ช่วงเลือกตั้งแบบนี้ The MATTER อยากชี้ชวนดูความเชื่อมโยงของนโยบาย ซึ่งส่งผลต่อเนื่องมาเป็นพื้นที่กายภาพ และพื้นที่กายภาพก็มากำหนดแนวโน้มการใช้ชีวิตซึ่งมาส่งผลกับสุขภาพกายสุขภาพใจของเราอีกต่อหนึ่ง
เราไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า อิทธิพลของสิ่งแวดล้อม เงื่อนไขการใช้ชีวิตนั้นย่อมส่งผลกับร่างกายและตัวตนของเรา
เรื่องอ้วนๆ เป็นอีกเรื่องที่ระดับนโยบายพูดถึงบ่อย รัฐและผู้คนเริ่มมองเห็นว่าภาวะอ้วนของเราๆ มีความเชื่อมโยงสัมพันธ์กับพื้นที่ที่เราอยู่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เมืองที่ขยายตัวขึ้น พื้นที่การใช้ชีวิตที่หดเล็กลง สวนสาธารณะไม่มี ถนนเดินไม่ได้ พื้นที่ส่วนใหญ่ถูกครอบครองโดยรถยนต์ ไม่มีความมั่นคงทางอาหาร
เมื่อเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา กรุงเทพมหานคร นำโดยผู้ว่าชัชชาติ ดำเนินโครงการในหลักสูตรชื่อ ‘อย่าปล่อยให้เด็กอ้วน’ โครงการที่สนับสนุนให้โรงเรียนและครูร่วมส่งเสริมพฤติกรรมและมีเป้าหมายป้องกันไม่ให้เด็กอ้วน ซึ่งการเปิดโครงการ ชัชชาติลงทุนนำตัวเองตอนเด็กที่เป็นเด็กอ้วนคนหนึ่งมาใช้เป็นตัวอย่าง

ภาพจาก Facebook กรุงเทพมหานคร
เรื่องอ้วนๆ กับเรื่องนโยบาย ค่อยๆ ถูกเชื่อมเข้าหากัน หนึ่งงานศึกษาและแนวทางสำคัญที่พยายามลดความอ้วนให้เด็ก ที่ไม่ใช่แค่การบังคับออกกำลังกายหรือการควบคุมอาหาร แต่คือความเข้าใจว่าพื้นที่ย่าน สาธารณูปโภค และพื้นที่เมือง มีส่วนเอื้อให้เด็กบริโภคอาหารฟาสต์ฟู้ดมากขึ้น
เมื่อเมืองจับมือกับปรมาจารย์สถาปนิก
เวลาเราพูดเรื่องกายภาพส่งผลกับพฤติกรรม หรือการกลับไปที่คอนเซ็ปต์พื้นฐานที่ให้เราอ้วน คือ ‘ความเหลื่อมล้ำ’ หมายความว่าความอ้วนสัมพันธ์กับการกระจายตัวของทรัพยากรที่ไม่ดี สำหรับประเด็นเรื่องเด็กอ้วน มีรายงานสำคัญจากปี 2020 ซึ่งเป็นความมุ่งมั่นทั้งของผู้บริหารเมืองคือนายกเทศมนตรีแห่งกรุงลอนดอน และสตูดิโอสถาปนิก ฌาน เกล (Jan Gehl)
รายงานชื่อว่า Understanding Southwark’s food experience เป็นความร่วมมือของนายกเทศมนตรีลอนดอน ในตอนนั้นลอนดอนเจอปัญหาภาวะอ้วนแล้ว โดยเฉพาะภาวะอ้วนในเด็กซึ่งเพิ่มสูงขึ้น ทางนายกฯ มองว่าพื้นที่สำคัญคือกลุ่มเปราะบาง คือย่านที่มีรายได้ไม่สูง ไม่ใช่พื้นที่ที่มีสาธารณูปโภคพร้อม งานศึกษาเลือกมาสองย่านที่มีสถานะทางเศรษฐกิจสังคมใกล้เคียงกัน
สำหรับฌาน เกล เป็นปรมาจารย์ที่มองว่าสถาปัตยกรรมรวมถึงพื้นที่กายภาพของเมืองสัมพันธ์กับตัวตนผู้อยู่อาศัยอย่างแยกไม่ได้ ทั้งรายงานเองก็ใช้วิธีของเกลคือการศึกษาทั้งพื้นที่กายภาพของเมืองโดยละเอียดและศึกษารายงานพฤติกรรมของประชาชนด้วย

ภาพรวมที่สุดของรายงาน ชี้ให้เห็นคำตอบที่เข้าใจง่ายคือ ความเหลื่อมล้ำของเมืองทำให้พื้นที่นั้นๆ ใช้งานได้ไม่เต็มที่ เช่นพื้นที่สวน ถนน ไปจนถึงการเดินทางที่มักจะต้องใช้รถบัสในการเดินทาง ย่านที่ศึกษาเป็นสองย่านที่มีอัตราเด็ก (10-11 ปี) สูงที่สุดคือ Camberwell และ Peckham ซึ่งมีภาวะอ้วน 52 และ 32% ตามลำดับ เขตแรกเรียกได้ว่าอ้วนไปครึ่งย่าน
ทว่า ข้อสำคัญของรายงานคือการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของการเข้าถึงแหล่งอาหาร และร้านฟาสต์ฟู้ดที่มีต่อพฤติกรรมการกินของเด็กวัยรุ่นนักเรียน
เมื่อเมืองเอื้อให้กินเฟรนฟรายและแนวทางแก้
ฌาน เกลพบว่า นอกจากประเด็นเรื่องการมี-ไม่มีร้านอาหารที่ไม่เป็นฟาสต์ฟู้ด หรือการมีอาหารหลากหลายแล้ว ร้านฟาสต์ฟู้ดมีบทบาททางสังคมกับเด็กนักเรียน คือร้านฟาสต์ฟู้ดมักตั้งอยู่บนพื้นที่สำคัญ อยู่ในพื้นที่ที่มองเห็นได้ชัด เตะตา ผ่านเสมอ และใกล้โรงเรียน
นอกจากความน่ากินของฟาสต์ฟู้ดและราคาที่เหมาะสมแล้ว เกลพบว่าร้านฟาสต์ฟู้ดอยู่ติดกับป้ายรถเมล์ โดยตัวฟาสต์ฟู้ดเองทำหน้าที่เป็นเหมือน ‘ส่วนต่อขยายของป้ายรถเมล์’ นึกภาพถ้าเราเลิกเรียนแล้วมีร้านฟาสต์ฟู้ดสีสันสดใส กลิ่นหอม ราคาไม่แพง นั่งสบาย อยู่ตรงป้ายรถเมล์ สิ่งที่นักเรียนแบบเราๆ จะทำคือการไปนั่งรอและกินอะไรซักอย่างในร้าน
สิ่งที่เกลค้นพบอีกคือพบว่า เด็กๆ แค่ต้องการพื้นที่สำหรับพบปะสังสรรค์กัน รวมถึงพบว่าเด็กจำนวน 1 ใน 4 ใช้รถเมล์ในการสัญจร และร้านฟาสต์ฟู้ดอยู่ห่างจากโรงเรียนแค่ 11 นาที คือเดินแป๊บเดียวถึง มีเพื่อนจะกลับบ้าน ก็เลยใช้ร้านเป็นที่นั่งคุยกัน ร้านฟาสต์ฟู้ด ไก่ทอด เฟรนฟราย จึงเป็นเหมือนคอขวดที่นักเรียนไหลไปรวมกันด้วยทุกเงื่อนไข

สิ่งที่ฌาน เกลชี้คือ ด้วยเงื่อนไขที่เมืองถูกออกแบบมานี้แหละที่ทำให้เด็กมีภาวะอ้วนมากหรือน้อยแตกต่างกัน ในเขตที่ไม่มีความหลากหลายทางอาหารเลยมีแนวโน้มมีภาวะอ้วนมากกว่า ขณะที่พื้นที่ที่มีร้านอาหารสุขภาพก็มีแนวโน้มอ้วนน้อยกว่า แต่ทว่าประการหลังก็สัมพันธ์กับมิติทางเศรษฐกิจด้วย คือแพงก็เข้าถึงไม่ได้
ทั้งเกลยังชี้ว่า ด้วยความที่จริงๆ วัยรุ่นต่างชอบที่จะใช้เวลาร่วมกัน เกลชี้ว่าในพื้นที่ที่มีสถานะทางเศรษฐกิจคือย่านที่มีรายได้น้อย โครงการทางสังคมต่างๆ พื้นที่สาธารณะ สวนสาธารณะมักถูกตัดงบประมาณและลดปริมาณลง ทำให้วัยรุ่นเองไม่มีพื้นที่อื่นๆ ในการทำกิจกรรมร่วมกัน
สำหรับเกลแล้ว ตัวเกลเองคิดแบบนักออกแบบที่ไม่ได้เน้นการตัดสินหรือการออกนโยบายเพื่อบังคับควบคุม เกลเสนอแนวทางที่เรียบง่ายเพื่อส่งเสริมสุขภาพเด็กๆ คือการทำให้เด็กๆ มีโอกาสและทางเลือกมากขึ้นด้วยการ ที่เราน่าจะนิยามได้ว่าทำเมืองให้ดี เกลเสนอให้ทำทางเท้าและทางจักรยานให้ดีเพื่อเชื่อมพื้นที่ต่างๆ เข้าหากัน
ในขณะเดียวกันก็เสนอให้ทำให้ตัวพื้นที่ป้ายรถเมล์ตอบโจทย์แบบเดียวกับที่ฟาสต์ฟู้ดทำ คือเป็นพื้นที่ชุมชนของเด็กๆ ซะ มีการขยายพื้นที่นั่ง ทำหลังคาให้รู้สึกสะดวกปลอดภัย ประกอบกับการทำประชาสัมพันธ์เรื่องอาหารการกิน เท่านี้เกลก็มองว่าเมืองจะเอื้อหรือหันเหเด็กๆ ออกจากร้านฟาสต์ฟู้ดได้บ้าง
เด็กญี่ปุ่นไม่อ้วน เพราะเดินไปโรงเรียน?
เรื่องนโยบายและกายภาพจากรายงานของลอนดอนเป็นความพยายามเข้าใจและปรับปรุงเมืองต่อไป ในพื้นที่ที่คล้ายกันที่นโยบาย กรณีนี้คือนโยบายและสาธารณูปโภคด้านการศึกษา ส่งผลกับภาวะอ้วนในเด็กได้ คือญี่ปุ่น กรณีของญี่ปุ่นมีนโยบายโรงเรียนใกล้บ้าน โรงเรียนอยู่ในระยะตามกำหนดคือประถมต้องอยู่ในระยะ 4 กิโลเมตร ส่วนมัธยมอยู่ในระยะ 5 กิโลเมตร เด็กๆ สามารถเดินหรือขี่จักรยานไปโรงเรียนได้
สำหรับนักเรียนญี่ปุ่นเกือบ 99% เดินทางไปโรงเรียนด้วยการเดินหรือขี่จักรยาน รวมถึงรัฐบาลเองส่งเสริมให้เดินทางด้วยตนเองเป็นอันดับแรก มีวิธีการต่างๆ เพื่อให้การเดินหรือขี่จักรยานไปโรงเรียนเป็นทางเลือกแรก ตั้งแต่การส่งเสริมด้วยคณะกรรมการผู้ปกครอง การทำเส้นทางให้ปลอดภัย การใช้ระบบชุมชนเป็นหูเป็นตา ซึ่งญี่ปุ่นมีภาวะอ้วนในเด็กต่ำกว่าประเทศพัฒนาแล้วอย่างมีนัยสำคัญ

ทว่า ในบางเงื่อนไขของบางพื้นที่การศึกษา บางเมืองที่เดินไปโรงเรียนไม่ได้ เช่น เป็นเกาะ ชุมชนมีขนาดเล็กไม่พอกับจำนวนโรงเรียน มีรายงานว่ามีภาวะอ้วนในเด็กสูงกว่าพื้นที่อื่น เช่น ในแถบภูมิภาคโทโฮคุ คือเด็กผู้ชายในเขตจังหวัดอาโอโมริ อิวาเตะและมิยางิ มีอัตราอ้วนในเด็กอายุ 12 ปีที่ 20.2% 15.6% และ 16.0% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยระดับชาติที่ 12.4%
ตัวงานศึกษาไม่ได้มุ่งชี้ว่ามีปัญหาอย่างไร แต่ชี้ให้เห็นการดำเนินนโยบายการศึกษาที่ดูเป็นเรื่องเล็ก แต่สะท้อนความมุ่งมั่นใหญ่ คือการส่งเสริมการเดินทางไปโรงเรียนด้วยวิธีที่กำหนด ซึ่งสัมพันธ์กับการกระจายตัวโรงเรียน ทั้งยังชี้ให้เห็นการดำเนินนโยบายที่รอบด้านคือมีกลยุทธ์มากมายที่เกี่ยวข้องกับการทำให้เด็กนักเรียนเดินไปโรงเรียนได้จากการสร้างชุมชน ความปลอดภัยของเมือง การทำงานร่วมกับผู้ปกครองเพื่อวางเส้นทางและสร้างเมืองปลอดภัยสำหรับเด็ก
จากการมองเห็นร้านฟาสต์ฟู้ดที่เรามองเห็นทั่วไป ร่วมกับทางเท้าและสวนที่ถูกตัดงบประมาณ เรื่อยมาจนถึงภาพเด็กนักเรียนญี่ปุ่นที่เดินไปโรงเรียนที่มีฉากหลังเป็นนโยบายที่ใหญ่โตกว่านั้น นโยบายที่ร่วมออกแบบให้เกิดเงื่อนไขในการใช้ชีวิตที่เด็กๆ และผู้คนแข็งแรงปลอดภัย ทั้งหมดคือการกำหนดนโยบาย การมองเห็นเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตจริง
การมองเห็นที่นำไปสู่การกำหนดนโยบายใหม่ เพื่อทำให้พื้นที่และวิถีชีวิตของผู้คนเปลี่ยนแปลงไป นโยบายเล็กๆ ที่สอดคล้องกับเรื่องราวใหญ่ๆ ความเปลี่ยนแปลงเล็กๆ ที่ทำให้แค่เราเดินเลี้ยวจากร้านฟาสต์ฟู้ดไปสู่สวนหรือทางจักรยาน หรือนโยบายที่ทำให้เรารู้สึกปลอดภัยที่จะเห็นเด็กๆ เดินจับมือกันตามลำพังเพื่อไปโรงเรียนในทุกๆ วัน
อ้างอิงจาก