ถ้าเราตายไป จะมีอะไรยังคงอยู่ต่อไปบ้างนะ?
แน่นอนว่า ความทรงจำดีๆ ที่คนอื่นมีต่อเราจะยังคงอยู่ต่อไปในใจของทุกคน แต่ก็ยังมีสิ่งของบางอย่างที่เราใช้งานเป็นประจำยังอยู่ต่อไปหลังจากเราตายไปแล้วด้วยเช่นกัน และมันอาจอยู่เป็นมรดกตกทอดไปอีกหลายชั่วอายุคนเลย
The MATTER ขอพาทุกคนไปดูกันว่า สิ่งของรอบตัวอะไรบ้างที่มีอายุยืนยาวกว่าที่หลายคนคิด แล้วมันจะใช้เวลานานเท่าไหร่กว่าจะย่อยสลายหายไปจากโลกใบนี้ได้กัน

สกุชชี่
วัสดุ: โฟมพียู
หากจะพูดถึงของเล่นที่ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ทุกเพศทุกวัยเล่นกันติดมือในทุกวันนี้ ก็คงหนีไม่พ้นสกุชชี่ ของเล่นลักษณะนุ่มฟู สำหรับบีบเล่นเพลินมือ ที่มีรูปร่างหน้าตาหลากหลาย ทั้ง ขนมปัง ก้อนเนย ขนมเค้ก ฯลฯ แต่ทุกคนเชื่อกันหรือไม่ว่า ของเล่นหน้าตาน่ารักแบบนี้ อาจมีชีวิตอยู่ยาวกว่าเราไปอีกหลายเท่าตัวเลยนะ
เนื่องจากสารตั้งต้นในการทำสกุชชี่คือ โฟมพียู (Polyurethane Foam หรือ PU Foam) เป็นโฟมชนิดหนึ่งที่ทำจากโพลิเมอร์ที่เรียกว่าโพลียูรีเทน (Polyurethane) จัดเป็นพลาสติกประเภทเทอร์โมเซตติ้ง ที่เมื่อโฟมชนิดนี้ขึ้นรูปด้วยความร้อนแล้ว จะไม่สามารถหลอมละลายตามกระบวนการรีไซเคิลได้ แถมมันยังมีน้ำหนักเบา ทำให้การขนไปเผาทำลายเป็นพลังงานเชื้อเพลงไม่คุ้มค่า จึงทำได้แค่นำมันไปฝังกลบ ซึ่งอาจต้องใช้ระยะเวลาในการย่อยสลายนานกว่า 500 ปี เลยทีเดียว
ดังนั้นก่อนจะซื้อสกุชชี่มาเล่น ก็อย่าลืมคำนึงถึงระยะเวลาอันแสนยาวนานนี้กันด้วย ถ้าอยากมีสกุชชี่ไว้บีบเล่น เราก็แนะนำให้ซื้อมาอย่างพอดี ไม่เยอะจนเกินไป แล้วเมื่อเราเล่นมันจนไม่สามารถใช้งานได้แล้ว และต้องการทิ้งขยะ ลองทำตามคำแนะนำจาก Greener Bangkok หรือ ศูนย์รวมข้อมูลและแพลตฟอร์มด้านสิ่งแวดล้อมออนไลน์ของกรุงเทพมหานคร ที่แนะนำให้ทิ้งลงในถังขยะประเภทที่ไม่สามารถรีไซเคิลได้ หรือแยกทิ้งลงในถังขยะทั่วไป
เล็บปลอม
วัสดุ: พีวีซี
ใครที่เป็นสายรักสวยรักงาม ชอบแต่งแต้มสีสันให้แก่ตัวเอง เฉพาะอย่างยิ่งกับคนที่ชอบต่อเล็บปลอมให้ยาวจึ้ง อาจคิดกันไม่ถึงว่า เล็บปลอมที่เคยอยู่บนนิ้วเรา อาจอยู่กับโลกเราไปอีกมากกว่า 450 ปี
เล็บปลอม ซึ่งส่วนใหญ่ทำมาจาก พีวีซี (Polyvinyl Chloride หรือ PVC) คือ พลาสติกชนิดหนึ่งที่มีความทนทานสูง ทนต่อความชื้นและสารเคมี สามารถปรับแต่งให้มีลักษณะแข็งหรือนิ่มได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่สามารถนำไปรีไซเคิลต่อไป เมื่อเป็นเช่นนั้น หลังจากที่เล็บปลอมหลุดหรือไม่สามารถใช้งานต่อได้ ก็จึงทำได้แค่นำไปแยกทิ้งลงขยะทั่วไปตามคำแนะนำของ Greener Bangkok
อย่างไรก็ตาม สำหรับสายรักษ์โลก ที่รักความสวยงามด้วย ก็อาจจะยิ้มออกได้้าง เพราะปัจจุบันเริ่มมีการพัฒนาเล็บปลอมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมาให้เราเห็นกันเยอะขึ้นแล้วเช่นกัน ตัวอย่างเช่น ทีมวิจัยจาก University of Colorado Boulder ก็ได้พัฒนา Bio-e-Nails ซึ่งใช้วัสดุจากธรรมชาติมาทำเล็บ หรืออย่างในประเทศญี่ปุ่นที่ นาโอมิ อาริโมโตะ (Naomi Arimoto) ช่างทำเล็บผู้นำเอาเศษขยะจากทะเล มาทำเป็นของแต่งเล็บปลอมเพื่อสะท้อนถึงปัญหามลภาวะพลาสติกที่กำลังเกิดขึ้นบนโลก
เหล่านี้เป็นเพียงตัวอย่างเล็กๆ ที่แสดงให้เห็นว่า วงการความงามก็สามารถเป็นส่วนหนึ่งของการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมได้เช่นกัน ในอนาคตเราอาจได้เห็นการพัฒนาเล็บปลอมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมโดยฝีมือคนไทยมากขึ้น และยิ่งผู้คนหันมาใส่ใจประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เล็บปลอมที่คำนึงถึงผลกระทบต่อโลกก็อาจกลายเป็นทางเลือกที่พบเห็นได้ทั่วไปในชีวิตประจำวัน
วิกผมสังเคราะห์
วัสดุ: ใยสังเคราะห์ พลาสติก
ก่อนหน้าเราพูดถึงความงามที่เล็บ คราวนี้มาพูดถึงคราวงามบนศีรษะกันต่อบ้าง เชื่อว่าบางคนที่ชอบเปลี่ยนลุคทรงผมให้ไม่ซ้ำในแต่ละวัน ก็อาจไม่มีเวลาพอจะสรรค์สร้างทรงผมสไตล์ใหม่ หรือตัดแต่งเปลี่ยนแปลงได้อยู่ตลอด หลายคนจึงหันมาสวมวิกผมกัน เพราะมันทั้งสะดวกรวดเร็ว ต้องการลุคแบบไหนก็แค่สวมไว้บนหัว พอเลิกใช้งานก็ถอดออก แทบไม่ต้องเสียเวลาแต่งอะไรให้วุ่นวาย
แต่รู้กันไหม วิกผมสังเคราะห์ที่หลายคนใช้กัน กินเวลายาวนานมากกว่า 500 ปี กว่าจะย่อยสลายไปได้ โดยวิกผมเหล่านี้ ผลิตมาจากเส้นใยโพลิเมอร์สังเคราะห์ (synthetic polymers) หรือก็คือเส้นใยพลาสติกสังเคราะห์ ซึ่งถือเป็นขยะกำพร้า หากหมดสภาพการใช้งานและต้องการกำจัดทิ้ง สามารถจัดส่งไปที่ N15 Technology เพื่อนำไปทำเป็นเชื้อเพลิงขยะ RDF (Refuse Derived Fuel) ต่อได้ ดีกว่าทิ้งไว้แล้วรอวิกสวยเก๋ย่อยสลายอีกหลายร้อยปี
อาร์ตทอย
วัสดุ: พีวีซี, เรซิน
แม้สกุชชี่จะเป็นของเล่นที่มาแรงในช่วงปัจจุบันนี้ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ากระแสกล่องจุ่มก็ยังคงวนเวียนให้เราเห็นผ่านตากันอยู่เรื่อยๆ บรรดานักสะสมทั้งหลาย ก็มักหาอาร์ตทอยน่ารักๆ มาเก็บสะสมและตั้งโชว์เอาไว้ ถึงอย่างนั้น ก็มีบางทีที่เผลอทำมันชำรุดเสียหาย จะซ่อมให้กลับมาเป็นเหมือนเดิมก็ไม่ได้ เลยต้องตัดใจนำมันไปทิ้ง ซึ่งอาร์ตทอยหน้าตาน่ารักนี้ อาจอยู่เป็นมรดกตกทอดไปสู่คนอีกหลายชั่วอายุคน เพราะมันต้องใช้เวลาประมาณ 100-1000 ปี กว่าที่มันจะย่อยสลายไปได้
วัสดุที่ใช้ทำอาร์ตทอยส่วนใหญ่มักจะเป็นพีวีซีและเรซิน อย่างที่บอกไปว่าพีวีซีนั้นใช้เวลานมนานอยู่แล้วกว่าจะย่อยสลาย แถมมันยังไม่สามารถนำไปรีไซเคิลได้อีก ส่วนเรซิน หรือ โพลีเอสเตอร์เรซิ่น เป็นพลาสติกประเภทหนึ่งที่ผลิตมาจากน้ำยางไม้ธรรมชาติและการสังเคราะห์ทางเคมี ซึ่งหากต้องการทิ้งอาร์ตทอยที่ชำรุดแล้ว ก็สามารถทิ้งลงทั้งขยะทั่วไปได้เลย เนื่องจากทั้ง 2 วัสดุที่ใช้ทำอาร์ตทอยล้วนไม่สามารถนำไปรีไซเคิลหรือใช้งานต่อได้เลย
ทั้งนี้ ถ้าอาร์ตทอยของเราไม่ได้ชำรุดถึงขั้นแตกหักจนเกินไป ก็อาจเลือกวิธีส่งต่อหรือบริจาคไปให้กับเด็กที่ขาดแคลนตามแหล่งต่างๆ ได้ อาทิ มูลนิธิกระจกเงา มูลนิธิบ้านนกขมิ้น ร้านปันกัน (มูลนิธิยุวพัฒน์) ฯลฯ
เสื้อผ้าออกกำลังกาย
วัสดุ: ไนลอน, โพลีเอสเตอร์ และ สแปนเด็กซ์
ช่วงนี้เทรนด์ออกกำลังกายกำลังมาแรง แต่จะไปออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาที ก็ต้องมีอุปกรณ์และเครื่องแต่งกายให้พร้อม เสื้อผ้าออกกำลังก็ต้องเตรียมให้รองรับกิจกรรมที่เราทำได้อย่างเต็มที่ แต่พอต้องการเปลี่ยนชุดใหม่ เพราะชุดเก่าไม่สามารถใช้งานได้ดีเหมือนอย่างเคย ก็อาจต้องระวังอย่าเพิ่งโยนลงถังทิ้งทันที เพราะเราจะบอกว่า เสื้อผ้าออกกำลังกายใช้เวลาย่อยสลายกว่า 20 ปี และมันอาจนานถึง 200 ปีได้ด้วยเช่นกัน
อย่างที่ทราบกันว่า ชุดออกกำลังกายคือเครื่องแต่งกายที่ผลิตขึ้นมารองรับการออกกำลังกายในหลากหลายรูปแบบ ดังนั้นผู้ผลิตจึงใช้วัสดุอย่าง ไนลอน โพลีเอสเตอร์ และสแปนเด็กซ์ มาถักทอให้เสื้อผ้าออกกำลังกายส่งเสริมผู้ใช้งานได้ดีที่สุด
ถึงแม้แต่ละชนิดผ้าจะมีคุณสมบัติแตกต่างกัน แต่ทั้ง 3 ชนิดนี้ ล้วนเป็นผ้าใยสังเคราะห์ที่มีสารตั้งต้นเดียวกันอย่างพลาสติก โดยแต่ละชนิดจะย่อยสลายต่างกัน ไนลอน ใช้เวลาประมาณ 30-40 ปี โพลีเอสเตอร์ ใช้เวลาประมาณ 20-200 ปี ส่วนสแปนเด็กซ์ ใช้เวลาประมาณ 20-200 ปี
อย่างไรก็ตาม ชาวรักสุขภาพทั้งหลายก็ควรใช้เสื้อผ้าออกกำลังกายให้เต็มประสิทธิภาพของมันเสียก่อน ก่อนที่จะตัดสินใจทิ้ง แล้วหากใช้งานเต็มที่แล้วจริงๆ และต้องการกำจัดทิ้ง ก็สามารถบริจาคให้กับโครงการรับรีไซเคิลเสื้อผ้า อย่าง Upcycle by Greenleaf, Re-Born Project และ Chic Refashion นอกจากนี้ยังส่งไปเผาเป็นเชื้อเพลิงขยะที่ N15 Technology ได้ด้วยเช่นกัน
เคสโทรศัพท์มือถือ
วัสดุ: ซิลิโคน
เมื่อโทรศัพท์กลายเป็นปัจจัยที่ 5 ในการดำรงชีวิตแล้วการจะรักษาปัจจัยที่ 5 ให้อยู่นานขึ้นได้ ก็จำเป็นต้องใช้เคสโทรศักท์มาช่วยปกป้องโทรศัพท์เราจากการตกหล่นหรือกระแทกสิ่งต่างๆ แต่ทุกคนรู้ไหม? ว่าเคสโทรศัพท์ที่ทำมาจากซิลิโคน วัสดุยอดนิยมที่เราพบเห็นได้ทั่วไปนี้ อาจใช้เวลาย่อยสลายตามธรรมชาติประมาณ 50-500 ปี เลยทีเดียว
เพราะซิลิโคน ถือเป็นพอลิเมอร์สังเคราะห์ประเภทหนึ่ง ที่มีการนำไปใช้เป็นวัสดุตั้งต้นในการผลิตสินค้าหลากหลายชนิด ซึ่งหากเราใช้งานจนผุพังไปตามกาลเวลา หรือบางคนใช้งานจนเคสซิลิโคนสีใสเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอ๋อย แล้วต้องการจะทิ้ง Greener Bangkok ก็แนะนำให้ทิ้งรวมกับขยะทั่วไปได้เลย เพราะมันไม่สามารถนำไปรีไซเคิลต่อได้
ทั้งนี้ ในปัจจุบัน ผู้ผลิตเคสโทรศัพท์หลายแบรนด์ก็เริ่มพัฒนาเคสโทรศัพท์รักษ์โลกกันมากขึ้นแล้ว ตัวอย่างเช่น iGreen แบรนด์สัญชาติอิตาลีที่ทำเคสโทรศัพท์ที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ แถมยังมีการฝังเมล็ดพืชเอาไว้ เผื่อวันไหนที่สิ้นสุดการใช้งาน ก็สามารถปลูกดอกไม้ต่อได้เลยทันที หรือกระทั่ง Verdicy แบรนด์เคสโทรศัพท์สัญชาติไทย ที่ผลิตเคสจาก Plant based ซึ่งสามารถย่อยสลายกลายเป็นปุ๋ยได้ตามธรรมชาติ
อย่างไรก็ตาม เราก็ขอออกตัวไว้ก่อนว่า จำนวนปีข้างต้นที่บอกไปนี้ เป็นตัวเลขประมาณการ เพราะกระบวนการย่อยสลายขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆ ประกอบด้วย และที่สำคัญไปกว่านั้น แม้บางอย่างจะขึ้นชื่อว่าย่อยสลายได้ แต่มันก็ไม่ได้หายไปทั้งหมด เพราะอาจตกค้างเป็นไมโครพลาสติกหลงเหลือบนโลกใบนี้อยู่ดี
ฉะนั้นแล้ว เราทุกคนก็ควรใช้ทุกสิ่งของให้เต็มประสิทธิภาพที่สุด และอย่าลืมตระหนักถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมเอาไว้ตลอด เพราะของบางอย่างเราอาจใช้งานมันแค่เพียงไม่นาน แต่มันอาจอยู่บนโลกของเราไปอีกนานหลายร้อยปี
อ้างอิงจาก