“ชาร์ลี เคิร์ก ผู้ยิ่งใหญ่และเป็นตำนาน ได้เสียชีวิตแล้ว”
ข้างต้นคือข้อความบนโซเชียลมีเดียของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่กล่าวถึงเหตุการณ์เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (10 กันยายน 2025) ซึ่งชาร์ลี เคิร์ก วัย 31 ปี ผู้ก่อตั้งกลุ่มอนุรักษนิยมเยาวชน หรือ Turning Point USA ถูกลอบยิงจนเสียชีวิต ระหว่างกำลังพูดต่อหน้าคนกว่า 3,000 คนในงานอีเว้นท์ที่มหาวิทยาลัยยูทาห์แวลลีย์
ต่อมาสเปนเซอร์ ค็อกซ์ ผู้ว่าการรัฐยูทาห์จากพรรครีพับลิกัน เปิดเผยต่อสื่อว่า ไทเลอร์ โรบินสัน วัย 22 ปี คือผู้ต้องสงสัยในคดีสังหารชาร์ลี เคิร์ก ซึ่งขณะนี้เขาถูกคุมขังโดยไม่ให้ประกันตัว ในข้อหาฆาตกรรมโดยเจตนา ใช้อาวุธปืนจนทำให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บสาหัส และขัดขวางกระบวนการยุติธรรม ซึ่งเขาจะขึ้นศาลครั้งแรกในวันอังคาร (16 กันยายน)
แม้จะยังไม่มีการยืนยันแรงจูงใจอย่างเป็นทางการ แต่ผู้ว่าการรัฐฯ คนนี้ระบุว่า โรบินสันมีอุดมการณ์ฝ่ายซ้าย โดยเขา “มาจากครอบครัวอนุรักษนิยม” แต่ “อุดมการณ์ของเขาแตกต่างจากครอบครัวอย่างมาก” ทั้งนี้เขาสันนิษฐานว่า ผู้ต้องสงสัยกำลังคบหากับบุคคลที่ “กำลังเปลี่ยนเพศจากชายเป็นหญิง”
ที่ผ่านมา เคิร์กเป็นอินฟลูเอนเซอร์คนสำคัญทางการเมืองฝ่ายขวา โดยมีผู้ติดตามหลายล้านคนบนแพลตฟอร์มออนไลน์อย่าง YouTube และ TikTok นอกจากนี้เขายังเป็นที่รู้จักในฐานะผู้คอยสนับสนุนทรัมป์ ระหว่างการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว และยังยึดถือจุดยืนอนุรักษนิยมแบบคริสเตียนดั้งเดิม
อย่างไรก็ตาม ในสายตาของนักเสรีนิยมหลายคน เคิร์กถูกมองว่าเป็นผู้จุดชนวนความเกลียดชัง ต่อชนกลุ่มน้อยทางเชื้อชาติและกลุ่ม LGBTQ+ เนื่องด้วยจุดยืนของเขาเป็นที่ถกเถียงอย่างมาก เช่น การต่อต้านการทำแท้ง จนถึงไม่เห็นด้วยกับการแต่งงานของคนเพศเดียวกัน
ด้วยเหตุเหล่านี้เองที่หลายคนมองว่า ความรุนแรงครั้งนี้เกี่ยวข้องกับ ‘การแตกแยกทางการเมืองแบบแบ่งขั้ว’ (Political Polarization) อย่างปฏิเสธไม่ได้ และแม้ว่าการแบ่งขั้วทางการเมืองจะไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เหตุการณ์ครั้งนี้ ก็นำไปสู่คำถามถึง ‘ความสุดโต่ง’ ที่อาจทวีความรุนแรงขึ้นในสังคมอย่างชัดเจน จนหลายหนนำมาซึ่งความรุนแรงเช่นเหตุการณ์นี้
แล้วอะไรทำให้การแบ่งขั้วทางการเมืองรุนแรงขึ้น?
การเมืองเชิงอัตลักษณ์
งานวิจัยในปี 2020 จากเจสซี ชาปิโร อาจารย์เศรษฐศาสตร์การเมือง มหาวิทยาลัยบราวน์ เลวี บ็อกเซลล์ และแมทธิว เกนท์สโคว์ นักเศรษฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด พบว่า ในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา การแบ่งขั้วทางการเมืองได้รุนแรงขึ้นในแคนาดา นิวซีแลนด์ สวิตเซอร์แลนด์ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสหรัฐฯ ที่พบการแบ่งขั้วทางการเมืองอย่างรวดเร็ว
หนึ่งในคำอธิบายจากงานวิจัยนี้คือ ‘การเมืองเชิงอัตลักษณ์’ ซึ่งผู้วิจัยยกตัวอย่างกรณีของสหรัฐฯ ว่านับตั้งแต่ทศวรรษ 1970 เป็นต้นมา พรรคการเมืองใหญ่ๆ มีแนวโน้มที่จะยึดมั่นในอุดมการณ์ เชื้อชาติ และอัตลักษณ์ทางศาสนามากขึ้น เช่น พรรครีพับลิกันมีแนวโน้มที่จะยึดถือศาสนามากขึ้น ขณะที่พรรคเดโมแครตมีแนวโน้มที่จะไม่นับถือศาสนา
“ดังนั้นเมื่อคุณเห็นตัวเองเป็นคนพรรคหนึ่ง และมองไปยังอีกฝ่ายหนึ่ง คนที่คุณมองเห็นจะแตกต่างจากคุณมากกว่าที่เคยเป็นเมื่อสองสามทศวรรษก่อน” ชาปิโรอธิบาย
นอกจากนี้เขายังกล่าวว่า “ยังมีหลักฐานที่แสดงว่า อัตลักษณ์ทางการเมืองของคนๆ หนึ่งสามารถมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของเขา—สิ่งที่เขาซื้อ ที่ๆ เขาอยู่ คนที่เขาจ้างงาน”
สื่อที่มีจุดยืนสุดโต่งทางการเมือง
อีกหนึ่งปรากฏการณ์ ที่อธิบายการแบ่งขั้วทางการเมืองในงานวิจัยเดียวกัน คือการเติบโตของ ‘ช่องข่าวเคเบิลที่มีจุดยืนทางการเมือง’ ซึ่งทำให้ผู้ชมนั้น สามารถรับข่าวสารตามจุดยืนของตัวเองได้ตลอด 24 ชั่วโมง ในขณะเดียวกัน งานวิจัยนี้ตั้งข้อสังเกตว่า ในประเทศที่การแบ่งขั้วทางการเมืองลดลงในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา จะมีจุดร่วมกันคือ สื่อสาธารณะของประเทศเหล่านั้น จะได้รับทุนจากสาธารณะ มากกว่าใน สหรัฐฯ
ข้อมูลจาก Study of Terrorism and Responses to Terrorism at the University of Maryland (START) ก็ชี้ว่าโซเชียลมีเดียก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญ
เอมี่ เพต ผู้บริหารของ START ระบุว่าการใช้ ‘เครือข่ายออนไลน์’ ในการเผยแพร่ทฤษฎีสมคบคิด อาจเป็นตัวเร่งให้คนมีแนวคิดสุดโต่งกันมากขึ้น และขณะเดียวกัน การพยายามยับยั้งความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นจากแนวคิดเหล่านั้น ก็ยากขึ้นเพราะโซเชียลมีเดียเช่นกัน
ส่วนวิลเลียม บรานิฟฟ์ ผู้อำนวยการของ Polarization and Extremism Research and Innovation Lab (PERIL) ก็ชี้ว่า ปัจจุบันระบบนิเวศสื่อ (Media ecosystems) แตกแยกมากยิ่งขึ้น โดยอัลกอริทึมของโซเชียลมีเดียก็ให้ความสำคัญกับความแตกแยกนั้น จนนำไปสู่ การมองโลกแบบ ‘ขาวดำ’ หรือการมีความเห็นต่อสิ่งต่างๆ แบบสุดโต่งนั่นเอง
“เราถูกป้อนข้อมูลมากมายอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้เกิดความโกรธแแค้นอย่างชอบธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนอื่น ในชุมชนอื่น” บรานิฟฟ์อธิบาย
ผู้นำทางการเมืองส่งเสริมวาทกรรมความรุนแรง
บาร์บารา วอลเตอร์ อาจารย์โรห์ร สาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย อธิบายว่า ความรุนแรงมีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นมากขึ้นภายใต้เงื่อนไข 4 ประการ ได้แก่
- เมื่อประชาธิปไตยกำลังเสื่อมถอยอย่างรวดเร็ว
- เมื่อสังคมถูกแบ่งแยกด้วยเชื้อชาติ ศาสนา หรือชาติพันธุ์
- เมื่อผู้นำทางการเมืองยอมรับหรือส่งเสริมความรุนแรง
- เมื่อประชาชนเข้าถึงอาวุธปืนได้ง่าย
หากมองในกรณีของ สหรัฐฯ ในปัจจุบัน ประเทศนี้อาจผ่านเกณฑ์ทั้ง 4 ข้อแล้ว โดยอธิบายว่าสถานการณ์กำลังแย่ลง ซึ่งที่ผ่านมาเราก็ได้เห็นตามสื่อว่า ทรัมป์และผู้นำ MAGA (Make America Great Again) คนอื่นๆ อาศัยการข่มขู่และความรุนแรงเพื่อปลุกปั่นความกลัว
ไม่นานมานี้ ในรายการของ Fox News ทรัมป์ถูกถามถึงวิธีแก้ไขวิกฤตการแบ่งขั้วทางการเมืองของประเทศ ซึ่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนนี้ตอบว่า “พวกหัวรุนแรงฝ่ายขวามักจะหัวรุนแรงเพราะพวกเขาไม่อยากเห็นอาชญากรรม […] พวกหัวรุนแรงฝ่ายซ้ายต่างหากที่เป็นปัญหา และพวกเขาโหดร้าย น่ากลัว และเก่งเรื่องการเมือง”
แน่นอนว่าปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลต่อการแบ่งแยกทางการเมืองยังมีอีกมากมาย แต่นี่เป็นอีกข้อสังเกตว่า วาทกรรมของผู้นำทางการเมือง ไม่ว่าจะสังกัดใด ต่อเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นนั้น จะช่วยพลิกสถานการณ์ของความสุดโต่งจากการแบ่งขั้วทางการเมืองได้–ทั้งทำให้วิกฤตนั้นสงบลง หรือยิ่งปลุกเร้าให้รุนแรงขึ้นได้
อ้างอิงจาก