ย้อนกลับไปในปี 1972 ยูจีน เซอร์แนน (Eugene Cernan) ผู้บัญชาการภารกิจอพลอลโล 17 เคยได้กล่าวก่อนก้าวขาขึ้นยานกลับโลกว่า “ในฐานะที่ผมเป็นมนุษย์คนสุดท้ายที่ได้เหยียบพื้นผิวดวงจันทร์ ผมจะกลับบ้านไปสักพัก แต่ก็หวังว่าจะไม่นานเกินไป” ซึ่งใครจะคิดว่าหลังจากนั้นอีก 54 ปีมนุษย์ก็ยังไม่ได้กลับไปเหยียบดวงจันทร์มาถึงปัจจุบัน
โดยสาเหตุหลักของการพับโครงการไปนั้น เกิดจากการตัดงบประมาณของ NASA ลง เพราะรัฐบาลสหรัฐอเมริกาได้ประสบความสำเร็จในการส่งมนุษย์ไปตามเป้าหมายทางการเมือง ที่ต้องการแสดงยานุภาพทางเทคโนโลยีให้เหนือกว่าอดีตสหภาพโซเวียตแล้ว ทว่าในเดือนพฤษภาคม ปี 2019 อยู่ๆ NASA ก็ได้ประกาศว่าจะมีแผนกลับไปดวงจันทร์อีกครั้งภายใต้ โครงการอาร์ทิมิส (Artemis) ช่วงปี 2028
และล่าสุดเมื่อสิ้นเดือนมีนาคม ปี 2026 นี้ NASA ก็ได้ประกาศเปลี่ยนแปลงรายละเอียดโครงการอาร์ทิมิสครั้งใหญ่ ชนิดที่เรียกได้ว่ายกเครื่องโครงการเลยทีเดียว เมื่อ NASA จะเริ่มสร้างฐานบนดวงจันทร์ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ขณะที่ทางฝั่งจีนและรัสเซียได้จับมือกันประกาศเดินหน้าก่อสร้างโครงการสถานีวิจัยดวงจันทร์นานาชาติ (ILRS) อย่างเปิดเผยเช่นกัน

ซึ่งทั้งสองฝ่ายกำลังเริ่มมีการส่งยานไปทดสอบเทคโนโลยีกันอย่างดุเดือด โดยมีสาเหตุมาจากการค้นพบนน้ำแข็งที่ขั้วใต้ดวงจันทร์ในช่วงทศวรรษที่ 2010 เนื่องจากน้ำแข็งนี้สามารถนำมาละลายเพื่อให้นักบินอวกาศใช้ดื่มกิน ใช้ทำการทดลอง ปลูกพืชต่างๆ ได้ ทั้งยังสามารถนำน้ำมาแยกโมเลกุลด้วยกระบวนการอิเล็กโทรไลซิส (Electrolysis) นำธาตุออกซิเจนออกมาให้มนุษย์หายใจ และนำธาตุไฮโดรเจนมาทำเชื้อเพลิงยานอวกาศได้โดยตรง
โดยน้ำแข็งดวงจันทร์ปริมาณมหาศาลหลายพันล้านตันมักจะกระตุกตัวอยู่ที่บริเวณขั้วใต้ ที่มีภูมิประเทศที่เต็มไปด้วยหลุมอุกกาบาต ซึ่งไม่เคยโดนแสงแดดส่องถึงเป็นเวลานานหลายพันล้านปี จากธรรมชาติของดวงอาทิตย์ที่จะอยู่แค่บริเวณขอบฟ้าของขั้วใต้เท่านั้น ทำให้อุณหภูมิในก้นหลุมอุกกบาตสามารถดิ่งลงได้ถึงติดลบ 230 องศาเซลเซียส จนสามารถกักเก็บน้ำแข็งที่หลงเหลือมาจากยุคแรกเริ่มของดวงจันทร์ได้
ฉะนั้นแล้ว NASA จึงเสนอให้นักบินอวกาศที่จะเดินทางไปกับภารกิจอาร์ทิมิส 4 ในปี 2028 ให้ไปลงจอดที่บริเวณขั้วใต้ของดวงจันทร์นั่นเอง ส่วนทางฝั่งจีนแม้จะไม่ได้ตำแหน่งลงจอดที่แน่ชัด แต่โครงการฉางเอ๋อ (Chang’e) ของจีนก็เคยพัฒนาเทคโนโลยีได้มากพอที่จะส่งยานฉางเอ๋อ 6 แบบไร้คนขับไปลงจอดด้านไกลของดวงจันทร์ และเก็บตัวอย่างดินด้านไกลของดวงจันทร์กลับโลกได้สำเร็จเป็นชาติแรกมาแล้ว แถมจีนยังมีแผนจะส่งยานฉางเอ๋อ 7 ไปสำรวจขั้วใต้ดวงจันทร์ในปี 2026 เพื่อต่อยอดไปสู่การตั้งฐานบนดวงจันทร์อีกด้วย โดยทางการจีนมีแผนจะส่งมนุษย์ไปดวงจันทร์จริง ๆ ภายในปี 2030 ใกล้เตียงกันกับฝั่งสหรัฐอเมริกา
จะเรียกได้ว่าสงครามอวกาศยุคใหม่ก็คือชิงพื้นที่บริเวณขั้วใต้ของดวงจันทร์ โดยมีฐานบนดวงจันทร์เป็นเครื่องมีสำคัญในการส่งสัญญาณว่าใครจะเป็นผู้ที่จะได้ใช้ประโยชน์จากการแสวงหาทรัพยการบนดวงจันทร์ ซึ่งเศรษฐกิจอวกาศเคยได้รับการประเมินว่าจะมีมูลค่าเศรษฐกิจสูงถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2040 ใครที่ตั้งฐานและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรบนดวงจันทร์ได้ก่อน ย่อมกุมความได้เปรียบในศตวรรษต่อไปได้เช่นกัน
ทว่าการสร้างฐานบนดวงจันทร์ได้นั้นก็ยังมีอุปสรรคมากมาย เกินกว่าการส่งคนไปลงจอดแล้วกลับหลายสิบเท่า โดยปัญหาที่ยิ่งใหญ่ที่วิศวกรต่างมองไปในทางเดียวกันบนโลกก็คือฝุ่นดวงจันทร์ (Lunar Regolith) ที่มีอณูคมกริบเหมือนเศษกระจกบดละเอียด แถมยังมีไฟฟ้าสถิตสูงมาก พร้อมจะเกาะติดอุปกรณ์วัสดุทุกอย่าง ซึ่งสามารถทะลวงเข้าไปทำลายเครื่องจักรต่างๆ รวมถึงชุดอวกาศให้พังทลายได้ในเวลาเพียงไม่กี่วัน โดยนักบินอวกาศยุคโครงการอพอลโลหลายคนเคยมีอาการแพ้ฝุ่นดวงจันทร์จนเยื่อบุตาอักเสบมาแล้ว

นอกจากเรื่องฝุ่นแล้ว ดวงจันทร์ก็ยังไม่มีสนามแม่เหล็กและชั้นบรรยากาศหนาๆ มาคอยปกป้องเหมือนโลก นักบินอวกาศจึงต้องเผชิญกับรังสีอันตรายที่รุนแรงกว่าบนโลกถึง 200 – 1,000 เท่า พร้อมๆ กับอุกกาบาตขนาดเล็กที่พร้อมพรุ่งชนดวงจันทร์อยู่ตลอดเวลา แถมอุณหภูมิก็ยังแกว่งไปมาได้อย่างสุดขั้วอีกด้วย ในตอนกลางวันอาจร้อนทะลุ 120 องศาเซลเซียส และดิ่งลงในตอนกลางคืนได้ที่ -130 องศาเซเลเซียส
ดังนั้นการสร้างฐานบนดวงจันทร์จึงไม่สามารถก่อสร้างในลักษณะเป็นโดมแก้วบางๆ เหมือนในภาพยนตร์ได้ แต่จะต้องมีการสร้างฐานด้วยโครงสร้างที่หนากว่าตัวสถานีอวกาศนานาชาติในปัจจุบัน ก่อนที่จะถมทับด้วบดินดวงจันทร์อีกทีหนึ่ง เพื่อป้องกันรังสีและอุกกาบาตตามที่กล่าวไปข้างต้น โดย NASA มีแผนที่จะใช้หุ่นยนต์เครื่องพิมพ์ 3 มิติขนาดยักษ์ นำฝุ่นดวงจันทร์มาหลอมละลายด้วยความร้อนและพิมพ์ขึ้นรูปเป็นกำแพงฐานที่หนาถึง 2-3 เมตร คล้ายบังเกอร์นิวเคลียร์ หรือไม่ก็อาจจะต้องไปสร้างฐานลึกลงไปในท่อลาวาโบราณใต้ดิน เพื่อปกป้องนักบินอวกาศจากภัยอันตรายต่างๆ
ในปัจจุบันทาง NASA ได้ฝากความหวังการสร้างฐานดวงจันทร์ไว้ที่ยานขนส่งสัมภาระและยานขนส่งมนุษย์ไปยังพื้นผิวดวงจันทร์ (HLS) ให้กับบริษัทเอกชน โดยมีไพ่ตายคือยานอวกาศยักษ์ใหญ่อย่างสตาร์ชิป (Starship) ของบริษัท SpaceX ที่มีศักยภาพในการขนส่งสัมภาระได้มากกว่า 100 ตันต่อเที่ยว เทียบกับยานลงจอดของอพอลโลที่ขนของได้แค่หยิบมือเดียวราว 400 กิโลกรัมเท่านั้น
ทว่า SpaceX ก็ยังไม่สามารถพัฒนาวิธีการเติมเชื้อเพลิงยานอวกาศในวงโคจรโลกได้ ซึ่งมีความจำเป็นต่อการพัฒนายานสตาร์ชิปเป็นอย่างมาก เพราะว่ายานลำใหญ่ขนาดนี้ต้องใช้เชื้อเพลิงมหาศาลในการเดินทางไปดวงจันทร์ ด้วยเหตุนี้องค์การนาซ่าจึงมีตัวเลือกเป็นสำรองอย่างยาน Blue Moon ของบริษัท Blue Origin เพื่อลดความเสี่ยง หากยานลำใดลำหนึ่งเกิดปัญหา โครงการสร้างฐานบนดวงจันทร์ก็ยังคงเดินหน้าต่อไปได้

สำหรับแผนการในอนาคตอันใกล้นี้ ก่อนที่มนุษย์จะขึ้นไปจริงๆ NASA จะใช้กลยุทธ์ส่งยานไร้คนขับไปล่วงหน้าก่อน โดยจะมีการทยอยส่งรถโรเวอร์สำรวจดวงจันทร์อัตโนมัติ เช่น โครงการ VIPER รวมถึง เครื่องพิมพ์ 3 มิติ และเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ฟิชชันขนาดเล็ก (Fission Surface Power) ที่เป็นเครื่องผลิตไฟฟ้าไปตั้งรอไว้ก่อน เพื่อเตรียมปรับหน้าดินและก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานให้พร้อม เมื่อนักบินอวกาศเดินทางไปถึง ก็จะสามารถเปิดประตูเข้าใช้งานได้เลย ไม่ต้องไปเริ่มสร้างฐานเองแต่แรก
หากมนุษยชาติสามารถสร้างฐานบนดวงจันทร์ได้จริงในช่วงทศวรรษที่ 2030 ดวงจันทร์ก็จะกลายเป็นสถานีประจำการของมนุษย์ในอวกาศอย่างถาวร โดยมีการคาดการณ์ว่าจะมีนักบินอวกาศไปสลับสับเปลี่ยนกันทุก 6 เดือน ซึ่งตรงกับช่วงเวลาที่สถานีอวกาศนานาชาติกำลังจะถูกปลดประจำการลงมาเผาไหม้ในชั้นบรรยากาศโลกเหนือมหาสมุทรแปซิฟิกในช่วงปี 2030-2031 การสร้างฐานบนดวงจันทร์จึงยังเป็นการหาห้องทดลองถาวรแห่งใหม่ให้มารองรับให้ทันเวลาอีกด้วย
และเมื่อฐานบนดวงจันทร์นี้มีการขยับขยายมากขึ้น ภารกิจอื่นๆ นอกเหนือจากการทำงานวิจัยก็จะเริ่มตามมา ไม่ว่าจะเป็นการทำเหมืองแร่แรร์เอิร์ธบนดวงจันทร์ ตลอดไปจนการสร้างคลังเก็บเชื้อเพลิงบน และฐานปล่อยจรวดบนดวงจันทร์ เพื่อใช้สนับสนุนภารกิจอื่นๆ ที่จะเกิดขึ้นบนดาวเคราะห์ที่ห่างไกลออกไปในอนาคต เนื่องจากดวงจันทร์มีแรงโน้มถ่วงต่ำน้อยกว่าโลกมากเพียง 1 ใน 6 ของโลก การส่งยานอวกาศที่เติมเชื้อเพลิงที่สกัดออกมาจากน้ำแข็งบนดวงจันทร์ออกสู่อวกาศลึกอีกทีหนึ่ง จึงใช้พลังงานน้อยกว่าและประหยัดกว่าการปล่อยยานจากโลกหลายเท่าตัว
สุดท้ายแล้วโครงการสร้างฐานบนดวงจันทร์ที่นำโดย NASA และจีน จึงถือว่าเป็นโอกาสในการขยายขอบเขตองค์ความรู้ของมนุษย์ และเป็นก้าวปฐมฤกษ์ที่จะพามนุษย์เราเดินทางออกจากดาวเคราะห์บ้านเกิด เพื่อวิวัฒนาการตัวเองไปสู่การเป็นเผ่าพันธุ์ที่จะสามารถออกไปตั้งรกรากบนดาวเคราะห์ดวงอื่นได้อย่างแท้จริง