ในเดือนมีนาคมนี้ NASA เตรียมส่งนักบินอวกาศ 4 คน มุ่งหน้าไปสำรวจดวงจันทร์อีกครั้ง นับเป็นภารกิจในรอบนานกว่า 53 ปี ที่มีมนุษย์ออกเดินทางกลับไปเยือนดวงจันทร์บริวารของโลก ตั้งแต่การสิ้นสุดโครงการอะพอลโล
ภารกิจการกลับไปครั้งนี้ มีชื่อว่า ‘อาร์เทมิส 2’ หรือ Artemis II เป็นภารกิจที่ 2 ของโครงการอาร์เทมิส โดย NASA วางแผนให้ภารกิจนี้เดินทางไปบินผ่านดวงจันทร์ และจะไม่มีการลงจอด หรือแม้แต่ชะลอความเร็วให้ยานไปโคจรรอบดวงจันทร์ด้วยซ้ำ
แล้วทำไม NASA ถึงยังไม่ส่งนักบินอวกาศไปลงจอด ทั้งที่ก็เคยมีประสบการณ์มาแล้ว 6 ครั้งในสมัยโครงการอะพอลโล ทำไมการเดินทางกลับไปสำรวจในครั้งนี้ ถึงดูยากเย็นกว่าเมื่อครึ่งศตวรรษที่แล้วได้ จนนำไปสู่ข้อสงสัยบนโลกออนไลน์ว่า หรือเราไม่เคยไปสำรวจดวงจันทร์จริงๆ?
อันที่จริง ทฤษฎีสมคบคิดว่ามนุษย์ไม่เคยไปดวงจันทร์ มีจุดเริ่มต้นมาจากหนังสือ We Never Went to the Moon: America’s Thirty Billion Dollar Swindle ที่เขียนโดยบิล เคย์ซิง (Bill Kaysing) อดีตพนักงานของบริษัท Rocketdyne ที่สร้างเครื่องยนต์จรวด Saturn V ซึ่งได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง เพราะบริบททางสังคมของชาวอเมริกันในตอนนั้นกำลังกังขาต่อความน่าเชื่อถือของรัฐบาลสหรัฐฯ
แม้ทุกประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาในหนังสือเล่มนี้ จะได้รับการพิสูจน์และหักล้างจากทั้ง NASA และหน่วยงานภายนอก แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าการที่ NASA ยังไม่ส่งมนุษย์กลับไปดวงจันทร์อีกครั้ง ก็ยิ่งทำให้ทฤษฎีสมคบคิดเหล่านียังเป็นที่นิยม และยิ่งได้รับความสนใจยิ่งขึ้นในปัจจุบัน
ทั้งนี้ หากพิจารณาปัจจัยสำคัญสำหรับการพัฒนาภารกิจสำรวจอวกาศ นั่นคืองบประมาณที่ NASA ได้รับจากรัฐบาลกลาง พบว่าในปี 1966 ซึ่งเป็นช่วงสำคัญของการพัฒนาโครงการอะพอลโล NASA ได้รับงบสูงประมาณ 25,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เทียบเป็นสัดส่วนต่องบประมาณแผ่นดินสูงถึง 4.4% ขณะที่ในปัจจุบัน แม้ NASA จะได้งบประมาณสูง 93,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ก็เป็นสัดส่วนที่น้อยกว่าปี 1966 เมื่อปรับเทียบมูลค่าเงินเฟ้อ และคิดเป็น 0.5% ของงบประมาณแผ่นดินเท่านั้น
ด้วยงบประมาณที่น้อยลง แต่ NASA ต้องดูแลปฏิบัติการของภารกิจที่หลากหลายขึ้น เช่น สถานีอวกาศนานาชาติ กล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เว็บบ์ และฝูงยานสำรวจโลกหลายสิบดวง ทำให้ขั้นตอนการพัฒนาจรวด SLS หรือ Space Launch System และยานอวกาศโอไรออน (Orion) นั้นใช้เวลานานกว่าสมัยของโครงการอะพอลโล ที่มีการทุ่มทรัพยากรเกือบทั้งหมดมาลงกับการพัฒนายานไปดวงจันทร์ เพื่อให้สหรัฐฯ เดินทางไปถึงก่อนสหภาพโซเวียต และสามารถทำตามเส้นตายที่อดีตประธานาธิบดีจอห์น เอฟ เคนเนดี ได้ประกาศไว้
นอกจากนี้ NASA ยังมีบทเรียนจากความผิดพลาดในอดีต ที่เคยสูญเสียนักบินอวกาศไป เพราะเกิดเพลิงไหม้ในภารกิจอะพอลโล 1 จากการออกแบบยานผิดพลาดและขั้นตอนการทำงานที่เร่งรัดเกินไป จนนักบินอวกาศ 3 คนต้องเสียชีวิตระหว่างการทดสอบบนฐานปล่อย บทเรียนเหล่านี้ทำให้ขั้นตอนการทดสอบ และการปล่อยยานในปัจจุบันนั้นมีความปลอดภัยสูงมาก แม้แต่ลมแรงเกินกำหนด หรืออุณหภูมิหนาวเย็นเกินไปแค่เล็กน้อย เจ้าหน้าที่ในศูนย์ควบคุมจะสั่งยกเลิกการปล่อย และเลื่อนไปในโอกาสถัดไปทันที
สำหรับอาร์เทมิส 2 เป็นภารกิจแรกของโครงการที่มีนักบินอวกาศโดยสารไปด้วย จึงต้องมีการตรวจสอบความพร้อมของระบบยานโอไรออนอย่างเต็มรูปแบบ โดย NASA ได้ออกแบบวงโคจรของภารกิจให้มีการโคจรรอบโลกก่อน เพื่อให้มั่นใจว่าระบบนำทาง ระบบพลังงาน ระบบพยุงชีพ อากาศหายใจ และการควบคุมอุณหภูมิในยานอวกาศทำงานได้ 100% หากมีข้อผิดพลาดอะไรขึ้นในระหว่างนี้ นักบินอวกาศสามารถนำยานกลับมาลงจอดบนโลกได้อย่างรวดเร็ว
แต่หากไม่มีอะไรผิดพลาด อาร์เทมิส 2 จะพา เรด ไวส์แมน (Reid Wiseman), วิกเตอร์ โกลเวอร์ (Victor Glover), คริสตินา ค็อก (Christina Koch) ผู้หญิงคนแรกที่จะได้ไปดวงจันทร์, และเจเรมี แฮนเซน (Jeremy Hansen) ชาวแคนาดาคนแรก มุ่งหน้าไปสู่ดวงจันทร์แบบบินผ่าน หรือ Flyby ที่ใช้การบินอ้อมผ่านด้านไกลของดวงจันทร์ เพื่อให้แรงโน้มถ่วงของดาวเหวี่ยงส่งยานกลับมาสู่โลกโดยอัตโนมัติ เป็นวิถีวงโคจรแบบ Free-Return Trajectory ที่ช่วยให้มั่นใจว่าหากมีเหตุไม่คาดฝันขึ้นในระหว่างการเดินทางไปดวงจันทร์ นักบินอวกาศจะยังสามารถเดินทางกลับสู่มาตุภูมิได้
วิถีวงโคจรแบบนี้ เคยถูกใช้ในภารกิจอะพอลโล 13 ที่เกิดอุบัติเหตุถังออกซิเจนระเบิดระหว่างพานักบินอวกาศไปดวงจันทร์ และช่วยให้ลูกเรือทั้ง 3 คนกลับมาถึงโลกได้อย่างปลอดภัย โดยไม่ต้องปรับวิถีวงโคจรมากเกินไป
สิ่งที่สำคัญที่สุดของภารกิจนี้ คืออาร์เทมิส 2 เป็นภารกิจแบบทดสอบเท่านั้น เหมือนกับที่อะพอลโล 8 เดินทางไปโคจรรอบดวงจันทร์ และอะพอลโล 10 ซ้อมใหญ่กระบวนการลงจอดบนพื้นผิว เพื่อให้อะพอลโล 11 ลงจอดได้สำเร็จ บทบาทของภารกิจนี้ก็เป็นการซ้อมใหญ่ เพื่อให้อาร์เทมิส 3 สามารถพานักบินอวกาศกลับไปลงจอดได้อีกครั้ง ภายใต้กรอบความปลอดภัยที่รัดกุม และเป็นจุดเริ่มต้นการสำรวจห้วงอวกาศลึกในระยะยาวของโครงการนี้
ในตอนนี้ NASA มีกำหนดส่งภารกิจอาร์เทมิส 2 อย่างเร็วที่สุด ในช่วงกุมภาพันธ์ และสามารถเลื่อนการปล่อยได้จนถึงวันที่ 30 เมษายน 2026 ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย ทั้งจากขั้นตอนการทดสอบ สภาพอากาศ ความพร้อมของยานอวกาศ
แม้ว่าการเลื่อนปล่อยอาจทำให้หลายคนที่รอรับชมต้องผิดหวัง แต่ก็ยังดีกว่าการส่งยานอวกาศไปพร้อมความเสี่ยงอย่างแน่นอน
อ้างอิงจาก