วันนี้กรุงเทพและอีกซีกโลกกำลังเผชิญสภาวะอากาศที่แตกต่างกัน เราเจอฝนตกหนักหลายวันติดต่อกัน ส่วนยุโรปโดยเฉพาะฝรั่งเศสที่เจอคลื่นความร้อนจนมีผู้เสียชีวิตมากมายรายวัน
สองเหตุการณ์ที่ดูต่างกันนี้ ด้านหนึ่งสะท้อนความรุนแรงของสภาพอากาศ และอีกด้านคือฝนและร้อน ต่างมีเงื่อนไขหนึ่งที่ช่วยเราในฐานะคนเมือง หรือผู้อยู่อาศัยได้ นั่นคือ ‘ร่มเงา’
ร่มเงา ในที่นี้อาจจะหมายถึงร่มไม้ หรือร่มที่เกิดจากสิ่งปลูกสร้าง เช่น ทางเดินที่มีหลังคาคลุมหรือชายคาโครงสร้างต่างๆ ที่มีเพียงพอและต่อเนื่องกัน ครอบคลุมพื้นที่ต่างๆ ของเมือง
คนกรุงเทพแบบเราๆ อาจจะหลับตาแล้วพอนึกถึงได้ ทุกครั้งที่ฝนตก ชีวิตเราจะลำบากทันที ต่อให้เราใช้บริการสาธารณะ หรือพื้นที่เมืองที่พัฒนาแล้วแค่ไหน เมื่อเราลงจากรถไฟฟ้า เดินออกจากห้าง หรือเดินออกจากพื้นที่ต่างๆ มักต้องมี ‘รอยรั่ว’ ของหลังคา ของทางเดิน ของชายคาที่ไม่ต่อเนื่องกัน เรียกได้ว่ายังไง กรุงเทพก็ต้องทำให้เราเปียกให้ได้
ดังนั้น เพื่อเป็นการรับมือทั้งกับเมืองที่ร้อนขึ้น หรือเมืองที่ฝนตกอยู่เป็นประจำ ‘ร่มเงา’ จึงเป็นอีกหัวใจหนึ่งที่อาจเรียกได้ว่าเป็นโครงสร้างพื้นฐาน หรือเป็นอีกสาธารณูปโภคของเมือง ร่มเงาที่ทั้งช่วยให้พื้นผิวของเมืองเย็นลง และเป็นที่กำบัง สร้างความปลอดภัยให้กับผู้อยู่อาศัยแบบเราๆ

การเมืองเรื่องร่มเงา
ประเด็นเรื่อง ‘ร่มเงา (shade)’ เป็นอีกประเด็นที่ค่อนข้างซับซ้อน และเริ่มเป็นความสนใจที่เมืองต่างๆ มองเห็นว่าร่มเงาเป็นอีกพื้นที่ กระทั่งเป็น ‘โครงข่าย’ ที่ทำให้เมืองและชีวิตของคนเมืองดีขึ้น
ร่มเงาของเมือง มีหลายรูปแบบ ส่วนใหญ่เรามักนึกถึงร่มเงาไม้ (tree canopy) ซึ่งถือเป็นอีกความซับซ้อนของพื้นที่สีเขียวของเมือง ที่ว่าด้วยเมืองมีต้นไม้ใหญ่ที่ให้ร่มเงามากน้อยแค่ไหน ซึ่งร่มเงาจากต้นไม้เกี่ยวข้องทั้งกับคุณภาพชีวิต และผลต่อสิ่งแวดล้อมของเมือง ตรงไหนมีเงาไม้ พื้นที่ใต้เงาไม้มักมีอุณหภูมิต่ำกว่าพื้นที่ที่ไม่มี อีกแง่หนึ่ง เงาไม้หรือไม้ใหญ่ของเมืองก็จะทำหน้าที่ดักกรองฝุ่น เป็นส่วนหนึ่งของความหลากหลายทางชีวภาพ รวมถึงผู้คนที่เห็นต้นไม้ใหญ่ก็มีสุขภาวะที่ดี
เรื่องเงาไม้ เป็นประเด็นเรื่องการเมืองด้วย งานศึกษาพบว่า พื้นที่เงาไม้ของเมือง มักผกผันกับมิติทางเศรษฐกิจของย่านหรือเมืองนั้นๆ งานศึกษาในปี 2019 ศึกษาเมือง 25 แห่งทั่วโลกพบว่า ย่านของเมืองที่ยากจนที่สุด มักเป็นพื้นที่ที่ร้อนที่สุดของเมือง ส่วนหนึ่งเพราะขาดพื้นที่ร่มไม้และการกระจายตัวของต้นไม้ใหญ่ที่มักกระจุกตัวอยู่ในย่านมั่งคั่ง

นอกจากร่มไม้แล้ว เรายังมีร่มเงาชนิดที่เกิดจากสิ่งปลูกสร้าง พื้นที่เมืองมักมีร่มเงาทั้งที่ตั้งใจและไม้ตั้งใจ เช่นร่มเงาจากอาคารสูง จากป้ายโฆษณา เงาจากโครงสร้างพื้นฐานของเมืองต่างๆ เช่นแนวรถไฟฟ้า สะพาน ทางด่วน ขณะเดียวกันเราก็มีการสร้างชายคา สกายวอร์คและทางเดินมีหลังคาคลุม
ด้วยความซับซ้อน และหลายเมืองรวมถึงหน่วยงานวิจัยที่เกี่ยวกับเมือง จึงเริ่มให้ความสนใจเรื่องร่มเงา และเริ่มมองว่าร่มเงาควรจะเป็นอีกโครงสร้างพื้นฐานของเมือง เช่น งานศึกษาร่วมกันจากสถาบันการศึกษาชั้นนำ เช่น อัมสเตอร์ดัม ฮ่องกง และ MIT ทำแผนที่ร่มเงาและชี้ให้เห็นบทบาทที่แตกต่างของร่มเงา แบ่งคร่าวๆ เป็นร่มเงาสีเทาและสีเขียว คือร่มเงาจากสิ่งก่อสร้างและจากร่มไม้
งานศึกษาชี้ว่า เงาของตึกอาคารให้ร่มเงาได้ในช่วงเช้าและบ่าย ขณะเดียวกันร่มเงาไม้ให้ร่มเงาได้ดีในช่วงเที่ยงวัน ตัวงานวิจัยชนาดใหญ่ ตัวอย่างจากสถาบันวิจัยของอัมสเตอร์ดัม ทำแผนที่ร่มเงาของเมือง โดยแสดงให้เห็นว่าร่มเงาของเมืองสัมพันธ์กับการพัฒนาเมืองที่ยาวนาน และตัวแผนที่ร่มเงาจะทำให้เห็นว่าการใช้ชีวิตในเมืองนั้นๆ เคลื่อนไหวไปตามร่มเงาของเมืองที่ทอดต่อกันอย่างไร มีคุณภาพหรือเพียงพอไหม
งานศึกษาชุดนี้ตอกย้ำประเด็นเดิมคือ พื้นที่ร่มเงา ไม่ว่าจะเป็นสีเทาหรือสีเขียว มักจะกระจายตัวไปไม่ทั่วถึง คือมักจะไปไม่ถึงพื้นที่ยากจนหรือมีความต้องการ ทำให้การใช้ชีวิต กระทั่งความปลอดภัยของผู้คน ทั้งจากความร้อน จากลมฝน หรือภูมิอากาศต่างๆ มีนัยของความเหลื่อมล้ำแฝงฝังอยู่เสมอ
ร่มเงากลายเป็นนโยบาย
หัวใจของการกลายเป็นนโยบาย เริ่มต้นทั้งจากการมองเห็นความสำคัญของร่มเงา มองร่มเงาในฐานะสาธารณูปโภคที่ส่งผลกับชีวิตและการใช้งานเมือง ประกอบกับการมองเห็นว่าสาธารณูปโภคเหล่านั้นกระจายตัวอย่างไม่เป็นธรรม ไม่ครอบคลุม เมืองหรือรัฐจึงเข้าทำความเข้าใจและร่วมสร้างสาธารณูปโภคเหล่านั้นให้เป็นธรรมและทั่วถึงมากขึ้น
นโยบายเมืองที่ว่าด้วยร่มเงา ไม่เชิงเป็นเรื่องใหม่ หลายเมืองมีการออกนโยบายที่ให้ความสำคัญกับร่มเงา และสิ่งที่น่าสนใจคือ ส่วนใหญ่สัมพันธ์กับบริบทของเมืองๆ นั้น ทั้งสภาพภูมิอากาศ สถาปัตยกรรมและการวางผังพัฒนาเมือง
เช่น สิงคโปร์ หนึ่งในดินแดนแห่งทางเดินหลังคาคลุม ปัจจุบัน ทางการสิงคโปร์ระบุว่าสิงคโปร์สร้างทางเดินที่มีหลังคาคุมเป็นเครือข่ายระยะทางยาวรวมถึงถึง 200 กิโลเมตร ชื่อเล่นของทางเดินมีหลังคาคลุมนี้เรียกว่า ทางเดินห้าฟุต (five-footway) ตัวทางเดินห้าฟุตบ้านเราอาจจะพอนึกภาพออก คือเป็นส่วนหนึ่งของสถาปัตยกรรมแบบห้องแถว ซึ่งเป็นการห้องแถวที่ชั้นสองยื่นออกมาที่ถนน ถนนจึงกลายเป็นทางเท้าที่มีหลังคาคลุมไปโดยปริยาย
ในปี 1822 สิงคโปร์ภายใต้อาณานิคมอังกฤษ เจ้าอาณานิคมออกผังพัฒนาเมือง (town plan) มองว่าอาคารต่างๆ มีทางเดินด้านหน้าแล้ว ดังนั้นก็ให้ทำทางเดินเหล่านี้ให้ต่อกันเพื่อป้องกันแดดฝน และทำให้การสัญจรในเมืองเชื่อมต่อกัน หลังจากนั้นค่อยๆ พัฒนากลายเป็นส่วนหนึ่งของการสัญจรและโครงข่ายสำคัญของเมือง

หลายเมืองที่เจอกับความร้อนมาอย่างยาวนาน เช่น อาบู ดาบี มีคู่มือการออกแบบในพื้นที่สาธารณะ เรียกว่า ‘ร่มเงาที่ต่อเนื่องกัน’ (Continuous shade)’ มีการกำหนดให้ทางสัญจรหลักต้องมีร่มเงา 80% ทางสัญจรรองต้องมีร่มเงา 60% รวมถึงกำหนดให้พื้นที่สนามเด็กเล่น หรือพื้นที่เพื่อการเล่นในสวนสาธารณะต้องมีร่มเงา 100% คลุม เมืองเช่น เทลอาวีฟ (Tel Aviv) ก็มีแนวทางออกแบบเพื่อร่มเงา แนะนำให้ถนนสาธารณะ ทางเดินและทางเท้า ต้องมีร่มเงา 80% สนามเด็กเล่นในโรงเรียนต้องมีร่มเงา 50% บางเมืองประเมินจากระยะเวลาในการใช้พื้นที่ เช่น มาริโคปาเคาน์ตี้ (Maricopa County) ในอริโซน่า มีหลักเกณฑ์ว่า เราสามารถเดินได้อย่างปลอดภัยในระยะเวลา 20 นาที โดยมีร่มเงาอย่างน้อย 20% (และอย่างดีที่สุด 60%) ในช่วงบ่ายหน้าร้อน
ระยะหลัง หลายเมืองที่จริงๆ ให้ความสำคัญกับพืชพรรณ แต่เริ่มเผชิญกับความร้อนและคลื่นความร้อน ก็เริ่มหันมาให้ความสนใจและออกนโยบายเกี่ยวกับร่มเงา ในเมืองที่ให้ความสำคัญกับพื้นที่สีเขียวเริ่มมองในมิติของร่มเงาและความต่อเนื่องมากขึ้น
แผนสำคัญเช่น แนวทางการรับมือความร้อนของเมืองฟีนิกซ์ รัฐแอริโซนา มีแนวทางการออกแบบเฉพาะที่ให้ความร่มเงา หรือแผนการพัฒนาร่มเงา (Shade Phoenix Plan) วางไว้เป็นรายละเอียดด้วย
หมายความว่า การรับมือความร้อนไม่ใช่แค่การเพิ่มพื้นที่สีเขียวหรือปลูกต้นไม้เท่านั้น แต่คือการมองเห็นเส้นทางหรือพื้นที่การใช้ชีวิตของคนเมือง มองเห็นการกระจายตัว หรือกระทั่งออกแบบหรือมองเห็นร่มเงาในระดับผู้คน คือเหมือนยืนอยู่บนถนน ในพื้นที่ต่างๆ แล้วพยายามทำให้ร่มเงานั้นเพียงพอ ต่อเนื่อง ซึ่งสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตและการใช้ชีวิตของผู้คน
สุดท้าย ร่มเงา จึงเป็นอีกหนึ่งความซับซ้อนของพื้นที่และการจัดการเมือง ตัวร่มเงาเองเกี่ยวข้องกับสาธารณูปโภคอื่นๆ ของเมือง ในทางกลับกัน เมืองก็อาจเห็นร่มเงาในฐานะโครงข่ายหรือพื้นที่ที่มีความเฉพาะตัว เป็นอีกสาธารณูปโภคที่รัฐหรือเมืองควรมองเห็น ซึ่งเป็นการมองเห็นแค่ไม่ใช่บนกระดาษ แต่สัมพันธ์กับการใช้ชีวิต ความเป็นอยู่ และความไม่เท่าเทียมของผู้คนที่ใช้ชีวิตอยู่ในเมือง
การมองเห็นร่มเงา คือการมองเห็นวิถีชีวิต มองเห็นเงื่อนไขที่เมืองจะอำนวยคุณภาพชีวิต กรุงเทพที่มองเห็นคนที่ใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพ ซึ่งไม่ใช่แค่ความสบาย แต่นำไปสู่ความปลอดภัย ความมั่นใจในการใช้ชีวิต เป็นเมืองที่เราไม่หนักใจเมื่อฝนตก ไม่รู้สึกกลัวเมื่อแดดออก เป็นเมืองที่ผู้คนพร้อมมีชีวิตในทุกสภาพอากาศ และพร้อมรับมือความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ได้ดีขึ้น
อ้างอิงจาก