เราจะจากไปโดยไม่มีสิ่งติดค้างในใจได้อย่างไร หากขาดการวางแผนล่วงหน้าจากนักวางแผนความตาย
ถ้าพรุ่งนี้กำลังจะตาย คุณจะกล้าโทรหาคนสำคัญเพื่อบอกความรู้สึกตัวเองไหม? ใช่ว่าทุกคนจะเปิดใจพูดคุยถึงวาระสุดท้ายของตัวเอง เหตุนี้จึงมีคนไม่น้อยที่ต้องจากไปพร้อมสิ่งที่ยังค้างคาใจ ซึ่งคงจะดีไม่น้อยหากเราสามารถวางแผนล่วงหน้าให้กับตัวเองได้
กอเตย—ปิญชาดา ผ่องนพคุณ เข้าใจความรู้สึกนั้นดี ทั้งในฐานะลูกสาว ผู้เคยรับหน้าที่ดูแลผู้ป่วยในครอบครัวตลอด 3 ปี ช่วงเวลานั้นเธอเผชิญหน้ากับภาวะสิ้นยินดี และเริ่มตั้งคำถามว่า ทำไมมนุษย์จึงไม่สามารถเลือกความตายในแบบที่ต้องการได้
นั่นจึงเป็นเหตุผลที่กอเตยตัดสินใจกลายมาเป็นนักวางแผนการตายดี หรือ Advance Care Planning Facilitator ที่ Baojai Family และเปิดพื้นที่ปลอดภัยให้ครอบครัวได้วางแผนการตายร่วมกัน เพื่อให้ทุกคนจากไปอย่างไม่มีอะไรติดค้างต่อกัน
ณ วันที่ความตายถูกพูดถึงมากขึ้น แต่บทสนทนาเกี่ยวกับวาระสุดท้ายในครอบครัวยังเป็นเรื่องยาก เราชวนไปอ่านบันทึกของอาชีพนักวางแผนการตายด้วยกัน กอเตยทำให้วันสุดท้ายของชีวิตน่ากลัวน้อยลงยังไงบ้าง และการใคร่ครวญถึงความตาย ช่วยให้เรากลับมาใช้ชีวิตอย่างมีความหมายอีกครั้งได้อย่างไร ทั้งหมดอยู่ในบันทึกเล่มนี้แล้ว

จาก Caregiver สู่ Death Planner
จุดที่ทำให้สนใจเรื่องการเป็นนักวางแผนการตาย เกิดจากประสบการณ์ที่เราเผชิญช่วงที่พ่อเราป่วย เรารู้สึกว่าการคุยเรื่องความตายกับคนที่ใกล้ตายไม่ง่ายเลย หรือแม้แต่คนที่ยังไม่ตายก็คุยยาก เพราะว่าสังคมไทยมองว่ามันเป็นการแช่ง แต่เรากลับรู้สึกว่ามันอาจจะไม่มีจริงนะ เราอินกับเรื่องสิทธิมนุษย์ เรื่องอื่นๆ ในชีวิต เราเลือกได้ทุกอย่างเลย แต่กับการตาย เรากลับให้คนอื่นเข้ามาจัดการ ทั้งที่มันเป็นเหตุการณ์สำคัญที่สุดของเรา
นั่นเลยเป็นที่มาที่ทำให้เราจะตัดสินใจว่า ฉันจะทำสิ่งนี้ให้คนไทยรู้เรื่องนี้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ อย่างน้อยให้ครอบครัวสามารถพูดคุยกันเรื่องความตายได้ เหมือนกับที่เราเคยเผชิญ
ขณะเดียวกัน สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการดูแลพ่อตลอด 3 ปี แล้วเพิ่งมาตกตะกอนหลังจากนั้น คือ ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ เราอยากให้ครอบครัวคุยกัน ว่าถ้าวันหนึ่งที่เขาป่วยหรือเราป่วย เราอยากดูแลกันและกันแบบไหน มันทำให้คนคนหนึ่งไม่ต้องมาแบกรับความรู้สึกว่าที่ฉันทำมันดีพอหรือยัง เพราะเราไม่อยากให้ caregiver คนไหนเจอภาวะทุกข์ใจ หรือเจ็บปวดทรมานแบบเราอีก
วางแผนทั้งคนตาย และคนที่ยังอยู่
งานนักวางแผนการตาย จริงๆ ไม่ได้ดูแลแค่คนที่ป่วย แต่ดูแลทุกคนที่แวดล้อมกับคนที่ป่วย เพราะความสูญเสียมันส่งผลกระทบต่อทุกคน
สิ่งที่เราทำมี 2 ทาง ทางแรกคือวันที่เราเข้าไปชวนเขาเตรียมแผนการตาย มันช่วยทำให้บางอย่างหมดจดมากขึ้น ไม่มีอะไรค้างคาใจ ทุกคนได้เคลียร์กันหมดแล้วว่าจะเอาอะไร ไม่เอาอะไร ทุกอย่างจะถูกจัดการตามที่เจ้าของชีวิตต้องการ คนในครอบครัวจะรับรู้สิ่งนี้ร่วมกัน พอถึงวันที่เจ้าของชีวิตเสียไปจากไป คนในครอบครัวอาจจะรู้สึกเสียใจ แต่มันไม่เสียดายแล้ว ไม่มีโมเมนต์ว่าวันนั้นที่ใส่ท่อไป ผิดหรือถูกว่ะ เพราะว่าทำตามเจ้าของปรารถนา
ดังนั้น เวลาคนเข้ามาหานักวางแผนการตาย ประตูด่านแรก มันจะเป็นการเคลียร์เรื่องชีวิตก่อนว่าคนคนนั้นให้ความสำคัญกับอะไร เช่น เขาให้คุณค่ากับความสัมพันธ์ เราก็เข้าไปดูแลความสัมพันธ์ก่อน บางคนให้คุณค่ากับความมั่นคง หน้าที่เราคือการให้คำแนะนำว่าจะเอายังไงกับเรื่องการจัดการเรื่องพินัยกรรม การจัดการทรัพย์สิน
ทั้งหมดนี้ลูกค้าสามารถเลือกได้ โดยเรามีทีมสหวิชาชีพคอยช่วยเหลือ เช่นใครอยากวางแผนประกันก็มี ใครอยากทำพินัยกรรม เรามีทนายให้ ใครอยากที่จะไปมิติทางการแพทย์ เรามีโรงพยาบาลหรือว่ามีคุณหมอที่เชี่ยวชาญ และสำคัญที่สุดที่เราจะพาไปถึง คือการทำตามสิทธิการตายดีในประเทศไทย ตาม พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ มาตรา 12 ที่เป็นตัวบอกว่าทุกคนมีสิทธิ์ที่จะแสดงเจตนาในช่วงท้ายของชีวิต
สิ่งที่นักวางแผนการตายทำอย่างที่ 2 คือ เราอยู่ในช่วงโศกเศร้าอาลัยหลังจากที่คนในบ้านของเขาเสียชีวิตด้วย มีหลายเคสมากที่พอวันที่เจ้าของชีวิตจากไป ครอบครัวก็กลับมาคุยกับเรา เขาก็จะพรั่งพรูออกมา แล้วเราจะคอยบอกว่าไม่ต้องรีบหายนะ มันโอเคมากๆ เลยที่จะรู้สึกแบบนี้ การที่เสียใครสักคนหนึ่งไปแล้วเขามีคุณค่าพอที่จะร้องไห้ให้ มันมีความหมายนะ
เราไม่ได้อยากเป็นแค่คนที่เข้าไปวางแผนแล้วจบไป แต่งานของนักวางแผนการตายสำหรับเรา คือเป็นเพื่อนร่วมทางของครอบครัวหรือใครก็ตามที่อยากจะมีสักคนหนึ่งอยู่ตรงนั้น ในวันที่เขาสั่นไหวมากที่สุด ดังนั้นเราดูแลเส้นทาง ตั้งแต่วันที่ป่วย ช่วงที่กำลังจะแลนดิ้ง แล้วก็ในช่วงที่ผู้ป่วยจากไป รวมถึงวันที่คนในครอบครัวยังหลงเหลือความรู้สึกบางอย่างอยู่

นักสร้างพื้นที่ปลอดภัย
บอกก่อนว่าสิ่งที่เราจะทำ มันจะไม่ใช่การบำบัดครอบครัวนะ เพราะเราไม่ใช่นักบำบัด ไม่ใช่บริการทางการแพทย์ แต่นักวางแผนการตาย คือตัวกลางในการเปิดพื้นที่ให้เขาสามารถคุยเรื่องความตายได้ง่ายขึ้น
อาชีพนักวางแผนการตาย คือชื่อที่เราตั้งมาเพื่อให้เข้าใจง่าย แต่โดยหลักของอาชีพที่คนทั่วโลกรู้จัก เราเป็น Advance Care Planning Facilitator ในต่างประเทศมีคนทำอาชีพนี้อย่างจริงจัง แล้วเราก็เป็นคนหนึ่งที่มีพื้นฐาน เรามีใบรับรอง และสามารถสอนให้คนไปเป็น Advance Care Planning ได้อีก
จุดประสงค์ของเรา คือต้องการให้เขาทำ Advance Care Plan ร่วมกับครอบครัวได้ หรือการเขียนสมุดเบาใจนั่นเอง แต่กว่าจะไปถึงการเขียนสมุดเบาใจ มันคือกระบวนการที่ครอบครัวจะต้องทำร่วมกัน เรียกว่า Transformative Learning คือเรียนรู้เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงบางอย่างในครอบครัว เพื่อให้ได้ Advance Care Plan สำหรับทุกคนในครอบครัว
กลับมาที่ทักษะในอาชีพนี้ อันดับแรกต้องฟังเป็นก่อน ไม่ใช่คนให้คำปรึกษา แต่เป็นคนที่เปิดพื้นที่ปลอดภัยให้กับพื้นที่นั้นๆ ในการสร้างการเรียนรู้ ต้องเป็นคนที่ฟังเป็น ตั้งคำถามทรงพลังได้ จับประเด็นได้ และที่สำคัญคือต้องสามารถออกแบบกระบวนการเรียนรู้ ที่พาคนไปเจอประสบการณ์ด้วยตัวเองได้
ส่วนทักษะของกระบวนกรที่ทำเรื่องการวางแผนดูแลล่วงหน้า แน่นอนต้องมีความรู้เรื่องบริบทในประเทศไทย กฎหมายที่เกี่ยวข้องความตายครอบคลุมถึงไหนบ้าง ไม่ว่าจะเป็นมิติของสิทธิการตายดี หรือแม้กระทั่งเรื่องของการแจ้งเกิด แจ้งตาย การบริจาคร่างกาย หรือรายละเอียดต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับความตายทั้งหมด
สิ่งที่ไม่ควรทำที่สุดเลยคือการโน้มน้าวให้เขาเลือกในแบบที่เราคิดว่าดีที่สุด แต่ละคนไม่ได้มีมุมมองต่อความตายแบบเดียวกัน เราแค่เป็นพื้นที่ที่พาคนไปเจอความหลากหลายนั้น และดูว่าอะไรที่ตรงกับความต้องการเขา มันไม่มีใครที่จะรู้ว่าแบบไหนดีสุด นอกจากตัวเขาเอง
เพราะฉะนั้นนักวางแผนการตาย จึงเป็นพื้นที่ทำให้คนได้เลือกในแบบที่เขาต้องการ แล้วได้สื่อสารกับคนใกล้ตัวเอาไว้ว่า ฉันจะเอาแบบนี้แหละ ความตายมันมีความหมายมากกว่าแค่ จะเอาโรงศพสีอะไร จะแต่งตัวยังไง จะไปวัดไหน จะนอนบ้าน หรือนอนโรงพยาบาล แต่มันมีเรื่องมุมมอง และความสัมพันธ์เข้าเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

เมื่อความตายคือเรื่องของความสัมพันธ์
บางคนอยากเข้ามาหาเรา เพราะคุยเรื่องนี้กันเองไม่ได้ มันบางอย่างที่ซ่อนเร้นอยู่ความสัมพันธ์ ที่ทำให้เราคุยกันได้ยาก เขาเลยอยากให้เราเป็นสื่อกลางในการคุยเรื่องนี้ให้ง่ายขึ้น
ความตายมันเชื่อมโยงกับความสัมพันธ์ประมาณหนึ่ง เราจะพูดเฉพาะพาร์ทของความตายไม่ได้ ชีวิตมันมีบาดแผล มันมีเรื่องที่ต้องเข้าไปจัดการ มันมีปมในใจ บางอย่างที่มันค้างคาอยู่ พอเราไม่ได้มีความกล้าจะไปเผชิญกับมัน ความตายมันก็ถูกฝังกลบไม่ให้ถูกพูดถึงไปด้วย เช่น บ้านที่เขาไม่เคยคุยเรื่องความรู้สึกมาก่อน ไม่เคยแสดงความรัก แต่วันหนึ่งมีคนในบ้านเจ็บป่วย แล้วต้องมาคุยเรื่องความตายเลย มันเลยยาก
พอเราเห็นความตาย มันเห็นว่าชีวิตมันสั้น มันจะมีบางอย่างที่เราอยากทำด้วยสัญชาตญาน เช่น บางคนทะเลาะกับน้องสาวมาเป็น 10 ปี อยู่ๆ ในช่วงกระบวนการ แล้วเขาบอกว่า ขอเวลานิดหนึ่งได้ไหมคุณกอเตย จากนั้นเขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา แล้วโทรหาน้องสาวเลย เขาพูดว่าวันนี้เขาไม่รู้แล้วว่ามันจะเป็นยังไง น้องอาจจะไม่ให้อภัยก็ได้ แต่ว่าเขาตั้งใจจะทำสิ่งนี้ มันเป็นเจตนารมย์ที่เกิดขึ้นในระหว่างกระบวนการคุยเรื่องความตาย
อย่างไรก็ตาม ทุกคนคงไม่สามารถจัดการทุกอย่างได้หมด แต่ว่าสิ่งหนึ่งที่เราเห็นชัด คือถ้าลองได้คิดถึงความตายก่อนที่จะตายจากไป มันไม่มีใครทำสิ่งที่ค้างคาในใจไม่สำเร็จ หากวันนี้ยังมีสติสัมปชัญญะเพียงพอที่จะทำมัน หรือสื่อสารมันว่า ถ้าไม่ได้แพลน A ก็แพลน B ความตายมันเป็นแบบนั้น
เราเจอเคสที่เขาเป็นผู้ป่วยสมองส่วนหน้าเสื่อม เขาจะเคลื่อนไหวได้ยาก ตอนที่ทำกระบวนการเราก็รับรู้ว่าความตั้งใจของเขาว่าจริงๆ เขาอยากพาพ่อแม่ไปเที่ยวมาก แต่เขาไม่สามารถพาพ่อแม่ไปเที่ยวได้แล้ว เขาเลยอยากให้พี่สาวเป็นคนพาพ่อแม่ไปเที่ยวญี่ปุ่นให้เขาเห็นหน่อย เราก็อยู่ในกระบวนการนั้นเราก็ถามพ่อแม่ว่าจะทำสิ่งนี้เพื่อเขาได้ไหม
พ่อแม่บอกว่ามันไม่จำเป็น เพราะว่าเขาไม่ได้อยากไป เขาอยากอยู่กับลูกเขา จนสุดท้ายเขาเสียชีวิต แต่เขาได้สิ่งที่เขาต้องการทุกอย่างเลยนะ ได้เสียชีวิตที่บ้าน ไม่เกิดการยื้อชีวิต ได้จากไปอย่างสงบ มีพ่อแม่อยู่กับเขา มีพี่น้องอยู่กับเขา แม้เขาไม่ได้เห็นพ่อแม่ไปเที่ยวญี่ปุ่น แต่สิ่งที่ตัดความค้างใจไปได้ คือหลังจากวันนั้น พ่อแม่ตัวเขาและน้องสาวเขา ออกไปเดินเที่ยวสวนสาธารณะด้วยกันทุกวันจนวันสุดท้ายของชีวิต
สุดท้ายมันไม่ใช่การไปญี่ปุ่น แต่มันคือ quality time ที่เขาได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกัน เพราะฉะนั้นแผนอะไรที่มันไม่สำเร็จมันไม่มีอยู่จริง และความตายไม่ใช่เรื่องของคนคนเดียว แต่มันแวดล้อมด้วยคนมากมาย ฉะนั้นมันถึงต้องคุยกัน แล้วหาว่าตรงไหนมันคือคุณค่าหลักสำคัญในช่วงเวลานั้นมากกว่า

ถ้าพรุ่งนี้ต้องตาย เราอยากทำอะไรเป็นอย่างสุดท้าย
เราชอบพูดคำว่าความตายมีเสน่ห์ หนึ่ง คือเราไม่รู้ว่ามันจะมาเมื่อไหร่ สอง เราไม่รู้ว่าเราจะตายยังไง แต่สาม คือเมื่อเรานึกถึงมันเมื่อไหร่ เราจะเริ่มกลับมาเห็นชีวิตเรามากขึ้นจริงๆ
เราเองเราเคยมีความรู้สึกอยากตายมาก่อน ย้อนกลับไปหลายสิบปีที่แล้ว มันคือความรู้สึกของภาวะสิ้นยินดี คือความรู้สึกว่าอยู่ก็ได้ ตายก็ดี ชีวิตมันไม่มีความหมาย เพราะเราเห็นความตายว่ามันเป็นจุดจบ มันไม่มีอะไรให้ไปต่อแล้ว ให้มันจบๆ ไปซะดีกว่า
แต่พอวันที่เห็นพ่อตายกับตาตัวเอง และวันที่เข้ามาดำเนินการทำงานที่ Baojai Family หรือนักวางแผนการตายเริ่มเห็นความตายของคนอื่น เรามองความตายในมิติที่มันกว้างขึ้น เราเห็นว่าความตายมันเป็นเครื่องมือสำคัญที่ทำให้เรากลับมาเห็นคุณค่า และความหมายของชีวิตที่เรามีอยู่
เราไม่รู้ว่าชีวิตเรามีระยะเวลาเท่าไหร่ มันจะยาวนานหรือมันจะสั้นแค่ไหน เราไม่รู้ว่าในที่ตรงนี้ หรืออีกไม่นานมันจะเกิดอะไรขึ้นกับเรา เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราคิดคือ แค่อยู่กับปัจจุบันนี้ ใช้ชีวิตให้มันพอดีกับเรามากที่สุด แล้วทำทุกอย่างโดยที่ไม่มีอะไรติดค้างคาใจ
เวลาเราถามว่าอยากตายดียังไง เป็นไปไม่ได้เลยที่เราไม่กลับมาคิดว่าอยากทำอะไรในวันนี้ เช่น การตายดีของเรา คือมีคนอยู่ใกล้ชิดเรา เพราะเราให้คุณค่ากับความสัมพันธ์มาก พอเราเห็นภาพนั้น สิ่งที่เราตัดสินใจทำในวันนี้คือ เราอยู่โดยไม่มีความสัมพันธ์ที่มันท็อกซิก เราตั้งใจสร้างความสัมพันธ์กับคนใกล้ตัวอย่างดีมากๆ เพราะเราให้วันสุดท้ายไม่มีใครมาอยู่ข้างเราเลย เพราะฉะนั้นการตายดีของเรามันก็เชื่อมอยู่กับการอยู่ดีวันนี้ด้วย
ณ วันนี้ กลายเป็นว่าภาวะสิ้นยินดีมันหายไป เพราะว่ามันค้นพบว่าความหมายของชีวิตคือการที่มนุษย์เกิดมาใช้ชีวิต เพื่อรอวันที่เราจะไปได้อย่างดีนั่นแหละ
แต่ถ้าวันนี้ความตายมันยังมาไม่ถึง เรารู้แล้ววันนี้เราจะใช้ชีวิตยังไง เพื่อให้วันสุดท้ายมันเป็นวันที่ตายดีสำหรับเราจริงๆ