เป็นเรื่องเล่าลือกันในโรงพยาบาลว่าหากใครอุตริสั่ง KFC กลางเวรดึก จะตามมาด้วยเคสผ่าตัดฉุกเฉินจนนั่งแทบไม่ติดเก้าอี้ หรือที่เรียกกันว่า ‘เวรเยิน’ จนกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติว่า จะไม่มีการสั่งไก่ทอดมากินระหว่างเวร
ไก่ทอดกับเวรเยิน เกี่ยวกันไหมก็ไม่รู้ ถ้าไม่เชื่อก็อย่าลบหลู่ดีกว่า ถึงอย่างนั้น ทีมศัลยแพทย์จากโรงพยาบาลพัทลุงก็ขอพิสูจน์ความเชื่อนี้ โดยเลือกใช้วิธีที่ตรงไปตรงมาที่สุด นั่นคือ ก็ทดลองมันเสียเลย
ผลวิจัยกลับพบว่า จำนวนภาระงาน ตลอดจนเวลาที่ใช้ในการผ่าตัดในเวรที่สั่งไก่ทอด ไม่ได้แตกต่างจากเวรที่ไม่ได้สั่งไก่ทอดอย่างมีนัยยะสำคัญ
แม้ว่าตัวเลขจะชี้ชัดว่าไก่ทอดไม่ได้มีผลต่อความเยินของเวร แพทย์ส่วนใหญ่ก็ยังไม่ได้เลิกเชื่อโดยทันที สาเหตุเป็นเพราะอะไร? และถ้าไม่ใช่ไก่ทอด แล้วอะไรกันแน่ที่ทำให้เวรเยิน?
วิจัยกันอย่างไร?
งานวิจัยนี้ใช้การทดลองแบบ Randomized Controlled Trial (RCT) ซึ่งเป็นการทดลองโดยสุ่มคนออกเป็นกลุ่มๆ แล้วเอามาเปรียบเทียบกัน เพื่อดูว่าสิ่งหนึ่งทำให้เกิดผลอย่างที่คาดจริงไหม ทีมวิจัยได้เก็บข้อมูลเวรของศัลยแพทย์ตลอดช่วงประมาณ 12 เดือน ตั้งแต่กรกฎาคม 2566 ถึงมิถุนายน 2567 รวมทั้งหมด 345 เวร จากศัลยแพทย์ 5 คนในโรงพยาบาลเดียวกัน โดยแบ่งแต่ละเวรตามเงื่อนไขการทดลอง ดังนี้
- กลุ่มควบคุม กินอาหารตามปกติหรือไม่กินอะไรเลย
- กลุ่มกินไก่ทอด KFC ก่อนหรือระหว่างอยู่เวร
- กลุ่มกินไก่ทอดห้าดาว เพื่อต้องการดูว่า หากมันเกิดผลอะไรขึ้นจริง มันเป็นเพราะ KFC หรือเป็นเพราะการกินไก่ทอดยี่ห้อใดๆ ก็ตามกันแน่
แล้วผลเป็นอย่างไร?
คำตอบโดยสรุปคือ ไม่พบหลักฐานว่า KFC ทำให้เวรยุ่งขึ้นกว่าตัวเลือกอื่นๆ ในทางสถิติ
เมื่อดูจำนวนงานทั้งหมดในแต่ละเวร ค่ามัธยฐานอยู่ที่ 14 เคสในกลุ่มควบคุม (กินตามปกติ) 16 เคสในกลุ่ม KFC และ 14 เคสในกลุ่มไก่ทอดห้าดาว เช่นเดียวกันกับจำนวนการผ่าตัด ค่ามัธยฐานอยู่ที่ 6, 7 และ 6 ครั้งตามลำดับ และก็ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ
แม้ตัวเลขของ KFC จะดูมากกว่าเล็กน้อย แต่เมื่อนำไปวิเคราะห์ทางสถิติแล้ว ความแตกต่างดังกล่าว ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ หรือพูดง่ายๆ ว่า ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะบอกว่า KFC เป็นสาเหตุที่ทำให้มีงานมากขึ้น
ส่วนเรื่องความหนักของงานก็ไม่พบความแตกต่างเช่นกัน ทั้งปริมาณเลือดที่เสียระหว่างการผ่าตัดและระยะเวลาการผ่าตัดสะสมในแต่ละเวรไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญระหว่างสามกลุ่ม
จะฟันธงด้วยผลสรุปทางสถิติอย่างเดียวคงไม่ชัดเจนพอ เพื่อให้มั่นใจมากขึ้น ทีมวิจัยยังใช้แบบจำลองทางสถิติที่เรียกว่า Linear Mixed-Effects Model พูดง่ายๆ คือ มันเป็นวิธีทางสถิติที่ช่วยเราแยกให้ออกว่า ผลที่เราเห็นเกิดจากสิ่งที่กำลังทดลองจริงๆ หรือเกิดจากปัจจัยอื่นกันแน่ เช่น การอยู่เวรวันธรรมดาหรือวันหยุด หรือความเฉพาะตัวของศัลยแพทย์แต่ละคน อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดเวรเยินก็ได้
ถึงอย่างนั้น ผลที่ได้ก็ยังเหมือนเดิม คือ ไม่พบว่าอาหารที่กินมีผลต่อภาระงานของศัลยแพทย์อย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น ไม่ว่าจะดูความถี่ หรือลองปรับปัจจัยอื่นๆ ด้วยแบบจำลองทางสถิติ ผลก็ยังชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า การสั่งไก่ทอดมากินไม่ได้ทำให้เวรเยิน
งานวิจัยยังเสนอคำอธิบายที่น่าสนใจว่า เพราะไก่ทอด KFC เป็นอาหารที่สั่งมาทานได้ง่ายในช่วงเข้าเวรกลางคืน ทำให้บุคลากรทางการแพทย์มีโอกาสกิน KFC ขณะอยู่เวรมากกว่าอาหารประเภทอื่นๆ พอมีบางคืนที่กิน KFC แล้วเกิดเคสเข้าไม่หยุด คนก็มีแนวโน้มจดจำเหตุการณ์นั้นได้ดีเป็นพิเศษ และเชื่อมโยงเหตุและผลไปโดยอัตโนมัติ เมื่อเกิดเหตุการณ์แบบนี้ซ้ำๆ แม้ไก่ทอดอาจไม่ได้เกี่ยวอะไรตั้งแต่แรกเลย
ปรากฏการณ์นี้คล้ายๆ กับการฝนตกในวันที่เราตัดสินใจตากผ้าหรือล้างรถ แม้ว่าสองอย่างนี้จะไม่ได้เป็นเหตุเป็นผลกัน แต่มนุษย์มีแนวโน้มสังเกต จดจำ หรือให้ความสำคัญกับข้อมูลที่ตรงกับสิ่งที่เราเชื่ออยู่แล้ว มากกว่าข้อมูลที่ขัดกับความเชื่อนั้น กล่าวคือ เรามักจะจดจำวันที่ตากผ้าแล้วฝนตก ได้ดีกว่าวันที่ตากผ้าแล้วแดดออก ทั้งที่จริงๆ แล้ว มันอาจจะมีวันที่ตากผ้าแล้วแดดออกมากกว่าด้วยซ้ำไป ปรากฏการณ์นี้เราเรียกว่า ‘Confirmation Bias’ นั่นเอง
ความเชื่อของแพทย์หลังการทดลองเปลี่ยนไปอย่างไร?
สิ่งที่น่าสนใจกว่าผลเรื่องไก่ทอด คือทัศนคติของแพทย์ผู้เข้ารับการวิจัย ก่อนเริ่มการทดลอง นักวิจัยให้ศัลยแพทย์ทั้ง 5 คนให้คะแนนความเชื่อว่าอาหารมีผลต่อความเยินของเวร ตั้งแต่ 0-10 คะแนน ผลออกมาว่า ค่ามัธยฐานก่อนเริ่มงานวิจัยอยู่ที่ 6 คะแนน หรือก็คือพวกเขาเชื่อประมาณหนึ่ง
เมื่อการทดลองจบลง ทีมวิจัยได้เก็บคะแนนความเชื่ออีกครั้งหนึ่ง พบว่า แพทย์แต่ละคนลดคะแนนความเชื่อลง คนละ 1 คะแนนพอดี คะแนนโดยรวมจึงลดจากค่ามัธยฐาน 6 เหลือ 5 คะแนน
ข้อค้นพบนี้ ทำให้เราเข้าใจได้ว่า การมีหลักฐานอยู่ตรงหน้าไม่ได้แปลว่าความเชื่อจะหายไปทันที นักวิจัยมองว่านี่อาจสะท้อนแนวคิดทางจิตวิทยาอย่าง ‘Belief Perseverance’ หรือการที่ความเชื่อเดิมยังคงอยู่ แม้จะได้รับข้อมูลที่ไม่สอดคล้องกับความเชื่อนั้นแล้วก็ตาม หรือมีหลักฐานใหม่เข้ามาขัดแย้งกับความเชื่อเดิมก็ตาม
แต่แม้พวกเขาจะยังคงยึดถือในความเชื่อนั้นๆ ก็ไม่ได้แปลว่า พวกเขาไม่เชื่อในวิทยาศาสตร์ หรือเป็นคนดื้อรั้น สิ่งนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับคนทั่วไป โดยเฉพาะเมื่อความเชื่อนั้นถูกสร้างขึ้นมานาน มีประสบการณ์ส่วนตัวรองรับ หรือเชื่อมโยงกับบริบททางสังคมของเรา
สิ่งที่น่าสนใจคือ เมื่อเราได้ทดลองความเชื่อบางอย่างกับตัวเอง และเห็นผลด้วยตาตัวเอง ความเชื่อนั้นอาจเริ่มสั่นคลอนลง ไม่ได้พังทลายลงในทีเดียว มันเป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยเวลา เช่นเดียวกับกระบวนการที่ความเชื่อนั้นถูกสร้างขึ้น
แล้วอะไรที่ทำให้เวรเยิน?
แม้จะไม่ใช่คำถามหลักจากงานวิจัยข้างต้น แต่ก็เป็นประเด็นให้สังคมชวนสังคมขบคิดกันต่อว่า เบื้องหลังความเยินของแพทย์ในโรงพยาบาลน่าจะมาสาเหตุใดแน่ ส่วนหนึ่งเราอาจต้องมองไปที่ ภาระงานและการกระจายตัวของแพทย์ในประเทศไทยด้วย
ข้อมูลขององค์การอนามัยโลก (WHO) สะท้อนว่า จำนวนแพทย์ในไทยไม่ได้กระจายเท่ากันทุกพื้นที่ โดยข้อมูลเมื่อปี 2564 ระบุว่า กรุงเทพฯ มีแพทย์ประมาณ 19.2 คนต่อประชากร 10,000 คน ขณะที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีเพียง 3.6 คนต่อ 10,000 คน หรือแตกต่างกันมากกว่า 5 เท่า มาถึงตรงนี้หลายคนอาจคิดว่า งั้นก็เพิ่มหมอให้มากขึ้นก็น่าจะแก้ปัญหาได้แล้วหรือไม่?
น่าเสียดายที่ไม่ง่ายแบบนั้น เพราะต่อให้จำนวนแพทย์ทั้งประเทศเพิ่มขึ้น แต่แพทย์ยังคงกระจุกตัวอยู่ในเขตเมือง โรงพยาบาลในพื้นที่ห่างไกลก็อาจจะต้องแบกรับภาระไม่ต่างจากเดิม บางโรงพยาบาลมีปัญหาขาดแคลนแพทย์จนเกิดการ ‘ควบเวร’ และทำให้แพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ต้องโหมงานหนักติดต่อกันหลายชั่วโมง หรือบางทีก็ยาวนานกว่า 24 ชั่วโมง
เคยมีการสำรวจของ รศ.นพ. เมธี วงศ์ศิริสุวรรณ ผู้ช่วยเลขาธิการแพทยสภา เมื่อปี 2562-2564 พบว่าจากการสอบถามแพทย์ 1,105 ทั่วประเทศ ราว 3 ใน 5 ต้องทำงานเกิน 80 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และอีกเกือบ 1 ใน 3 ทำงานเกินกว่า 100 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และจะยิ่งทำงานหนักมากขึ้นหากอยู่ในพื้นที่ชนบทเนื่องด้วยจำนวนแพทย์ที่มีอยู่น้อยกว่าในแต่ละโรงพยาบาล
ปัญหานี้ทำให้แพทยสภาต้องออกแนวทางเกี่ยวกับชั่วโมงการทำงานกันใหม่ โดยประกาศแพทยสภาที่ 46/2565 กำหนดสำหรับแพทย์เพิ่มพูนทักษะ ว่า หากทำงานต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง ต้องได้พักอย่างน้อย 4 ชั่วโมง และการทำงานนอกเวลาราชการต้องไม่เกิน 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ขณะที่การปฏิบัติงานเวรอุบัติเหตุฉุกเฉินกำหนดไว้ไม่เกิน 16 ชั่วโมงติดต่อกัน ทั้งนี้ก็เพื่อทำให้แพทย์ได้พัก และผู้ป่วยได้รับการรักษาที่มีคุณภาพ
ยังไม่นับแพทย์จำนวนหนึ่งที่ตัดสินใจลาออกจากโรงพยาบาลของรัฐ แล้วเลือกทำงานในคลินิกหรือโรงพยาบาลเอกชนแทน ส่วนหนึ่ง อาจเป็นเพราะสภาพการทำงานที่หนัก โดยเฉพาะในโรงพยาบาลห่างไกล ขณะที่ค่าตอบแทนในภาคเอกชนก็ดึงดูดแพทย์ได้มากกว่า
จากการรายงานของ Hfocus อ้างถึงข้อค้นพบของ พญ.รัชริน เบญจวงศ์เสถียร ประธานองค์กรแพทย์โรงพยาบาลพุทธชินราช และผู้แทนองค์กรแพทย์ชมรมโรงพยาบาลศูนย์ฯ ภาคเหนือ เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา พบว่า คนรุ่นใหม่ไม่ได้มองการลาออกของแพทย์เป็นเรื่องผิดปกติหรือการหนีปัญหา พวกเขาเข้าใจว่าการลาออกอาจเป็นการออกไปเรียนต่อ หาความก้าวหน้า หรือเลือกสภาพแวดล้อมการทำงานที่เหมาะกับตัวเองมากกว่า
เมื่อถามกลับว่า “แล้วอะไรจะทำให้แพทย์อยากอยู่ในระบบรัฐต่อ?” สิ่งที่ Extern พูดถึงกลับไม่ใช่เรื่องเงินเป็นอันดับแรก แต่เป็นคุณภาพชีวิตและสภาพแวดล้อมในการทำงาน เช่น ชั่วโมงทำงานที่เหมาะสม มีเวลาพักเพียงพอ มีรุ่นพี่คอยสอนและให้คำปรึกษา มีวัฒนธรรมองค์กรที่เห็นคุณค่าแพทย์จบใหม่ และไม่มอง Intern เป็นเพียงแรงงานราคาถูก
โดยเฉพาะการต้องอยู่เวรห้องฉุกเฉินกลางคืนเพียงลำพังโดยไม่มีรุ่นพี่ช่วยเหลือใกล้ชิด เป็นสิ่งที่ทำให้กังวลทั้งเรื่องความปลอดภัยของคนไข้และความพร้อมของตัวแพทย์เอง
คุณภาพชีวิตในเรื่องเล็กๆ ก็มีความหมาย ตั้งแต่ที่พักในโรงพยาบาลที่เพียงพอและเหมาะสม ไปจนถึงการมีเส้นทางความก้าวหน้าในวิชาชีพที่ชัดเจน เช่น ทุนเรียนต่อ โอกาสพัฒนาตัวเองอย่างเป็นธรรม ไม่มีระบบเส้นสาย และสามารถมองเห็นอนาคตของตัวเองได้แม้อยู่ในพื้นที่ต่างจังหวัด ดังนั้น สำหรับแพทย์รุ่นใหม่
ปัญหาจึงไม่ได้อยู่แค่ที่ว่า เราจะต้องผลิตแพทย์ให้มากขึ้นได้อย่างไร แต่อยู่ที่ว่า เราจะทำอย่างไรให้แพทย์ยังอยากอยู่ในระบบรัฐต่อไปด้วยเช่นกัน
อ้างอิงจาก