจะช่วยให้เราพอคาดเดาได้ว่าอีกฝ่ายเป็นคนแบบไหน บางคนจึงเลือกใส่ผล MBTI ของตัวเองไว้บนข้อมูลส่วนตัวบนโซเชียลมีเดีย หรือแม้แตแอปหาคู่

การนิยามตัวเองผ่าน 4 ตัวอักษรนั้น มาจาก MBTI หรือ Myers-Briggs Type Indicator เครื่องมือจำแนกบุคลิกภาพที่พัฒนาขึ้นโดย แคทเธอรีน คุก บริกส์ (Katharine Cook Briggs) และ อิซาเบล บริกส์ ไมเออรส์ (Isabel Briggs Myers) โดยได้รับอิทธิพลจากแนวคิดเรื่องประเภททางจิตวิทยาของ คาร์ล ยุง (Carl Jung) จิตแพทย์ชาวสวิส ผู้เผยแพร่หนังสือ Psychological Types ในปี 1921 ก่อนที่แบบประเมิน MBTI จะได้รับการเผยแพร่ในปี 1943
เครื่องมือนี้จำแนกลักษณะทางจิตวิทยาออกเป็น 4 คู่ ได้แก่ การหันความสนใจไปยังโลกภายนอกหรือโลกภายใน (E/I) การรับข้อมูลผ่านสิ่งที่เป็นรูปธรรมหรือความเป็นไปได้ (S/N) การตัดสินใจโดยให้น้ำหนักกับเหตุผลหรือคุณค่าและความรู้สึก (T/F) และการใช้ชีวิตแบบมีโครงสร้างหรือยืดหยุ่นเปิดรับทางเลือก (J/P) เมื่อนำความชอบเหล่านี้มาประกอบกัน จึงเกิดเป็นประเภทบุคลิกภาพ 16 แบบ
ผลที่ได้จะเป็นชุดตัวอักษร 4 ตัว ที่พอจะบอกเล่าตัวตนของคนนั้นได้ในระดับเบื้องต้น แม้ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนก็ตาม เราอาจพอเดาได้ว่า เขาคนนั้นเป็นคนชอบเข้าสังคมผ่านตัว E หรือยินดีใช้เวลาวันหยุดเงียบเชียบกับตัวเองที่บ้านจากตัว I การทำความรู้จักใครใหม่หลายคนก็เริ่มต้นจากผล MBTI นี้
สิ่งที่น่าสนใจในวัฒนธรรม MBTI ร่วมสมัย อาจไม่ใช่เพียงการที่ผู้คนสนใจทำความเข้าใจบุคลิกภาพของตัวเอง แต่เป็นการที่ประเภทบุคลิกภาพเหล่านี้เดินทางออกจากแบบประเมิน ไปอยู่ในชีวิตประจำวัน มีม บทสนทนาเรื่องความรัก การทำงาน และการทำความรู้จักคนใหม่ จนกลายเป็นภาษาที่ผู้คนใช้สื่อสารตัวตนและค้นหาคนที่มีลักษณะคล้ายกัน
เมื่อประเภทบุคลิกภาพกลายเป็นสิ่งที่ใช้เล่าเรื่องตัวเองได้ง่ายขนาดนี้ ก่อนที่โลกจะมี MBTI มนุษย์เคยใช้วิธีไหนในการทำความเข้าใจตัวเองและจัดประเภทผู้คนมาแล้วบ้าง เพราะหากมองย้อนกลับไป ความต้องการที่จะรู้ว่าตัวเองเป็นใคร และคนอื่นเป็นคนแบบไหน อาจไม่ใช่เรื่องใหม่นัก เราล้วนชอบจัดหมวดหมู่สู่การนิยามตัวเองแบบนี้มานานแล้ว

อ่านตัวตนจากดวงดาว
ก่อนจะมีแบบทดสอบบุคลิกภาพที่ทำเสร็จได้ภายในไม่กี่นาที มนุษย์ก็มีเครื่องมือสำหรับอธิบายความแตกต่างระหว่างบุคคลมาอย่างยาวนาน หนึ่งในนั้นคือโหราศาสตร์ ซึ่งมีประวัติศาสตร์ย้อนกลับไปยุคอารยธรรมโบราณ และพัฒนารูปแบบแตกต่างกันไปในหลายภูมิภาคของโลก
ในวัฒนธรรมโหราศาสตร์ตะวันตก ราศีเกิดกลายเป็นกรอบหนึ่งที่ผู้คนใช้ตีความบุคลิกภาพ เช่น การเชื่อมโยงราศีเมษเข้ากับความกล้าหาญ ราศีกรกฎเข้ากับความอ่อนไหว หรือราศีกันย์เข้ากับความละเอียดรอบคอบ ขณะเดียวกัน ราศียังถูกใช้เพื่ออธิบายความสัมพันธ์และความเข้ากันได้ระหว่างคน 2 คนด้วย
สิ่งที่ทำให้โหราศาสตร์น่าสนใจในฐานะวัฒนธรรมการจัดประเภทมนุษย์ คือมันไม่ได้ทำหน้าที่เพียงทำนายอนาคต แต่ยังเปิดพื้นที่ให้ผู้คนใช้คำอธิบายเหล่านี้ พูดถึงตัวเองและทำความเข้าใจคนอื่น การบอกว่าใครสักคนเป็นราศีอะไร จึงอาจเป็นจุดเริ่มต้นของบทสนทนาว่าเขาเป็นคนแบบไหน เช่นเดียวกับที่การถาม MBTI กลายเป็นหนึ่งในวิธีทำความรู้จักกันของคนบางกลุ่มในปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม โหราศาสตร์ในฐานะระบบความเชื่อไม่ควรถูกนำมาเทียบกับเครื่องมือทางจิตวิทยาโดยถือว่ามีหลักฐานรองรับเท่ากัน สมาคมจิตวิทยาอเมริกัน (American Psychological Association) อธิบายโหราศาสตร์ว่าเป็นศาสตร์เทียมที่เชื่อมโยงตำแหน่งและการเคลื่อนที่ของดวงดาวเข้ากับชีวิตมนุษย์ โดยไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ยืนยันความเชื่อดังกล่าว
แม้จะมีสถานะต่างจากแบบประเมินบุคลิกภาพ แต่โหราศาสตร์ก็สะท้อนให้เห็นว่ามนุษย์พยายามสร้างกรอบอธิบายตัวตนของกันและกันมานานแล้ว และปัจจุบัน โหราศาสตร์เกี่ยวกับราศีและเวลาเกิด กลับมาฮิตอีกครั้งในคนรุ่นใหม่

ญี่ปุ่นกับกรุ๊ปเลือด
หากโหราศาสตร์อาศัยวันเกิดและตำแหน่งของดวงดาวในการอธิบายตัวตน อีกตัวอย่างหนึ่งที่ใกล้เคียงกับวัฒนธรรม MBTI ในแง่การใช้จำแนกบุคลิกภาพ คือความเชื่อเรื่องกรุ๊ปเลือดกับนิสัย ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากในญี่ปุ่น
แนวคิดที่เชื่อมโยงกรุ๊ปเลือดเข้ากับอุปนิสัยได้รับการเสนอโดย ทาเคจิ ฟุรุคาวะ (Takeji Furukawa) ในปี 1927 เขาพยายามอธิบายความแตกต่างทางอารมณ์และบุคลิกภาพของมนุษย์ผ่านกรุ๊ปเลือด แม้แนวคิดดังกล่าวจะไม่ได้รับการยืนยันว่าเป็นความสัมพันธ์ที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับอย่างน่าเชื่อถือ แต่ก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมสมัยนิยมญี่ปุ่นในเวลาต่อมา ถึงขนาดยุคนั้น หนังสือเกี่ยวกับนิสัยและกรุ๊ปเลือดครองพื้นที่แผงหนังสือไปไม่น้อย
ในภาพจำที่แพร่หลาย คนกรุ๊ป A มักถูกอธิบายว่าเป็นคนเจ้าระเบียบและรับผิดชอบ คนกรุ๊ป B เป็นตัวของตัวเอง คนกรุ๊ป O เข้าสังคมเก่ง ส่วนคนกรุ๊ป AB มักถูกมองว่ามีบุคลิกซับซ้อนและคาดเดายาก คำอธิบายเหล่านี้เป็นภาพจำทางวัฒนธรรม ไม่ใช่ข้อสรุปที่สามารถใช้ทำนายนิสัยของคนแต่ละคนได้อย่างน่าเชื่อถือ
สิ่งที่น่าสนใจคือ เมื่อกรุ๊ปเลือดกลายเป็นหมวดหมู่ที่คนจำนวนมากรู้จักอยู่แล้ว การถามว่าใครมีกรุ๊ปเลือดอะไรจึงสามารถกลายเป็นวิธีเปิดบทสนทนา หรือใช้คาดเดาความเข้ากันได้ในความสัมพันธ์ได้เช่นกัน

จากทฤษฎีบุคลิกภาพสู่แบบทดสอบที่เราใช้บอกเล่าตัวตน
ในช่วงศตวรรษที่ 20 การศึกษาบุคลิกภาพพัฒนาไปพร้อมกับความพยายามทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่างมนุษย์ให้เป็นระบบมากขึ้น แนวคิดของคาร์ล ยุง เรื่องประเภททางจิตวิทยาเป็นหนึ่งในรากฐานสำคัญของ MBTI ซึ่งพัฒนาต่อมาเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้คนสำรวจความชอบของตัวเองและใช้ทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่างบุคคล
นอกจาก MBTI แล้ว ยังมีระบบอย่าง Enneagram ซึ่งจำแนกบุคลิกภาพออกเป็น 9 ประเภท โดยให้ความสำคัญกับแรงจูงใจ ความกลัว และรูปแบบที่คนใช้รับมือกับชีวิต ระบบนี้จึงชวนให้ผู้ใช้ถามตัวเองมากกว่าแค่เป็นคนเก็บตัวหรือชอบเข้าสังคม แต่ยังถามต่อไปว่าอะไรเป็นแรงผลักดันเบื้องหลังการตัดสินใจของตัวเอง
ขณะเดียวกัน ในชีวิตประจำวัน ผู้คนก็เคยคุ้นเคยกับแบบทดสอบในนิตยสารวัยรุ่นและเว็บไซต์ยุคแรก ๆ ไม่ว่าจะเป็นคำถามว่าเราเป็นคนรักแบบไหน เหมาะกับอาชีพอะไร หรือตัวละครใดสะท้อนบุคลิกของเรา แม้แบบทดสอบเหล่านี้จะไม่ได้มีฐานทฤษฎีหรือหลักฐานรองรับเหมือนกันทั้งหมด แต่ก็มีสิ่งหนึ่งที่คล้ายกัน คือการมอบคำอธิบายเกี่ยวกับตัวเองให้ผู้ทำแบบทดสอบนำไปเล่าต่อได้
เมื่อเข้าสู่ยุคอินเทอร์เน็ต การทำแบบทดสอบก็ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การอ่านผลลัพธ์ของตัวเองอีกต่อไป ผู้คนสามารถนำผลไปโพสต์ เปรียบเทียบกับเพื่อน ทำมีม หรือเข้าร่วมชุมชนที่สนใจบุคลิกภาพประเภทเดียวกันได้ง่ายขึ้น
สิ่งที่เคยเป็นกิจกรรมส่วนบุคคลจึงค่อย ๆ กลายเป็นกิจกรรมทางสังคม และนี่อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยอธิบายว่าทำไมระบบจำแนกบุคลิกภาพบางประเภทจึงสามารถมีชีวิตต่อไปนอกเหนือจากวัตถุประสงค์แรกเริ่มของมัน

ทำไมมนุษย์จึงชอบจัดประเภทตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า
หากมองจากตัวอย่างที่ผ่านมา ตั้งแต่ราศี กรุ๊ปเลือด ไปจนถึงแบบทดสอบบุคลิกภาพ เราอาจพบว่าความนิยมของระบบเหล่านี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสามารถในการอธิบายมนุษย์เพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับความต้องการพื้นฐานบางอย่าง ที่เรามีต่อการทำความเข้าใจตัวเองและการอยู่ร่วมกับคนอื่นด้วย
การจัดประเภทช่วยให้เราอธิบายตัวเองได้ง่ายขึ้น มนุษย์มีรายละเอียดมากมาย ทั้งความคิด ความรู้สึก ประสบการณ์ และพฤติกรรมที่อาจเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์ การมีคำสั้น ๆ ที่ใช้บอกตัวเองจึงช่วยย่อความซับซ้อนเหล่านั้นให้สื่อสารได้ง่ายขึ้น
นอกจากนี้การจัดหมวดหมู่ช่วยให้เรามองเห็นความคล้ายคลึงระหว่างตัวเองกับคนอื่น เมื่อรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนประเภทหนึ่ง เราอาจเริ่มสนใจคนที่มีลักษณะคล้ายกัน เพราะการมีบางอย่างร่วมกันช่วยให้เริ่มต้นบทสนทนาและสร้างความรู้สึกเป็นพวกเดียวกันได้ง่ายขึ้น
อย่างในแนวคิดเรื่องอัตลักษณ์ทางสังคม (Social Identity Theory) และการจัดประเภทตัวเอง (Self-categorization Theory) ในทางจิตวิทยาสังคมช่วยอธิบายปรากฏการณ์ส่วนนี้ได้ โดยชี้ให้เห็นว่าการมองตัวเองเป็นสมาชิกของกลุ่มหนึ่งมีส่วนต่อการรับรู้ตัวตนและความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มผู้คน และอีกข้อที่น่าสนใจ การจัดหมวดหมู่ยังช่วยลดความไม่แน่นอนในการทำความเข้าใจคนอื่น การรู้ว่าใครเป็นคนแบบไหนอาจทำให้เรารู้สึกว่าพอจะคาดเดาพฤติกรรมหรือวิธีคิดของเขาได้ แม้ในความเป็นจริง คนคนหนึ่งจะซับซ้อนเกินกว่าจะถูกอธิบายด้วยประเภทเพียงประเภทเดียวก็ตาม
อย่างไรก็ตาม ประโยชน์ของการจัดประเภทก็มาพร้อมข้อจำกัด เพราะเมื่อเราเริ่มเชื่อว่าคนในกลุ่มเดียวกันต้องมีลักษณะเหมือนกัน เราอาจมองข้ามความแตกต่างระหว่างบุคคล หรือใช้หมวดหมู่เป็นเหตุผลในการตัดสินคนก่อนที่จะรู้จักเขามากพอ

นิยามกลายเป็นกรอบที่จำกัดตัวเอง
การจัดประเภทบุคลิกภาพไม่ได้มีแต่ด้านที่เป็นปัญหาเสมอไป การมีคำศัพท์สำหรับอธิบายความชอบหรือแนวโน้มของตัวเองอาจช่วยให้คนสื่อสารความต้องการ ทำความเข้าใจความแตกต่าง และเริ่มต้นสำรวจตัวเองได้ง่ายขึ้น
แต่คำอธิบายที่มีประโยชน์ก็อาจกลายเป็นข้อจำกัดได้ หากเราเริ่มใช้มันเป็นคำตอบสุดท้าย เช่น การคิดว่าตัวเองเป็นคนเก็บตัว ไม่เหมาะกับการพบปะผู้คน เลยเลือกเก็บตัวอยู่แบบเดิม หรือการเชื่อว่าตัวเองเป็นบุคลิกภาพประเภทหนึ่งจึงไม่มีวันทำงานบางอย่างได้ดี จึงถอดใจในสิ่งนั้นไปโดยปริยาย
ประเด็นจึงอาจไม่ใช่ว่าเราควรเลิกสนใจบุคลิกภาพ หรือห้ามใช้หมวดหมู่ใด ๆ อธิบายตัวเอง แต่เป็นการตระหนักว่าหมวดหมู่เหล่านั้นเป็นเพียงเครื่องมือหนึ่งในการทำความเข้าใจมนุษย์ ไม่ใช่คำอธิบายที่ครอบคลุมทุกมิติของชีวิต เพราะแม้คน 2 คนจะได้ผลลัพธ์เดียวกัน พวกเขาก็อาจเติบโตมาในครอบครัวต่างกัน ผ่านประสบการณ์ไม่เหมือนกัน มีความต้องการคนละแบบ และเปลี่ยนแปลงไปตามช่วงชีวิตที่แตกต่างกันได้
หากมองย้อนกลับไป ตั้งแต่การทายนิสัยจากราศี กรุ๊ปเลือด ไปจนถึงระบบจำแนกบุคลิกภาพสมัยใหม่ เราอาจเห็นรูปแบบบางอย่างที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า มนุษย์พยายามสร้างหมวดหมู่เพื่อทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่างกัน และเมื่อหมวดหมู่ใดกลายเป็นที่รู้จักร่วมกัน ก็สามารถนำไปใช้เป็นภาษาสำหรับสื่อสารตัวตนและสร้างความสัมพันธ์ได้
อย่างไรก็ตาม ไม่มีหมวดหมู่ใดสามารถบอกเราได้ทั้งหมดว่าคนคนหนึ่งเป็นใคร และการที่เราเข้าใจตัวเองผ่านคำอธิบายหนึ่งได้ ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องเป็นคนแบบนั้นไปตลอดชีวิต การรู้ว่าตัวเองเป็นคนประเภทไหนอาจช่วยให้เราเริ่มต้นทำความรู้จักตัวเองได้ แต่การเปิดโอกาสให้ตัวเองเปลี่ยนแปลง รวมถึงยอมรับว่าคนอื่นอาจแตกต่างจากภาพที่เราคาดไว้ ก็น่าจะเป็นส่วนสำคัญไม่แพ้กันของการทำความเข้าใจมนุษย์
เพราะเราอาจจัดประเภทตัวเองได้อีกหลายครั้งตลอดชีวิต แต่ตัวตนของคนคนหนึ่งก็ยังมีพื้นที่ให้เปลี่ยนแปลง เติบโต และเป็นอะไรที่มากกว่าคำอธิบายเพียงไม่กี่ตัวอักษรเสมอ
อ้างอิงจาก