จากกรณีโพสต์บนโซเชียลมีเดีย ที่ออกมาเล่าถึงพฤติกรรมของ ‘อาจารย์แพทย์’ สองคน ที่คนหนึ่งมีพฤติกรรมข่มขู่ คุกคาม และใช้ความรุนแรงกับลูกศิษย์ ซึ่งลูกศิษย์ในที่นี้คือแพทย์ประจำบ้าน โดยที่เหยื่อเองก็ไม่กล้าออกมาเปิดเผยเพราะห่วงอนาคตตัวเอง
ขณะที่อาจารย์แพทย์อีกคนหนึ่งมีพฤติกรรมปฏิเสธการรักษาคนไข้ เนื่องจากคนไข้ไม่มีเงินจ่ายค่าอุปกรณ์พิเศษ และให้หน้าที่แพทย์ประจำบ้านเป็นผู้อธิบายรวมถึงรับแรงกดดันจากคนไข้ ซึ่งหลังจากนั้นกลุ่มแพทย์ประจำบ้านได้รวมตัวกันเพื่อเขียนจดหมายถึงประธานราชวิทยาลัยศัลยแพทย์แห่งประเทศไทย โดยเล่าถึงเหตุการณ์ดังกล่าว รวมถึงขอร้องให้ช่วยเหลือ
โดยที่ต่อมาทางราชวิทยาลัยศัลยแพทย์ได้ส่งต่อให้อนุกรรมการพิจารณาและทำหนังสือส่งไปยังคณบดีคณะแพทย์เพื่อให้ชี้แจงเหตุการณ์ทั้งหมด จนเกิดเป็นแถลงการณ์ที่มีใจความว่า สถาบันไม่สนับสนุนความรุนแรงทุกรูปแบบและตระหนักถึงความสำคัญของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้เพิกเฉย ซึ่งตอนนี้อยู่ระหว่างกระบวนการการตรวจสอบเพื่อให้ความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย

via shutterstock
เหตุการณ์ ‘ความรุนแรง’ ในโรงพยาบาล ไม่ใช่เรื่องใหม่สังคมไทย หนึ่งตัวอย่างที่ไม่ต้องย้อนไปไกล เมื่อช่วงราวๆ กลางปีที่แล้ว มีข่าวว่าพยาบาลในโรงพยาบาลแม่ลาว จ.เชียงราย โดนแพทย์รายหนึ่งทุบที่หลัง 2 ครั้ง จนเกิดเป็นความเคลื่อนไหวเพื่อแสดงออกถึงความไม่พอใจด้วยการนัดกันใส่ชุดดำในหมู่พยาบาล ซึ่งแม้เรื่องราวจะจบลงแล้ว แต่สังคมได้เริ่มตั้งคำถามถึงความปลอดภัยของคนทำงาน รวมถึงมาตรการป้องกันการเกิดเหตุซ้ำ มิใช่แค่ความรุนแรงระหว่างคนไข้และบุคลากรแพทย์เพียงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงบุคลากรแพทย์ด้วยกันเองด้วย
เป็นที่รู้กันดีว่าถ้าพูดถึงอุตสาหกรรมนี้แล้ว บุคลากรทางการแพทย์คือผู้ที่มีความเสี่ยงสูงต่อความรุนแรงในที่ทำงาน โดยนอกจากสังคมไทยแล้ว ต่างประเทศเองก็มีกรณีเช่นนี้ และการศึกษามากมายเช่นกัน
งานวิจัยชิ้นหนึ่งของ National Library of Medicine ระบุว่า แนวโน้มความรุนแรงในที่ทำงานโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานพยาบาลทั่วโลกนั้นน่าเป็นห่วง เนื่องจากเรายังไม่รู้แน่ชัดถึงขนาดจริงๆ ของปัญหา ด้วยการเฝ้าระวังที่จำกัดและขาดความตระหนักรู้เกี่ยวกับปัญหาดังกล่าว ดังนั้น หากความรุนแรงในที่ทำงาน (โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานพยาบาล) ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเพียงพอ มันจะกลายเป็นปรากฏการณ์ระดับโลก บ่อนทำลายสันติภาพและความมั่นคงในชุมชน และยังเป็นความเสี่ยงต่อสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของประชากรอีกด้วย

via shutterstock
ข้อมูลการประชุมและนิทรรศการประจำปีครั้งที่ 51 ของ International Association for Healthcare Security & Safety (IAHSS) ที่เผยแพร่เมื่อเดือนพฤษภาคม 2019 พบว่าอัตราการทำร้ายร่างกายบุคลากรทางการแพทย์เพิ่มขึ้นจาก 9.3 ครั้งในปี 2016 เป็น 11.7 ครั้งในปี 2018 ซึ่งเป็นอัตราสูงสุดที่ IAHSS เคยบันทึกไว้ตั้งแต่เริ่มเก็บข้อมูลอาชญากรรมในปี 2012
ขณะที่การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงสังเกต จากงานวิจัย 47 ชิ้น พบว่า ความรุนแรงในที่ทำงานต่อบุคลากรทางการแพทย์โดยรวมอยู่ที่ 62.4% โดยการล่วงละเมิดทางวาจามีสัดส่วนสูงสุด ที่ 61.2% รองลงมาคือความรุนแรงทางจิตใจที่ 50.8% การข่มขู่ 39.5% ความรุนแรงทางกาย 13.7% และการคุกคามทางเพศ 6.3%
นอกจากนี้ ข้อมูลจาก องค์การอนามัยโลก (WHO) ยังระบุด้วยว่า บุคลากรทางการแพทย์ทั่วโลกมีความเสี่ยงสูงต่อความรุนแรง ระหว่าง 8% – 38% ของบุคลากรทางการแพทย์ประสบกับความรุนแรงทางกายภาพในช่วงใดช่วงหนึ่งของอาชีพ อีกจำนวนมากถูกข่มขู่หรือถูกคุกคามทางวาจา ซึ่งความรุนแรงส่วนใหญ่กระทำโดยผู้ป่วยและผู้มาเยี่ยม นอกจากนี้ ในสถานการณ์ภัยพิบัติและความขัดแย้ง
อีกทั้ง บุคลากรทางการแพทย์อาจตกเป็นเป้าหมายของความรุนแรงจากกลุ่มคนหรือความรุนแรงทางการเมือง ส่วนประเภทของบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความเสี่ยงสูงที่สุด ได้แก่ พยาบาลและเจ้าหน้าที่อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการดูแลผู้ป่วย เจ้าหน้าที่ห้องฉุกเฉิน และเจ้าหน้าที่กู้ภัย

via shutterstock
ความรุนแรง ได้รับการรายงานแค่ไหน? ควรแก้ที่อะไร?
รายงาน Sentinel Event Alert ฉบับที่ 59 ของ Joint Commission พบว่า 75% ของการทำร้ายร่างกายในที่ทำงานเกือบ 25,000 ครั้งต่อปี เกิดขึ้นในสถานพยาบาล แต่มีเพียง 30% ของพยาบาล และ 26% ของแพทย์เท่านั้นที่รายงานเหตุการณ์ความรุนแรงในที่ทำงาน ซึ่งสาเหตุของการรายงานต่ำกว่าความเป็นจริงอาจรวมถึง การขาดนโยบายการรายงาน การขาดความเชื่อมั่นในระบบการรายงาน และความกลัวการถูกตอบโต้
ขณะที่รายงาน Vital Signs ของ CDC ปี 2023 พบว่า จำนวนบุคลากรทางการแพทย์ที่รายงานว่าถูกคุกคามในที่ทำงานเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าในปี 2018 โดยเพิ่มขึ้นจาก 6% ในปี 2018 เป็น 13% ในปี 2022 ผลกระทบของการคุกคามนี้ต่อสุขภาพจิตของบุคลากรทางการแพทย์มาก โดยบุคลากรที่ประสบกับการคุกคามในที่ทำงานมีแนวโน้มที่จะรายงานความรู้สึกวิตกกังวล ซึมเศร้า และหมดไฟมากกว่า
งานวิจัยที่เผยแพร่บน PubMed ระบุว่า พนักงานในอุตสาหกรรมนี้จำนวนมากเข้าใจผิดคิดว่าความรุนแรงในที่ทำงานเป็นเพียงส่วนหนึ่งของงานของพวกเขา และคิดว่าพวกเขาโชคร้ายที่อยู่ในสถานที่ที่ไม่เหมาะสมในเวลาที่ไม่เหมาะสม ขณะที่อีกชิ้นบอกว่า พนักงานหลายคนเชื่อว่าจะไม่มีการดำเนินการใดๆ กับผู้กระทำความผิด หรือไม่อยากทุกข์ทนกับการถูกตีตรา ประณาม หากยื่นรายงานหรือดำเนินคดีตามกฎหมาย ซึ่งนอกเหนือไปจากนั้น พวกเขายังกังวลต่ออนาคตของพวกเขา และขาดการสนับสนุนจากหัวหน้างาน

via shutterstock
อย่างไรก็ดี เมื่อมีการแก้ไขที่ระบบ อาจทำให้เราได้เห็น ตัวเลข ที่แท้จริงมากขึ้น ยกตัวอย่าง ประเทศมาเลเซีย หลังจากที่มีการเปิดตัวแนวทางและโมดูลการฝึกอบรมเพื่อจัดการและป้องกันความรุนแรงต่อบุคลากรทางการแพทย์ ก็มีการรายงานกรณีต่างๆ เพิ่มขึ้นอย่างมากถึง 159% จาก 167 กรณีในเดือนธันวาคม 2017 เป็น 432 กรณีในเดือนธันวาคม 2018
ในปี 2023 สถาบันแห่งชาติเพื่อความปลอดภัยและอาชีวอนามัย คือ หน่วยงานวิจัยของรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้ CDC (NIOSH) ได้เปิดตัวแคมเปญ Impact Wellbeing เพื่อให้ผู้นำโรงพยาบาลได้รับโซลูชันที่อิงตามหลักฐานเพื่อลดภาวะหมดไฟของบุคลากรทางการแพทย์ รักษาความเป็นอยู่ที่ดี และสร้างระบบที่บุคลากรทางการแพทย์สามารถเติบโตได้อย่างเต็มที่
อีกทั้งในปี 2024 NIOSH ได้เผยแพร่คู่มือ Impact Wellbeing Guide ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ผ่านการทดสอบแล้ว ออกแบบมาเพื่อช่วยให้ผู้นำ และผู้บริหารโรงพยาบาลเร่งหรือเสริมการทำงานด้านความเป็นอยู่ที่ดีในโรงพยาบาลของตนในระดับปฏิบัติการ ซึ่งรวมถึงการส่งเสริมสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัย
กลับมาที่ไทยเอง งานวิจัยบนเว็บไซต์ศรีนครินทร์ เวชสาร เรื่องการป้องกันและคุ้มครองสิทธิของบุคลากรทางการแพทย์ โดย จินตนา สุวิทวัส คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ระบุว่า การป้องกันความรุนแรงในโรงพยาบาล โดยการประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดความรุนแรงในโรงพยาบาล มีมาตรการป้องกันการเกิดความรุนแรง มีมาตรการรักษาความปลอดภัย มีการอบรมและให้ความรู้แก่บุคลากรเรื่องการจัดการกับความรุนแรงในที่ทำงาน และมีการคุ้มครองสิทธิของบุคลากรทางการแพทย์โดยมีสิทธิได้รับเงินช่วยเหลือกรณีได้รับความเสียหาย มีสิทธิได้รับความช่วยเหลือทางด้านกฎหมาย มีสิทธิที่จะได้รับความคุ้มครองความปลอดภัยจากหน่วยงาน
ขณะที่รายงานแนวทางปฏิบัติในการป้องกันและจัดการความรุนแรงในโรงพยาบาลของ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า ปัจจุบันหน่วยงานต่างๆ ในประเทศไทยศึกษาเพิ่มเกี่ยวกับความรุนแรงในสถานที่ทำงานและการจัดการของบุคลากรทางการแพทย์-พยาบาลมากกว่าในอดีต

via shutterstock
รายงานระบุว่า รัฐบาลและองค์กรรัฐควรจัดให้มีมาตรการสำหรับลด และยุติความรุนแรง ในโรงพยาบาล ซึ่งอาจรวมถึง ผลักดันให้การลดและยุติความรุนแรงในโรงพยาบาลเป็นส่วนสำคัญของนโยบายระดับประเทศ ระดับภูมิภาคและระดับท้องถิ่น ทบทวนกฎหมายแรงงานและข้อบังคับอื่นๆ พัฒนาข้อบังคับใหม่หากจำเป็นและบังคับใช้
ขณะที่ในระดับผู้บริหารควรสนับสนุนให้เกิดสภาวะการทำงานในโรงพยาบาลที่ไร้ความรุนแรง รวมถึงบุคลากรในโรงพยาบาลเองควรให้ความสนใจเพื่อลดและยุติความรุนแรงในโรงพยาบาลด้วย ส่วนองค์กรวิชาชีพนั้นควรกระตุ้นให้เกิดความร่วมมือกันและสร้างแนวทางเพื่อลดความรุนแรงในโรงพยาบาลด้วย
อย่างไรก็ตาม สำหรับเคสของความรุนแรงที่เกิดขึ้นในโรงพยาบาล ไม่ว่าจะมาจากผู้ที่มาใช้บริการก็ดี หรือจากบุคลากรทางการแพทย์ด้วยกันเองก็ดี ประเด็นเหล่านี้ก็ยังคงเป็นที่ถกเถียงถึงมาตรฐานความปลอดภัย รวมถึงระบบการตรวจสอบ และกระบวนการยุติธรรมที่เกิดขึ้นในสถานปฏิบัติงาน
จึงอยากชวนทุกคนจับตากันต่อไปว่าหลังจากนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมีการออก หรือกำกับมาตรฐานใดๆ รวมถึงวิธีการบังคับใช้เพื่อให้สถานปฏิบัติงานอย่างโรงพยาบาลกลายเป็นสถานที่ที่ควรจะปลอดภัยทั้งกับคนในและคนนอก