เวลาไปเที่ยวต่างประเทศ เคยสงสัยไหม ทำไมบางเมือง ผู้คนถึงใจดี มีน้ำใจ ดูเป็นมิตรกับชาวต่างชาติแบบเราๆ แต่ในบางประเทศผู้คนกลับดูไม่ค่อยเป็นมิตร พูดจากระโชกโฮกฮาก ทำเหมือนเราเป็นตัวประหลาดไปเดินอยู่บ้านเมืองเขา
หากจะยกตัวอย่างให้เห็นภาพ ลองนึกถึง ‘ปารีส’ เมืองหลวงของฝรั่งเศส ที่เป็นเมืองในฝันของใครหลายคน แต่เมื่อถึงดันพบเข้ากับความจริงที่ว่าปารีสไม่ได้โรแมนติกและสวยหรูเหมือนที่คาดไว้ จนเกิดเป็นคำศัพท์อย่าง ‘กลุ่มอาการปารีส หรือ Paris Syndrome’ ขึ้นมา
คร่าวๆ อาการปารีสคือ ภาวะช็อกทางวัฒนธรรมอย่างรุนแรง มีอาการหัวใจเต้นเร็ว เวียนศีรษะ และคลื่นไส้ โดยมีต้นสายปลายเหตุมาจากความผิดหวังระหว่างความเป็นจริงกับภาพลักษณ์ในอุดมคติของปารีส หนึ่งในนั้นคือการที่คนปารีสไม่ได้ใจดีและเป็นมิตรอย่างที่วาดฝันไว้
แท้จริงแล้ว คนปารีสและคนในอีกหลากหลายเมืองที่ขึ้นชื่อว่าไม่เป็นมิตรอาจไม่ได้มีนิสัยแบบนั้นมาตั้งแต่แรก ทว่าอุปนิสัยหลายๆ อย่างที่แสดงออกมาให้เหล่านักท่องเที่ยว ได้เห็นอาจเกิดมาจาก ‘เมือง’ ที่พวกเขาอาศัยอยู่

เมือง ผู้คน และความเป็นมิตร
ในความเป็นจริงนิสัยของมนุษย์เราที่แสดงออกมักมีเบื้องหลังมาจากประสบการณ์ส่วนตัวหรือสังคมโดยรอบ ซึ่งต่างประกอบสร้างตัวตนของเราในแต่ละด้านขึ้นมา และ ‘เมือง’ ที่ประกอบไปด้วย ตึกรามบ้านช่อง บล็อกคอนกรีตแข็งหนา หรือแม้แต่ถนนหนทางอันซับซ้อนที่เราต้องอยู่อาศัย ใช้ชีวิตกันในทุกๆ วัน ก็มีพลังมากพอที่จะหลอมรวมตัวตนของเราขึ้นมาได้เช่นกัน
ลองนึกถึงภาพใครสักคนที่ต้องเติบโตและอาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ที่ทุกอย่างดูคับแคบและแออัดไปเสียหมด จะขยับตัวไปทางไหนก็เจอแต่ผู้คน การอยู่ภายใต้สภาพแวดล้อมแบบนี้คงก่อให้เกิดความอึดอัดทางจิตใจอยู่ไม่น้อย จากข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับเมืองในลักษณะนี้ แสตนลีย์ มิลแกรม (Stanley Milgram) นักจิตวิทยาสังคมชาวอเมริกัน จึงได้นำเสนอแนวคิด ‘Urban Overload’ ขึ้นมาเพื่ออธิบายพฤติกรรมของผู้คนที่อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ที่เต็มไปด้วยสิ่งเร้ามากมาย
Urban Overload หรือสภาวะที่คนในเมืองใหญ่ต้องเผชิญกับสิ่งกระตุ้นรอบตัวที่มากเกินไป ไม่ว่าจะเป็น เป็นเสียงรบกวนจากการจราจร ความแออัดของผู้คน จำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แสงสีจากป้ายโฆษณา หรือกระทั่งข้อมูลข่าวสารที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างไม่หยุดหย่อน กลายเป็นสิ่งผู้คนในเมืองไม่สามารถรับไหว จนส่งผลกระทบไปสู่ร่างกาย และจิตใจ
สภาวะสิ่งเร้าล้นเกินนี้มีรากฐานมาจากการจำกัดของสมองมนุษย์ ซึ่งไม่ได้ออกแบบมาเพื่อรองรับชีวิตในเมืองใหญ่ หากมองย้อนกลับไปตลอดช่วงเวลาในประวัติศาสตร์ เฉพาะอย่างยิ่งในยุคแรกเริ่มที่มนุษย์เพิ่งอยู่รวมกัน มนุษย์จะอาศัยอยู่เป็นกลุ่มเล็กๆ ปฏิสัมพันธ์ต่างๆ ก็จะเกิดขึ้นภายในสังคมเล็กๆ ที่จัดการได้ง่าย ในขณะที่แวดล้อมของเมืองใหญ่นั้นกลับตรงกันข้าม เพราะมันเต็มไปด้วยสิ่งรบกวนและจำนวนคนที่อยู่รวมกันมหาศาลในพื้นที่เดียว
แม้ปากเราจะบอกคุ้นชินกับการต้องอาศัยอยู่ท่ามกลางสิ่งกระตุ้นทั้งหลายนี้ทุกวัน แต่ข้างในของเราอาจค่อยๆ เปลี่ยนไปทีละเล็กทีละน้อย ประกอบกับความรู้สึกเชิงลบต่างๆ ที่ก่อตัวขึ้นมาท่ามกลางสภาวะเมืองเช่นนี้ ทั้งความเครียด ความเหนื่อยล้า และความเศร้า ล้วนเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้มนุษย์เมืองต่างก็ต้องปรับตัวเอง เพื่อไม่ให้ถูกความล้นเกินนี้กลมกลืน
หนึ่งในการปรับตัวให้สอดรับความเป็นเมืองที่ล้นเกินคือ ‘พฤติกรรมต่างคนต่างอยู่’ หมายความว่าพวกเขาเลือกที่จะเมินเฉย ไม่เข้าไปมีปฏิสัมพันธ์กับคนแปลกหน้า โฟกัสกับตัวเองมากขึ้น ไม่ต้องแบกรับภาระจากข้อมูลหรือสิ่งเร้าที่มากเกิน
อีกทั้งการเพิ่มระยะห่างกับผู้คนในสังคม โดยเฉพาะกับผู้คนแปลกหน้าอย่าง นักท่องเที่ยว หรือใครก็ตามที่ไม่ได้เกี่ยวโยงกับพวกเขาโดยตรง เพราะช่วยประหยัดพลังงานทางอารมณ์และจิตใจ ไว้ไปใช้กับสิ่งสำคัญในชีวิตจริงๆ มากกว่าด้วย
ย้อนกลับไปปี 2022 ผลสำรวจของ Expat Insider ชี้ให้เห็นว่า โตเกียวติดอันดับ ‘10 เมืองที่ไม่น่าอยู่ที่สุดสำหรับชาวต่างชาติ’ โดยมีหนึ่งในสาเหตุหลักคือ เมืองนี้ไม่เป็นมิตรต่อชาวต่างชาติ เมื่อย้อนกลับไปดูที่การขยายตัวของโตเกียวก็จะพบว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หลายย่านในโตเกียวเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ตัวอย่างเช่น ย่านคางุระซากะ ที่เคยมีเสน่ห์แบบหมู่บ้าน ถูกเปลี่ยนไปจากโครงการขยายถนน ร้านค้าและร้านอาหารเล็กๆ ถูกทุบทิ้งเพื่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ สำหรับรองรับการขยายตัวของเมืองและการหลั่งไหลเข้ามาของประชากรที่เพิ่มขึ้น
สอดคล้องกับผลการศึกษาของหนังสือพิมพ์โยมิอุริและสถาบันวิจัยสังคมศาสตร์ขั้นสูง มหาวิทยาลัยวาเซดะ ของญี่ปุ่น เมื่อปี 2025 พบว่าเกือบ 60% ของคนรุ่นใหม่ผู้ตอบแบบสอบถาม (หรือประมาณ 2,004 คน) มีจุดยืนในการคัดค้านการรับแรงงานต่างชาติที่เพิ่มขึ้นกว่า 46% ในปีก่อนหน้า โดย มาซาโกะ คัน (Masako Kan) ที่ปรึกษาด้านวัฒนธรรมระหว่างประเทศ อธิบายถึงปรากฏการณ์ครั้งนี้ว่า เป็นผลพวงจากการที่คนรุ่นใหม่สัมผัสได้ถึงผลกระทบการเติบโตอย่างรวดเร็วของการท่องเที่ยวและการเพิ่มขึ้นของช่าวต่างชาติที่เข้ามาอาศัยอยู่ในเมือง
โดยมีเหตุผลประกอบคือ การหลั่งไหลเข้ามาของต่างชาตินั้นก่อปัญหาในหลากหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น เสียงดังในที่สาธารณะ มีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ความแออัด และปัญหาขยะที่ล้นเมือง แถมการล้นเกินของจำนวนประชากรในเมืองใหญ่ยังส่งผลกระทบต่อเรื่องค่าครองชีพที่สูงขึ้นและภาระภาษีที่หนักขึ้นด้วย คนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยจึงเกิดความกังวลเกี่ยวกับอนาคตของพวกเขามากขึ้น
ตามแนวคิด Urban Overload ของมิลแกรม เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้ พวกเขาจึงเลือกที่จะปรับตัวให้คล้อยไปกับความเอ่อล้นของสิ่งเร้ารอบตัว หลักๆ คือการเลือกแสดงออกอยากเย็นชาและเฉยเมยต่อผู้คนต่างถิ่น จนเกิดกลายเป็นภาพที่คนนอกมองกลับไปว่า ผู้คนในเมืองใหญ่นี้ไม่เป็นมิตรต่อชาวต่างชาติเท่าที่ควร

การออกแบบเมืองที่ดีอาจทำให้คนเป็นมิตรมากขึ้น
การแก้ไขปัญหาคนในเมืองไม่เป็นมิตรอาจไม่ได้มองแค่ระดับบุคคลหรือระดับเล็กเท่านั้น หากแต่ต้องมองในภาพกว้างและขยายไปมองในระดับที่ใหญ่มากขึ้น หรือก็คือเราจะต้องแก้ปัญหาที่เมืองไม่ใช่คน
ถ้าถามว่าการออกแบบเมืองจะช่วยแก้ไขในจุดนี้ได้อย่างไรบ้างนั้น อยากให้ทุกคนลองนึกถึงเมืองที่มีพื้นที่สีเขียวเพียงพอให้ผู้คนได้ไปใช้บริการ ท่ามกลางเมืองที่เต็มไปด้วยความวุ่นวาย รถราเนืองแน่น ผู้คนขวักไขว่ การได้เข้าไปผ่อนคลายในสวนสาธารณะ มองพื้นที่สีเขียว และสูดธรรมชาติให้เต็มปอด ก็อาจช่วยลดความเครียดที่เกิดจากเมืองลงไปได้
นอกจากนี้ การมีพื้นที่กลางสำหรับให้ผู้คนได้มารวมตัวหรือเจอกันโดยตั้งใจก็อาจช่วยลดความรู้สึกเชิงลบต่อเมืองได้เช่นกัน โดยพื้นที่กลางนี้จะต้องเป็น พื้นที่สาธารณะกลางแจ้งที่ออกแบบมาให้คนมาใช้ร่วมกันได้ ไม่ใช่แค่เดินผ่าน แต่ต้องสามารถหยุด อยู่ และเจอกันได้ ตัวอย่างเช่น จตุรัสกลางเมืองหลายแห่งในยุโรป เช่น เปียซซ่า ซาน มาร์โก (Piazza San Marco) ปลาซ่า เด เอสปาญ่า (Plaza de España) และ ปลาซ่า มายอร์ (Plaza Mayor) ซึ่งต่างก็เป็นพื้นที่โล่งกว้างที่เปิดให้ผู้คนในเมืองได้มาพบและจัดกิจกรรมร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็น นั่งเล่น เล่นดนตรี หรือกระทั่งจัดตลาดตามงานเทศกาลต่างๆ
พื้นที่เหล่านี้ หากอยู่ใกล้และกระจายตัวทั่วเมือง ก็อาจช่วยเพิ่มความสุขแก่ผู้คนได้ไม่น้อย เพราะบ่อยครั้งที่เมืองมีพื้นที่กลางเหล่านี้ แต่อยู่ไกลเกินกว่าจะเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม ปัญหาที่เกิดขึ้นเลยยังคงอยู่
ในขณะเดียวกัน ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องก็จะต้องออกแบบและแก้ไขปัญหาที่นำไปสู่ความไม่เป็นมิตรของผู้คนพร้อมกันด้วย อย่าง ปัญหาเรื่องรถราที่แน่นขนัด ที่ไม่ได้สร้างแค่มลพิษทางสิ่งแวดล้อม แต่ยังก่อความรู้สึกเชิงลบต่อผู้คนในเมือง ทั้งความเครียดจากเสียงรถหรือความรู้สึกไม่ปลอดภัยจากรถที่ล้นเมือง
เมื่อพูดถึงการเดินทางสัญจร การทำให้เมืองช้าลง ก็อาจเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่เพิ่มพื้นที่ให้แก่ผู้คนในเมืองได้ด้วยเช่นกัน โดยอาจทำได้ตั้งแต่ปรับปรุงทางเท้าให้สามารถสัญจรได้สะดวกและปลอดภัย มีทางสำหรับจักรยาน ตลอดจนการทำให้ระบบขนส่งสาธารณะเข้าถึงและมีประสิทธิภาพต่อทุกกลุ่มคน วิธีเหล่านี้แม้จะไม่สามารถจัดการกับปัญหารถราได้ทันที แต่ก็อาจเป็นอีกหนึ่งวิธีการแก้ปัญหาที่สร้างความยั่งยืนและเป็นมิตรต่อผู้คนในเมืองมากขึ้น
การออกแบบเมืองให้สอดรับกับผู้อยู่อาศัยทุกคน จึงเป็นวิธีสำคัญที่จะช่วยให้ผู้คนเป็นมิตรและอาศัยอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขมากขึ้นได้
อ้างอิงจาก
lifestyle.sustainability-directory.com