“โครงการบูรพาพาวเวอร์ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาในเชิงพื้นที่ แต่เป็นตัวชี้วัดว่า ประเทศไทยจะหยุดพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลหรือไม่ หรือจะยอมติดกับดักนี้ต่อไปอีก 25 ปี ส่วนตัวเราคิดว่ามันต้องหยุดได้แล้ว เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างเป็นธรรม”
วันที่ 15 ตุลาคม 2568 สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้บรรจุวาระการพิจารณาออกใบอนุญาตที่เกี่ยวข้องกับ ‘โรงไฟฟ้าก๊าซบูรพาพาวเวอร์’ พร้อมอนุมัติใบอนุญาตที่เกี่ยวข้องกับโครงการโรงไฟฟ้าบูรพาพาวเวอร์ทั้งหมดในวันเดียวกัน
ก่อนหน้านั้น กลุ่มฉะเชิงเทรารีพาวเวอร์ ซึ่งขับเคลื่อนต่อต้านการสร้างโรงไฟฟ้าแห่งนี้ ได้ร้องให้ กกพ. และสำนักงาน กกพ. ลงพื้นที่เพื่อรับฟังข้อมูลจากชุมชนอย่างรอบด้าน ก่อนดำเนินการพิจารณาการออกใบอนุญาตประกอบกิจการไฟฟ้า ในวันที่ 22 ตุลาคม 2568
การบรรจุวาระและอนุมัติใบอนุญาตที่เกี่ยวข้องกับการขอรับใบอนุญาตประกอบกิจการไฟฟ้าทั้งหมดก่อนกำหนดนัดหมายลงพื้นที่ จึงสร้างคำถามถึงกระบวนการพิจารณา ที่ถูกตั้งข้อสังเกตว่าไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง
รู้จักโครงการโรงไฟฟ้าบูรพาพาวเวอร์
เดิมโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซบูรพาพาวเวอร์ เป็นโครงการ ‘โรงไฟฟ้าถ่านหินเขาหินซ้อน’ ขนาด 540 เมกะวัตต์ ซึ่งใช้ถ่านหินสำหรับการผลิตพลังงาน แต่ด้วยความร่วมมือของคนในชุมชนที่ออกมาคัดค้านโครงการ พร้อมทีมวิจัยในชุมชนซึ่งจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบต่อสุขภาพโดยชุมชน (CHIA) ควบคู่กันไปด้วย ทำให้ตลอดระยะเวลาปี 2555 – 2560 มีการยื่นรายงาน EHIA รวม 4 ครั้ง และไม่ผ่านความเห็นชอบทุกครั้ง
กระนั้น ปี 2562 บริษัทผู้ดูแลโครงการดังกล่าวได้ยื่นหนังสือถึงกระทรวงพลังงาน เสนอเปลี่ยนแปลงประเภทเชื้อเพลิงสำหรับโรงไฟฟ้าจากถ่านหินเป็นก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) และลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย อายุสัญญา 25 ปี
กลุ่มประชาชนในจังหวัดฉะเชิงเทราจึงยื่นจดหมายคัดค้านต่อ กกพ. โดยให้เหตุผลว่าโรงไฟฟ้าบูรพาพาวเวอร์อาจส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตประชาชน ชุมชน และสังคม อาทิ การขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคในพื้นที่ อาจสร้างมลพิษที่ส่งผลกระทบต่อพืชผลทางการเกษตรและคุณภาพชีวิต รวมถึงความไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจและการลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ เนื่องจากปัจจุบัน ประเทศไทยมีปริมาณตัวเลขการสำรองไฟฟ้าที่ล้นเกินจากการสร้างโรงไฟฟ้าที่มากเกินความจำเป็น โดยเฉพาะในกำลังการผลิตไฟฟ้าจังหวัดฉะเชิงเทราที่สูงกว่าปริมาณการใช้ไฟฟ้าในจังหวัดถึง 5 เท่า หากยิ่งสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติแห่งใหม่ยังทำให้ค่าไฟเพิ่มขึ้นสูง เนื่องจากต้นทุนการผลิตที่สูงจากการพึ่งพาก๊าซธรรมชาตินำเข้า
กลุ่มฉะเชิงเทรารีพาวเวอร์เรียกร้องให้ กกพ. ลงพื้นที่เพื่อรับฟังข้อมูลจากชุมชนอย่างรอบด้าน ก่อนดำเนินการพิจารณาการออกใบอนุญาตประกอบกิจการไฟฟ้า

ภาพ ประชาชนเดินเท้าจากฉะเชิงเทราสู่ทำเนียบรัฐบาล (cr. stopburapha)
นำมาสู่เหตุการณ์วันที่ 1 พฤศจิกายน ที่กลุ่มหยุดโรงไฟฟ้าบูรพากว่า 20 คน ออกเดินเท้าจากตำบลเขาหินซ้อน อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นจุดตั้งของโครงการโรงไฟฟ้าบูรพาพาวเวอร์ มุ่งหน้าสู่ทำเนียบรัฐบาล ยื่นหนังสือคัดค้านโครงการดังกล่าวต่อนายกรัฐมนตรี รวมระยะทางกว่า 125 กิโลเมตร
ช่วงปลายปีที่ผ่านมา The MATTER ได้ไปเยือนพื้นที่ดังกล่าวและพูดคุยกับผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง ถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่ ซึ่งหลายเสียงสะท้อนถึงผลกระทบที่มีอยู่เดิมจากการเป็นเขตอุตสาหกรรม และหากมีโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่เกิดขึ้น พวกเขาก็ไม่แน่ใจว่าพื้นที่บ้านเกิดแห่งนี้จะรองรับมลพิษต่อไปอีกได้หรือไม่
ฟังเสียงความกังวลจากผู้คนในพื้นที่
“มันเกิดที่หมู่บ้านนี้ เป็นผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของชุมชน เพราะว่าแต่ก่อนหมู่บ้านเรามีน้ำดื่ม น้ำใช้ จากน้ำบ่อตื้น แต่ตอนนี้เราเจอผลกระทบเรื่องน้ําจากโรงงานเก่าๆ ที่มีอยู่ ทีนี้พอจะสร้างใหม่ เราเลยไม่อยากให้มีการสร้างเพิ่มก่อนที่ปัญหาเก่าจะได้รับการแก้ไข” พระอาทร กล่าว
พระอาทร ปัญญาปะทิโป เจ้าอาวาสวัดท่าไม้แดง จังหวัดฉะเชิงเทรา อายุ 40 ปี เล่าว่าเดิมพื้นที่หมู่ 3 ตำบลเขาหินซ้อน อำเภอพนมสารคาม จะใช้ ‘น้ำบ่อตื้น’ หรือบ่อดินที่ขุดไว้ด้วยความลึก 7-8 เมตร สำหรับการอุปโภค บริโภค และทำการเกษตร
จากนั้น เริ่มมีโรงงานอุตสาหกรรมเข้ามาในพื้นที่ พร้อมการสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวล ขนาด 47.4 เมกะวัตต์ ในปี 2542 ซึ่งตั้งอยู่บริเวณลุ่มน้ำคลองท่าลาด และเป็นต้นน้ำสาขาหนึ่งของแม่น้ำบางปะกง หลังจากมีโรงไฟฟ้าชีวมวลนี้ ชุมชนเริ่มได้รับกลิ่นเหม็น พบปัญหาฝุ่นละออง และน้ำบ่อตื้นของชุมชนที่อยู่ต่ำกว่าโรงไฟฟ้าก็ไม่สามารถใช้การได้ บางคนถึงขั้นมีอาการแพ้น้ำ
ปี 2562 น้ำในบ่อเริ่มเปลี่ยนเป็น ‘สีสนิม’ สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 13 จึงเข้ามาตรวจวัดคุณภาพและพบว่ามีสารโลหะหนักปนเปื้อนเกินกว่าค่ามาตรฐาน ไม่เหมาะกับการใช้อุปโภค บริโภค พร้อมติดป้ายกำกับว่า “ห้ามใช้” ชุมชนจึงไม่ได้ใช้น้ำจากบ่อตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
“สมัยก่อน ชาวบ้านใช้น้ำบ่อตื้นก็ไม่มีภาระอะไร แต่พอน้ำบ่อตื้นใช้ไม่ได้ ชาวบ้านก็ต้องซื้อน้ำดื่มเป็นถังหรือแพ็ค สำหรับทำกับข้าว หุงข้าว ขนาดที่วัดยังใช้น้ำแพ็ค ซึ่งมีต้นทุนประมาณ 2,000 บาท/เดือน เฉพาะน้ำถวายพระก็ 100 แพ็ค/เดือน” พระอาทรเล่าถึงภาระที่ชุมชนต้องจ่าย
พระอาทรเล่าต่อว่า ที่ผ่านมาชุมชนได้เรียกร้องต่อกลุ่มโรงงานที่สร้างมลพิษและส่งผลกระทบดังกล่าว โดยขอให้มีการจัดซื้อหรือสร้างเครื่องกรองน้ำดื่มสำหรับชุมชน ซึ่งโรงงานเหล่านั้นให้การตอบรับ แต่เวลาผ่านล่วงเลยมาหลายปีก็ยังไร้ความคืบหน้า
เขาจึงกังวลว่าหากก่อสร้างโรงไฟฟ้าแห่งใหม่เพิ่มขึ้นอีก ปัญหาเดิมที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอาจซ้ำร้ายกว่าเดิม ทั้งยังกังวลเรื่อง ‘การขาดแคลนน้ำ’ เพราะจากรายงาน EIA ระบุว่าโรงไฟฟ้าก๊าซบูรพาพาวเวอร์จะใช้น้ำวันละ 12,000 ลูกบาศก์เมตร โดยสูบจาก ‘คลองระบม’ ซึ่งเป็นแหล่งน้ำสำคัญของจังหวัดและถูกใช้งานจากหลายภาคส่วนอยู่แล้ว จึงอาจเกิดการแย่งชิงน้ำขึ้นได้
ความกังวลเรื่องการแย่งชิงน้ำในคลองระบม
โรงไฟฟ้าบูรพาพาวเวอร์เป็นโรงไฟฟ้าประเภทความร้อนร่วม ซึ่งใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงมาเผาผลิตไฟฟ้า จึงต้องมีการใช้น้ำหล่อเย็นเพื่อระบายความร้อนออกจากระบบ โดยจะมีการจัดเก็บน้ำไว้ในบ่อกักเก็บน้ำขนาด 46,055 ลูกบาศก์เมตร ผ่านบริษัทเอกชนผู้ทำหน้าที่เป็นผู้จัดหาน้ำนำมาไว้ในบ่อกักเก็บน้ำดังกล่าว
จากระบบฐานข้อมูลน้ำในอ่างเก็บน้ำ กรมชลประทาน ระบุว่า ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำในคลองระบมจะมีปริมาณน้อยลงสุดๆ ในช่วงเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม ซึ่งคาบเกี่ยวกับช่วงที่บริษัทโรงไฟฟ้าเริ่มสูบน้ำไปใช้ จึงทำให้เกิดข้อกังวลว่าอาจนำไปสู่การขาดแคลนน้ำในคลองระบม
ถ้าหากน้ำในคลองระบมขาดแคลน ผลกระทบก็ไม่ได้เกิดขึ้นต่อชาวบ้านเขาหินซ้อนเท่านั้น แต่จะส่งผลต่อประชาชนในจังหวัดฉะเชิงเทราเกือบทั้งจังหวัด ที่ต้องพึ่งพาน้ำใน ‘คลองท่าลาด’ ที่รับน้ำจากคลองระบม โดยน้ำในคลองท่าลาดจะถูกนำไปใช้ผลิตน้ำประปาเพื่อการอุปโภคและบริโภคในส่วนของการประปาส่วนภูมิภาค 5 สาขา ได้แก่ ท่ากง, เกาะขนุน, บางคล้า, พนัสนิคม และฝายท่าลาด

ภาพ ตำแหน่งการขอใช้น้ำนอกภาคการเกษตรลุ่มน้ำสาขาคลองท่าลาด (cr. JustPow)
.
“สิ่งที่เราเห็นว่าเป็นวิกฤตแน่ๆ คือถ้าเพิ่มโรงงานที่ใช้น้ําเยอะๆ แบบโรงไฟฟ้าบูรพานี้ จะทําให้เกิดการแย่งชิงน้ํา ซึ่งเราเริ่มเห็นลักษณะที่มันคล้ายๆ สงครามแย่งชิงน้ําแล้ว ในปี 2562” กัญจน์ กล่าว
กัญจน์ ทัตติยกุล จากเครือข่ายฉะเชิงเทรารีพาวเวอร์ อายุ 45 ปี ระบุถึงความกังวลต่อปัญหาการใช้น้ําเกินศักยภาพและวิกฤตแย่งชิงน้ําบริเวณลุ่มน้ําคลองท่าลาด แม้เขาจะอาศัยอยู่ที่อำเภอบางคล้า ซึ่งเป็นคนละอำเภอกับที่ก่อตั้งโครงการโรงไฟฟ้าแต่เขาก็รู้สึกว่าตัวเองจะได้รับผลกระทบจากโครงการดังกล่าว เพราะการประปาส่วนภูมิภาคบางคล้าต้องดึงน้ำจากคลองท่าลาดไปผลิต
ในปี 2562 ได้เกิดปัญหาภัยแล้งจากปริมาณน้ำฝนน้อยกว่าปกติ หลายอำเภอในจังหวัดฉะเชิงเทราประสบปัญหาขาดแคลนน้ำ โดยการประปาส่วนภูมิภาคพนมสารคามประกาศว่าไม่สามารถจ่ายน้ําได้ตามปกติ ภาคการเกษตรงดการส่งน้ําเพื่อเพาะปลูกข้าวนาปรังในพื้นที่ชลประทาน ขณะที่น้ําในแม่น้ําบางปะกงก็เกิดภาวะเค็มเร็วและยาวนานกว่า 8 เดือน
ใบเหลือง-ผลเล็ก: เมื่ออุตสากรรมเข้ามาในพื้นที่การเกษตร
“พื้นที่ปลูกมะม่วงของฉะเชิงเทราลดลงเหลือเพียง 17,000 ไร่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นมะม่วงคุณภาพดีอย่างมะม่วงน้ำดอกไม้ ขณะที่ชาวสวนบางคนต้องปรับตัวไปปลูกเป็นมะม่วงกลุ่มอื่นๆ เช่น มะม่วงแก้วขมิ้น มะม่วงขายตึก ซึ่งมีความทนต่อสภาพภูมิอากาศนี้ และทนต่อมลพิษนี้ได้สูงกว่า แต่ราคาก็ต่ำกว่าด้วย” นันทวัน กล่าว
นันทวัน หาญดี อายุ 63 ปี เครือข่ายติดตามผลกระทบจากโรงไฟฟ้าเขาหินซ้อน-บูรพา ซึ่งเป็นตัวแทนจากกลุ่มเกษตรอินทรีย์สนามชัยเขต กลุ่มผู้ผลิตเกษตรอินทรีย์ที่ขอรับรองมาตรฐานสากลตั้งแต่ปี 2544 เล่าถึงสถานการณ์ผลผลิตทางการเกษตรในพื้นที่ซึ่งได้รับผลกระทบจากโรงงานอุตสาหกรรมและโรงไฟฟ้าที่มีอยู่เดิม

ภาพ แผนที่แสดงแปลงมะม่วงรอบสวนอุตสาหกรรม 304 IP2
เมื่อรู้ว่าจะมีโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินมาตั้งในพื้นที่ตั้งแต่ปี 2550 ก็มีการจัดทำกระบวนการศึกษาผลกระทบ ซึ่งแม้จะเปลี่ยนมาเป็นโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติแต่ความกังวลนั้นก็ยังไม่หายไปไหน เพราะการนำเชื้อเพลิงฟอสซิลมาเผาจะทำให้เกิดก๊าซที่มีฤทธิ์เป็นกรดอย่างก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO₂) ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO₂) และโลหะหนักต่างๆ
โดยในรายงาน EIA ได้กำหนดพื้นที่อ่อนไหวต่อผลกระทบสิ่งแวดล้อมไว้ในรัศมี 5 กิโลเมตรจากโรงไฟฟ้าก๊าซบูรพาพาวเวอร์ แต่เนื่องจากโครงการดังกล่าวตั้งอยู่ในพื้นที่สูงกว่าชุมชน หมายความว่าสุดท้ายแล้วชุมชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่ห่างจากรัศมีที่กำหนดก็ยังคงได้รับผลกระทบจากมลพิษที่เกิดขึ้นอยู่ดี ซึ่งขณะนี้เกษตรกรในพื้นที่ก็ประสบปัญหามากมายจากการมีโรงงานในพื้นที่
“เราเห็นปัญหานี้ตั้งแต่ตอนที่เราเริ่มลุกขึ้นมาสู้โรงไฟฟ้าถ่านหินแล้ว ชาวบ้านก็มองว่าถ้าโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่โรงหนึ่งขนาด 600 เมกะวัตต์ มาตั้งอยู่ตรงนี้ มันใหญ่มากๆ เราพูดง่ายๆ เลยว่ามันล่มแน่ จบแน่ จึงมีการลงพื้นที่และทำกระบวนศึกษาตั้งแต่เมื่อประมาณปี 2551-2552” นันทวัน กล่าว
เริ่มจากปัญหาเรื่องพืชไร่อย่างมันสำปะหลังของชาวบ้านที่อยู่รอบรัศมีโครงการนี้ตั้งแต่ 3 – 5 กิโลเมตร ก็กำลังเผชิญสถานการณ์เกิดเพลี้ยระบาดอย่างรุนแรง และเป็นสาเหตุสำคัญให้เกิดการแพร่ไวรัสเข้าไปในต้นมันสำปะหลัง ใบของต้นจึงเล็กลง มีลักษณะบิดเบี้ยว กลายเป็นสีเหลือง หรือไม่เกิดการสังเคราะห์แสง ทำให้ได้ผลผลิตของหัวมันที่เล็กลง
ส่วนปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 ก็มีการชี้ผลกระทบตั้งแต่เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ซึ่งตอนนี้ก็ปรากฏชัดเจนว่าเป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนและต้องได้รับการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง นอกจากนั้น PM 2.5 ยังส่งผลกระทบต่อพืชผลการเกษตรด้วย คือ มีฝุ่นมาจับที่ผิวใบทำให้ความสามารถในการสังเคราะห์แสงของพวกพืชลดลง และส่งผลต่อคุณภาพของผลผลิต ทั้งขนาดของผล หรือการเจริญเติบโตของพืช
สิทธิทำกิน: เมื่อวันหนึ่งต้องตื่นมาเจอเสาไฟฟ้าแรงสูง
“ปัญหาด้านอากาศนี่เลวร้ายมากเลย ตื่นมาบางวันก็อยากให้มาดู อยากให้มาสูดอากาศกันเหลือเกิน มันแสบจมูกอะ บางคนนี่ไม่กล้าเปิดหน้าต่างบ้านทิ้งไว้ อย่างบ้านป้านี่เป็นบ้านชั้น 2 ชั้น ก็เปิดหน้าต่างไว้ ช่วงตี 1-2 กลิ่นก็จะเริ่มมาแล้ว” สุปราณี กล่าว
สุปราณี ศรีสวัสดิ์ เกษตรผู้อาศัยอยู่ในพื้นที่ อายุ 64 ปี เล่าถึงผลกระทบที่เธอได้รับจากการมีโรงงานตั้งอยู่ในพื้นที่ แต่นอกจากปัญหาด้านมลพิษที่ต้องเผชิญแล้ว สุปราณียังกังวลใจถึงสิทธิที่ดินทำกิน ที่เธอกลัวว่าอาจถูกนำไปใช้เป็นพื้นที่ทำสายส่งไฟฟ้า

ภาพ พื้นที่ได้รับผลกระทบจากการทำสายส่งไฟฟ้า
การก่อสร้างโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซบูรพาพาวเวอร์ จะมีผลกระทบต่อที่ดินทำกินของประชาชน เพราะพื้นที่จะถูกใช้ไปทำสายส่งไฟฟ้า ตลอดความยาว 14.18 กิโลเมตร และความกว้าง 60 เมตร ซึ่งผ่านพื้นที่ 4 ตำบล 2 อำเภอของจังหวัดฉะเชิงเทรา ทำให้พื้นที่ทำกินของประชาชนอาจได้รับผลกระทบกว่า 531.75 ไร่ โดยพื้นที่ของสุปราณีเป็นหนึ่งในนั้น
“ตั้งแต่ปี 2566 ตอนนั้นตื่นมาก็รู้สึกแปล๊บที่ใจขึ้นมา มีความรู้สึกว่าพวกคุณมาทําอย่างงี้ได้ไง นึกภาพว่าวันหนึ่งพื้นที่โล่งๆ ของเรา กลายเป็นตื่นมาแล้วต้องเจอเสาไฟใหญ่ๆ หน้าบ้าน แล้วต้องเสียที่ดินทำกินไปด้วย ก็รู้สึกเจ็บที่ใจขึ้นมา” สุปราณีกล่าวถึงความรู้สึกของเธอ
สุปราณีได้ที่ดินตกทอดมาจากพ่อแม่ โดยเธอค่อยๆ เก็บเงินและวางแผนพัฒนาพื้นที่ตามแนวคิดเกษตรทฤษฎีใหม่ โดยแบ่งพื้นที่สำหรับกักเก็บน้ำและเลี้ยงปลา ปลูกพืชที่ให้ผลผลิตรายปี และท้องนา แต่เมื่อมีโครงการโรงไฟฟ้า ทำให้เธอได้รับเอกสารแจ้งว่าพื้นที่ของเธอจะถูกรอนสิทธิบางส่วนเพื่อสร้างเสาส่งไฟฟ้า ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวจะไม่สามารถสร้างสิ่งปลูกสร้างหรือปลูกพืชที่มีความสูงเกิน 3 เมตรได้
“คุณก็ไม่ให้ฉันปลูกต้นไม้เกิน 3 เมตรในพื้นที่ของฉัน ปลูกมันได้อย่างเดียว จะปลูกมะนาว น้อยหน่า อ้อยยังไม่ให้ปลูกเลย ต้นกล้วยก็ไม่ให้ปลูก” สุปราณี
ทั้งนี้ ประชาชนและบริษัทเอกชนเจ้าของที่ดินที่ได้รับผลกระทบจากสายส่งไฟฟ้าดังกล่าว ได้รวมตัวกันฟ้องคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ต่อศาลปกครอง เพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนโครงข่ายระบบสายส่งไฟฟ้า

ภาพ ต้นไม้ในสวนของผู้ถูกรอนสิทธิที่ดินซึ่งถูกป้ายสีแดงเพื่อแสดงว่าต้องตัดต้นไม้ดังกล่าว เนื่องจากเป็นพื้นที่สายส่งพาดผ่าน
อนาคตของพื้นที่
ในขณะที่โรงไฟฟ้าก๊าซบูรพาพาวเวอร์ยังไม่เริ่มเดินเครื่อง ประชาชนในพื้นที่ต่างรับรู้ถึงปัญหาได้ผ่านมลพิษสะสมจากการเติบโตของเขตอุตสาหกรรมรอบที่ดินทำกินของพวกเขา ความกังวลในวันนี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของโรงไฟฟ้าแห่งใหม่เพียงอย่างเดียว แต่เป็นการตั้งคำถามว่า หากมีโครงการยักษ์ใหญ่เพิ่มเข้ามา ปัญหาเดิมที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขจะเลวร้ายลงไปอีกเพียงใด
ก่อนจากกัน ผู้เขียนได้ถามถึงความฝันและความคาดหวังว่า พวกเขาอยากให้จังหวัดฉะเชิงเทราซึ่งเป็นบ้านของเขาเป็นอย่างไรต่อไปในอนาคต
“ป้าอยากสู้ให้ถึงที่สุด ไม่ว่าผลจะออกมาชนะหรือแพ้ แต่ขอให้เราได้สู้ เพราะว่าเราสู้กับรัฐบาล สู้กับผู้มีอํานาจ … อยากให้พื้นที่นี้เป็นพื้นที่เขียว มีอากาศที่สะอาด พูดตามตรงคนรุ่นป้าไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวก็ตายแล้ว แต่รุ่นลูกรุ่นหลานเราจะอยู่กันยังไง” สุปราณีกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
สุปราณีเล่าว่าเรื่องกลิ่นเป็นปัญหาที่กวนใจเธอมากที่สุดตอนนี้ เนื่องจากต้องสูดดมมลพิษจากโรงงานเกือบทุกวัน แต่เธอยังไม่ได้ไปตรวจสุขภาพจึงยังไม่แน่ใจว่ามลพิษเหล่านี้ส่งผลต่อร่างกายของเธออย่างไร
“ชุมชนในอนาคตหรอ เบื้องต้นก็ไม่อยากให้มีการสร้างโรงงานอุตสาหกรรมเพิ่มในขณะนี้ เพราะว่าอยากจะให้แก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เสียอยู่ในปัจจุบันให้ดีขึ้นก่อน แล้วเราค่อยมาคุยกันเรื่องที่จะสร้างโรงงานใหม่ๆ ขึ้นมา” พระอาทร กล่าว

ภาพ บ่อเก็บน้ำแห่งหนึ่งในตำบลเขาหินซ้อน
สอดคล้องกับนันทวันที่คาดหวังให้หยุดการขยายตัวของเขตอุตสาหกรรมทั้งหมดไว้เพียงเท่านี้ ไม่ควรให้เติบโตไปมากกว่านี้อีก และอยากให้มีการจัดการปัญหาเก่าให้หมด โดยโรงงานที่มีอยู่เดิมต้องปฏิบัติตามกฎหมายและมาตรฐานสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด หากมีปัญหาก็ต้องแก้ไขให้เป็นที่ยอมรับของชาวบ้าน ไม่ใช่ปล่อยให้สร้างผลกระทบสะสมอย่างปัจจุบัน
“เราคิดว่าศักยภาพของพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทราควรถูกพัฒนาทางการเกษตร เป็นพื้นที่สีเขียว เป็นพื้นที่ผลิตอาหาร และเป็นปอดของกรุงเทพฯ เพราะตั้งอยู่ไม่ไกลจากเมืองหลวง มีต้นทุนทางทรัพยากรเกษตรสูง หลายคนเป็นเกษตรกร มีลูกหลาน และยังมีที่ดินเป็นของตัวเอง” นันทวัน กล่าว
กัญจน์เห็นด้วยกับนันทวัน ซึ่งมองว่าฉะเชิงเทราเป็นจังหวัดที่ไม่ใหญ่มาก แต่มีระบบนิเวศที่หลากหลาย เหมาะแก่การเพาะปลูกจึงควรรักษาพื้นที่เหล่านี้ไว้
โดยกัญจน์ชวนมองไปไกลกว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นในพื้นที่ คือ เรื่องภาวะโลกรวนซึ่งมีเหตุผลหลักจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งตอนนี้ก็เห็นชัดแล้วว่าประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาฝุ่น PM 2.5 และหากมีการสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซบูรพาพาวเวอร์จริงๆ ก็จะมีผลผูกพันตามสัญญาไปอีก 25 ปี
“โครงการบูรพาพาวเวอร์ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาในเชิงพื้นที่ แต่เป็นตัวชี้วัดว่า ประเทศไทยจะหยุดพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลหรือไม่ หรือจะยอมติดกับดักนี้ต่อไปอีก 25 ปี ส่วนตัวเราคิดว่ามันต้องหยุดได้แล้ว เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างเป็นธรรม” กัญจน์ กล่าว
ดังนั้น การต่อสู้เพื่อคัดค้านการสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซบูรพาพาวเวอร์จึงไม่ใช่เพียงการสู้เพื่อชุมชน แต่คือการสู้เพื่อพาประเทศไทยเดินหน้าเปลี่ยนผ่านพลังงานให้เท่าทันโลก พร้อมคืนคุณภาพชีวิตที่ดีให้คนในพื้นที่และคนในประเทศ และยับยั้งวิกฤตโลกร้อนโดยเราจะไม่เป็นผู้เร่งความเสียหายที่กำลังเกิดขึ้น