จุดเริ่มต้นของทุกภารกิจสำรวจอันยิ่งใหญ่ ทั้งการส่งมนุษย์ไปลงดวงจันทร์ การเดินทางของยานวอยเอเจอร์ 1 ที่ลอยล่องไปถึงสุดขอบระบบสุริยะได้นั้น ต่างต้องขึ้นบินจากฐานปล่อยจรวด ที่ตั้งอยู่ใน ‘ท่าอวกาศยาน’ หรือ Spaceport
เราอาจคุ้นชินกับคำว่า ‘ท่าอากาศยาน’ สำหรับเครื่องบิน ที่ใช้ในการเดินทางทั้งในและระหว่างประเทศ ซึ่ง Spaceport นั้นก็ไม่ได้มีพื้นฐานที่แตกต่างกันเสียเท่าไหร่ เพราะเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางเช่นกัน อาจต่างในแง่มุมที่ยานอวกาศส่วนมากนั้นเป็นการเดินทางเที่ยวเดียว ส่วนภารกิจที่มีมนุษย์เดินทางไปด้วย ก็มักมีจุดลงจอดที่ห่างจากฐานปล่อยไปพอสมควร
ถึงกระนั้น Spaceport ก็ยังคงเป็น ‘ประตูสู่อวกาศ’ ของนานาประเทศมาตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันอยู่ดี และในช่วงไม่กี่ปีนี้ ก็มีแนวคิดที่จะพัฒนาท่าอวกาศยานแห่งแรกของประเทศไทยขึ้น
อะไรคือสาเหตุที่ทำให้ Spaceport ได้รับความสนใจในประเทศไทย เหตุใดถึงมีความพยายามที่จะศึกษาความเป็นไปได้อย่างจริงจัง สิ่งใดที่เป็นข้อได้เปรียบ และข้อควรกังวลเกี่ยวกับแนวคิดนี้บ้าง?

สิ่งสำคัญที่ต้องพิจารณา คือแนวโน้มการเติบโตของอุตสาหกรรมอวกาศโลกอย่างต่อเนื่อง การเข้ามามีบทบาทของหน่วยงานภาครัฐและเอกชนจากนานาประเทศ ที่ไม่ได้สิ้นสุดแค่การทำงานวิจัยหรือส่งดาวเทียมขึ้นสู่วงโคจร แต่ต่อยอดสู่การพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง บริการ และใช้ข้อมูลจากห้วงอวกาศ เพื่อยกระดับของเศรษฐกิจในประเทศได้
ด้วยมูลค่าของเศรษฐกิจอวกาศ ที่อาจเติบโตได้สูงถึง 32 ล้านล้านบาทในปี 2034 จากการวิเคราะห์ของ Novaspace เมื่อต้นปี 2026 ทำให้การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านอวกาศ การยกระดับศักยภาพความพร้อมของบุคลากร องค์ความรู้ และพลิกบทบาทจากการเป็นเพียงผู้ชม สู่การมีส่วนร่วมในอุตสาหกรรมอย่างจริงจัง จึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งเพื่อให้เราไม่ตกขบวนเทรนด์ด้านอวกาศ
Spaceport กับประเทศไทย เป็นโครงการที่มีความพยายามศึกษามานานหลายปี โดยมีสํานักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA เป็นหน่วยงานหลักที่นำการศึกษาความเป็นไปได้ โดยมีความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งส่วนของภาครัฐและเอกชน โดยล่าสุดได้มีการจัดทำงานวิจัยร่วมกับบริษัท เคพีเอ็มจี ภูมิไชย ที่ปรึกษาธุรกิจ จำกัด (KPMG) เพื่อวิเคราะห์ศักยภาพและความพร้อมอย่างรอบด้าน โดยพิจารณาจากทำเลที่ตั้ง ความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ในการลงทุน ผลตอบแทนทางสังคมที่จะได้รับ ตลอดจนมิติทางวิศวกรรม และผลกระทบทางสังคม
จากผลการศึกษาที่มีการเปิดเผยออกมา มีการระบุว่าประเทศไทยสามารถเริ่มต้นโครงการดังกล่าวด้วยการนำส่งจรวดแบบ Suborbital นั่นคือภารกิจนำส่งจรวดแบบเดินทางขึ้นสู่อวกาศ แต่ไม่จำเป็นต้องเข้าสู่วงโคจรรอบโลก โดยพบว่าประเทศไทยมีพื้นที่ศักยภาพสำหรับการทำท่าอวกาศยานอยู่ 3 แห่ง ประกอบด้วย เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC 2 แห่ง และอีกพื้นที่ในภาคใต้
ด้วยข้อมูลปัจจุบัน พบว่าพื้นที่เกาะจวง-เกาะจาน จังหวัดชลบุรี มีความเหมาะสมสูงที่สุด เนื่องจากอยู่ในเขตภูมิประเทศที่เอื้อต่อการปล่อยจรวดในแนวตั้งได้ ตามมาด้วยพื้นที่ของสนามบินอู่ตะเภา จังหวัดระยอง ที่สามารถนำส่งจรวดในแนวนอน โดยใช้โครงสร้างพื้นฐานรันเวย์ของท่าอากาศยานตามเดิม ตามด้วยพื้นที่แหลมสนอ่อน จังหวัดสงขลา ที่ค่อนข้างอยู่ใกล้กับเส้นศูนย์สูตร แต่ก็มีข้อจำกัดจากการตั้งอยู่ใกล้เขตอยู่อาศัยของประชาชนทั่วไป ทำให้ต้องมีค่าใช้จ่ายในการเวนคืนพื้นที่เพิ่มเติม

เนื่องจากประเทศไทยมีตำแหน่งที่ตั้งอยู่ใกล้กับเส้นศูนย์สูตร ซึ่งได้เปรียบด้านความเร็วในการหมุนรอบตัวเองของโลกกว่าประเทศในละติจูดสูง ทำให้จรวดสามารถอาศัยความเร็วดังกล่าวเพื่อขึ้นสู่อวกาศได้เร็วขึ้นได้ ประกอบกับมีพื้นที่ปลอดภัยสำหรับให้ชิ้นส่วนของจรวดตกกลับมาได้ จึงเป็นข้อได้เปรียบในการจัดตั้ง Spaceport ทว่าฐานปล่อยจรวดนั้นจำต้องมีพื้นที่ปลอดภัย สำหรับกรณีเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น โดยต้องอยู่ห่างจากเขตเมือง ที่อยู่อาศัยของผู้คน และต้องมีความปลอดภัยค่อนข้างสูง เป็นเหตุให้หลายพื้นที่ในจังหวัดภาคใต้ไม่ถูกนำมาพิจารณาในอันดับต้นๆ ของการศึกษาครั้งนี้
นอกจากนี้ การศึกษาดังกล่าวยังพบว่าหากพิจารณาจากปัจจัยการลงทุนเพียงอย่างเดียว ผลตอบแทนที่ได้จาก Spaceport ยังคงติดลบอยู่ แต่การพัฒนาท่าอวกาศยาน ซึ่งเป็นงานที่พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของประเทศ ที่มีความเฉพาะทางเช่นนี้ สามารถยกระดับความพร้อมและศักยภาพของบุคลากรชาวไทย เกิดการสร้างงานด้านอวกาศ เช่นเดียวกับกระตุ้นให้มีบริษัทเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในอุตสาหกรรมอวกาศเพิ่มเติม พร้อมกับดึงดูดการลงทุนจากหน่วยงานที่สนใจในระยะยาวได้
การพัฒนา Spaceport ไม่ได้เป็นเพียงแค่การสร้างฐานปล่อยจรวดเพียงอย่างเดียว แต่จะมีการสร้างโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เพื่อรองรับการปฏิบัติภารกิจของจรวด ทั้งการขนส่งจรวดและสัมภาระเพื่อนำส่ง ศูนย์ประกอบจรวด ตลอดจนศูนย์ควบคุมการปล่อย ซึ่งอาจรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมในอนาคต ที่อาจมีการเดินทางข้ามทวีปด้วยจรวด ดั่งเช่นแนวคิดของ SpaceX ที่อาจพัฒนายาน Starship ให้สามารถโดยสารข้ามทวีปไปยังทุกจุดทั่วโลก ในระยะเวลาไม่เกิน 90 นาทีได้ในสักวัน
ท้ายที่สุดแล้ว ท่าอวกาศยานในประเทศไทย เป็นแนวคิดที่มีความทะเยอทะยานสูง ซึ่งการสร้างโครงการที่มีขนาดใหญ่เช่นนี้ ก็มักตามมาด้วยอุปสรรคและข้อจำกัดต่างๆ อาทิ ความซับซ้อนทางเทคโนโลยี กฎระเบียบข้อบังคับ และสภาพภูมิศาสตร์ แต่จากการศึกษาเบื้องต้นโดย GISTDA ยังพบโอกาสและความเป็นไปได้ในการสร้างขึ้นจริง โดยมีโอกาสได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าในระยะยาว จึงเป็นเรื่องที่น่าจับตาอย่างยิ่งว่าประเทศไทยจะมีประตูสู่อวกาศได้ในสักวันหรือไม่
อ้างอิงจาก