เราจะรู้ได้อย่างไรว่าอาการเจ็บป่วยเกิดจากสารพิษชนิดไหน หากไม่ได้แพทย์ด้านพิษวิทยาคอยวิเคราะห์ และช่วยชีวิตให้ทันเวลา
หากพูดถึง ‘สารพิษ’ หลายคนอาจคิดถึงภาพขวดยาหรือสารเคมีที่มีฉลากเตือนรูปกระโหลกไขว้ แต่ที่จริงแล้ว สารพิษก็อาจแฝงอยู่ในสิ่งของทั่วไปที่เราคุ้นเคย ไม่ว่าจะพืชบางชนิด สัตว์บางประเภท หรือแม้แต่อาหารที่เรานำเข้าปากอยู่ทุกวันได้เช่นกัน
เมื่อสารต่างๆ สามารถทำอันตรายกับร่างกายเราได้ทุกเมื่อ แล้วใครกันละที่จะช่วยเราไขปริศนาอาการผิดปกติจากสารพิษ และรักษาชีวิตเราไว้ได้ทันเวลา
เติร์ก—ผศ.นพ.พันธกานต์ ตันสุวรรณรัตน์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสารพิษ คือคนนั้น เขาเริ่มสนใจงานด้านพิษวิทยาอย่างจริงจัง หลังจากคลุกคลีกับคนไข้ในห้องฉุกเฉินที่ขึ้นชื่อว่าโหดหินที่สุด เติร์กเชื่อว่าความรู้ด้านยานับพันชื่อเรียก และความสนุกจากการวิเคราะห์อาการของคนไข้ จะช่วยให้เขาสามารถช่วยชีวิตคนไข้ได้ทันเวลาพอดี
ในวันที่สารพิษชนิดใหม่ๆ เกิดขึ้นทุกวันจากความก้าวหน้าทางเคมี แต่หมอด้านพิษวิทยาในไทยกลับมีอยู่เพียงหยิบมือ อาชีพหมอด้านพิษวิทยาทำงานกันอย่างไร และอะไรที่ทำให้เติร์กสนใจอาชีพนี้ เราชวนทุกคนมารู้จักหมอด้านพิษวิทยาให้มากขึ้นผ่านบันทึกของเขาฉบับนี้กัน

เมื่อยากลายเป็นสารพิษ
ก่อนจะมาเป็นหมอผู้เชี่ยวชาญด้านพิษวิทยา เราต้องเรียนจบหมอก่อน 6 ปี แล้วก็เรียนแพทย์ประจำบ้านอีก 3 ปี ในสาขาวิทยาศาสตร์ฉุกเฉินหรือสาขาทางอายุรศาสตร์ หลังจากนั้นก็เรียนต่อยอดด้านพิษวิทยาอีก 2 ปี
ตอนที่เราสนใจงานนี้ เกิดขึ้นช่วงที่ต้องปฏิบัติงานห้องฉุกเฉิน เราจะเจอคนไข้ไม่ซ้ำหน้า ซึ่งงานด้านพิษวิทยามันแฝงอยู่ในกลุ่มอาการเหล่านี้ เช่น บางทีคนไข้มาด้วยหัวใจเต้นช้า หรือบางทีคนไข้มาด้วยอาการปวดท้อง ที่จริงแล้วเขาอาจจะได้รับพิษก็ได้ พอเราเป็นคนชอบความท้าทาย ก็เลยคิดว่าเราเลือกเรียนต่อสาขานี้ดีกว่า คิดว่ามันต่อยอดจากสิ่งที่เราชอบได้
เราชื่นชอบพิษวิทยาตั้งแต่สมัยเรียน ตอนเด็กชอบเรียน เภสัชวิทยา (Pharmacology) เราจะเรียนพื้นฐานก่อนว่าร่างกายมันดูดซึมยายังไง กำจัดยาผ่านตับ ผ่านไตยังไง จากนั้นค่อยมาวิชาทางด้านพิษวิทยา มันเลยเป็นศาสตร์ที่ต่อยอดจากการเภสัชวิทยา คือเรียนรู้ความผิดปกติหลังจากยาออกฤทธิ์ จากยากินที่มันรักษาโรคได้ แต่ถ้าเราใช้ผิดวิธีหรือกินเกินขนาดก็สามารถเกิดพิษได้เช่นกัน
ดังนั้น การเป็นหมอด้านพิษวิทยาต้องชอบเรื่องยาก่อน แล้วก็ต้องเป็นคนชอบจำ ยามีเป็นร้อยหมื่นอย่างก็ต้องจำๆๆ มีน้องนักศึกษาถามเสมอ ว่าทำไมถึงจำได้ เราว่าต้องไปเจอเคสบ่อยๆ เจอยาบ่อยๆ มันก็จะช่วยเตือนความจำให้เอง
พิษอยู่รอบตัวเรา
พิษอยู่รอบตัวจริงๆ ไม่ใช่แค่ยา แต่ยังอยู่ในอาหาร ยาฆ่าแมลง สารเคมี หรือในสัตว์
นอกจากสารเคมีแล้ว บางครั้งก็มีสารพิษในธรรมชาติที่เราตรวจไม่เจอ คือพิษจากพืชและพิษจากสัตว์ พืชบางชนิดความสวยงาม แต่หลายคนก็อาจไม่รู้ว่ามันมีพิษ เช่น ยี่โถ ลำเพย ชวนชม หรืออาหารที่เรากินบ่อยๆ อย่าง มันสำปะหลังหรือหน่อไม้ ก็มีพิษไซยาไนด์ แต่เราสามารถกินได้ หากนำไปต้มหรือผ่านความร้อน ซึ่งจะช่วยให้ ไซยาไนด์ในวัตถุดิบเหล่านี้เสื่อมสภาพไป
ไม่ใช่แค่พิษจากธรรมชาติเท่านั้น แต่อาหารในชีวิตประจำวัน การกินปริมาณมากๆ ก็อาจเกิดพิษได้ อย่าง การดื่มกาแฟวันละหลายแก้ว ก็อาจทำให้ใจสั่นจนเสียชีวิตได้ หรือแม้กระทั่งน้ำเปล่า ถ้าเราดื่มมากเกินไปก็อาจเข้าไปเจือจางเกลือแร่ในร่างกาย จนเสียชีวิตได้
การเกิดพิษก็มีได้หลายปัจจัย ปัจจัยแรก มันขึ้นอยู่กับขนาดยา เช่น ถ้ากินยาเยอะมากๆ มันจะเกิดความเป็นพิษได้ ปัจจัยต่อมา คือตัวคนไข้เอง เช่น เวลาเกิดความเป็นพิษ ผู้ใหญ่มักไม่ค่อยมีอาการเท่าเด็ก เพราะสารพิษมันหารตามน้ำหนักตัว คนตัวใหญ่กว่าก็อาจจะไม่เป็นอะไร แต่เด็กตัวเล็กอาจจะเสี่ยงที่จะเกิดพิษง่ายกว่าผู้ใหญ่ หรือถ้ากลุ่มคนแก่ ที่มีค่าตับ ค่าไตไม่ดี ก็ทำให้กำจัดยาได้ไม่ดี เมื่อเทียบกับหนุ่มสาวๆ
เคยมีเคสเด็กเล็ก ประมาณ 2 ขวบ เผลอดื่มน้ำยาล้างเครื่องเงิน ตอนนั้นแม่เขากำลังนั่งเช็ดเครื่องเงินอยู่ น้ำยาล้างเครื่องเงินบางยี่ห้อที่ทำจากไซยาไนด์ ระหว่างที่กำลังเช็ด ด้วยความเป็นเด็ก เห็นขวดน้ำยาสวยงามก็หยิบมากิน กินไปไม่เยอะมากนะ แต่หลังกินไม่กี่นาที จากเด็กที่เล่นอยู่ เด็กหมดสติทันทีเลย พอไปถึงห้องฉุกเฉิน เด็กหัวใจหยุดเต้น หมอก็ปั๊มหัวใจ แล้วก็ให้ยาต้านพิษ แต่สุดท้ายก็ไม่รอด
ความน่าเศร้าคือ เคสนี้เขามาโรงพยาบาลเร็วมาก และโชคดีที่โรงพยาบาลนี้มียาต้านพิษอยู่ด้วย แต่ถึงแม้ว่าจะรีบรักษา ได้ยาต้านพิษเร็ว เด็กก็ไม่รอด เพราะปริมาณสารพิษเมื่อเทียบกับขนาดตัว และพิษของไซยาไนด์ทำให้หัวใจขาดออกซิเจน และสมองบวม จนเสียชีวิตในที่สุด
ดังนั้นวิธีป้องกันตัวเองจากสารพิษ สิ่งสำคัญคือต้องศึกษาแหล่งที่มาของสารก่อนนำเข้าสู่ร่างกาย หรือหาวิธีหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่จะทำให้ตัวเองได้รับสารพิษน้อยที่สุด

นักสืบพิษจากผลตรวจร่างกาย
เราชอบคิดเสมอว่าหมอด้านพิษวิทยาเหมือนเป็นนักสืบ
ปกติแล้วคนไข้เขาไม่ได้บอกหรอกว่าเขาใช้ยาหรือใช้สารพิษอะไร แต่เราต้องพยายามรวบรวมข้อมูลทุกอย่างรวมกัน เพื่อสโคปให้ได้กลุ่มอาการเมื่อร่างกายได้รับสารพิษ เรียกว่าท็อกซิโดรม (Toxidrome) และดูว่าอันนี้อาการเหล่านี้น่าจะเป็นกลุ่มไหน
หัวใจของการเป็นหมอด้านพิษวิทยาจึงต้องพยายามสังเกตเยอะๆ โดยเราสืบจากอาการของคนไข้ พอได้อาการแล้ว ก็ไปโยงว่าเขามียาตัวนี้อยู่ไหม หรือว่ายาตัวนี้มันหาซื้อได้ง่ายตามร้านขายยาปกติหรือเปล่า ถ้าเรามียาที่น่าสงสัย ถึงจะส่งไปตรวจร่างกายเพิ่ม เมื่อนำทุกอย่างมาประกอบกับรวมกัน ได้เป็นกลุ่มอาการแล้ว หลังจากนี้ก็จะง่ายแล้ว เพราะเราจะสามารถวินิจฉัย และรักษาคนไข้ได้ง่ายขึ้น
มีหลายเคสมากที่ประสบความสำเร็จจากหมอด้านพิษวิทยา อย่างเคส ‘ไซยาไนด์’ ที่สามารถตามสืบหาคนร้ายได้ จากการคิดนอกกรอบของคุณหมอ ที่เขาเจอเหยื่อจากไซยาไนด์ในโรงพยาบาลเดียวกันโดยบังเอิญ แต่ละคนมีประวัติคล้ายกัน คือเป็นคนไข้อายุน้อย มีอาการหมดสติทันที จนมาเคสที่ 5 หมอเลยคาดว่าน่าจะเกิดจากสารพิษ จึงส่งตรวจร่างกาย จนพบสารพิษจริงๆ ก่อนจะกลายเป็นข่าวดังขึ้นมา
หรืออีกเคสหนึ่งที่เราเคยเจอสมัยเรียน เป็นเคสเด็กกินไส้กรอกแดง จนเกิดพิษในร่างกาย วันนั้นเราได้รับสายมาจากโรงพยาบาลภาคใต้ เริ่มที่จังหวัดตรัง ปรึกษาว่ามีเคสเด็กที่กินไส้กรอกแดง มาโรงพยาบาลด้วยอาการตัวเขียว เหมือนขาดออกซิเจน คลื่นไส้อาเจียน ถัดมาก็มีหมอจากนครศรีธรรมราช และเชียงใหม่ โทรมามีอาการผิดปกติเดียวกัน
พอมีอาการเดียวกันเกิดขึ้นหลายเคส เราก็เลยสงสัยขึ้นมา จึงถามคุณหมอกลับไปว่าแพ็คเกจของไส้กรอกเป็นยังไง ปรากฎว่าเป็นไส้กรอกยี่ห้อเดียวกัน ที่พ่อแม่ซื้อมาจากตลาดนัดให้เด็กๆ กิน สุดท้ายคิดถึงภาวะเมทฮีโมโกลบินนีเมีย (Methemoglobinemia) ซึ่งเป็นภาวะที่ตัวฮีโมโกลบินไม่สามารถไปจับออกซิเจน ที่คาดว่ามาจากการสารไนเตรต หรือสารกันเสียปริมาณมากเกินไปในไส้กรอกยี่ห้อนี้ สุดท้ายเราสามารถรักษาเด็กๆ ได้ทุกคน
หลังจากนั้น เรารวบรวมเคสทั้งหมดไปร้องเรียนให้หน่วยงานที่ดูแล เพราะพิษนี้มันทำให้เสียชีวิตได้ ในที่สุดก็สามารถปิดโรงงานนี้ได้ และช่วยลดโอกาสการเสียชีวิตได้อีกหลายคน
ชีวิตคนไข้คือสิ่งสำคัญ
เป้าหมายของหมอด้านพิษวิทยา คือการช่วยชีวิตคนไข้จากพิษ ปกติหมอทั่วไปเขาจะรู้คร่าวๆ ว่ายาตัวนี้ออกฤทธิ์อย่างไร แต่บางทีเขาอาจไม่รู้ว่าถ้ากินยาตัวนี้เกินขนาดมากๆ จะเกิดความอันตรายยังไงบ้าง ทางการแพทย์ว่า Adverse Effect หรือผลข้างเคียงจากยา แม้ว่าจะกินไปเม็ดเดียว มันสามารถเกิดโทษได้
แล้วเขาจะถามใครละ ถ้าเกิดความเป็นพิษเกิดขึ้น ก็เป็นหมอกลุ่มนี้ที่มาช่วยแก้ปัญหาความเป็นพิษของยา ความเป็นพิษของสารเคมี และพิษจากสัตว์ ที่ไม่อาจมีหมอคนไหนพอรู้ลึกซึ้งเรื่องของพิษของสัตว์ได้ เหมือนหมอทางด้านพิษวิทยา นี่เลยเป็นความจำเป็นที่ต้องมีหมอด้านนี้อยู่
ส่วนการรักษาภาวะพิษ เราพยายามรักษาแบบประคับประคอง เพราะยาจะถูกกำจัดที่ตับ แล้วก็ขับออกทางไต เพราะฉะนั้นยามีรอบของมัน เช่น ยา 1 เม็ด บางทีออกฤทธิ์ ในร่างกาย 4 ชั่วโมงแล้วก็หมดไป ดังนั้นเราอาจจะให้ยากระตุ้นความดันไปเรื่อยๆ จนยาที่กินเข้าไปมันออกฤทธิ์จนหมด คนไข้ก็สามารถรอดชีวิตได้
นอกจากนี้ เราก็ยังมียาต้านพิษ ซึ่งหากคนไข้ได้รับยาต้านพิษเร็ว ก็อาจจะเพิ่มโอกาสในการรอดชีวิตของคนไข้มากขึ้น แต่ข้อจำกัดคือ ยาต้านพิษไม่ได้มีทุกโรงพยาบาล จะมีสำรองไว้ในโรงพยาบาลใหญ่ๆ เช่น โรงพยาบาลประจำจังหวัด เพราะมักไม่ใช่เคสที่เจอได้บ่อยๆ วันหนึ่งอาจจะมีแค่หนึ่งเคสต่อโรงพยาบาลเท่านั้น จึงอาจทำให้ต้องกำจัดยาเหลือทิ้งจำนวนมาก เมื่อเทียบกับการใช้งานจริงๆ
แต่เรามองมุมกลับกันนะ ถึงแม้จะต้องทำลายยา 100 โดส แต่หากหนึ่งในนั้น มันสามารถช่วยชีวิตคนในครอบครัวหรือคนเรารักได้ เราว่ามันคุ้มค่ามาก

ด่านหน้าของการรักษา
อันที่จริงหมอด้านพิษในประเทศไทยมีน้อยมาก เมื่อเทียบกับหมอด้านอื่นๆ ปีหนึ่งมีคนที่เรียนต่อเฉพาะด้านเพียง 4 คนต่อปี รวมแล้วมีประมาณ 30 คนทั่วประเทศไทย
แต่โชคดีที่ปัจจุบันไทยมีศูนย์พิษวิทยา 2 แห่ง ที่โรงพยาบาลรามาธิบดีกับโรงพยาบาลศิริราช เป็นฮอตไลน์โทรปรึกษาได้ ช่วยแบ่งเบาภาระของหมอด้านพิษวิทยา ขณะเดียวกัน เราก็ยังมีนักพิษวิทยาที่คอยช่วยเหลือเราอีกหลายคน ซึ่งอาจจะเป็นคุณพยาบาล คุณเภสัชกร หรือว่าอาจจะเป็นนักปฏิบัติการฉุกเฉินการแพทย์ (paramedic) คนกลุ่มนี้จะเป็นคนเบื้องหน้าที่คอยซักประวัติคนไข้ เพราะเขามีความรู้ทั้งคลินิก และประสบการณ์เจอคนไข้มาเยอะ จนสามารถช่วยประเมินเบื้องต้นก่อนมาถึงมือหมอได้
สำหรับคนที่สนใจ สาขานี้จะเหมาะมากสำหรับคนที่ชอบอ่านหนังสือ ชอบอัปเดตข้อมูลใหม่ๆ หรือชอบวิเคราะห์ข้อมูล เพราะมันเป็นศาสตร์ที่ไม่อยู่นิ่ง มีคนเป็นนักเล่นแร่แปรธาตุกันมากมาย จนทำให้มีสารชนิดใหม่ๆ เกิดขึ้นทุกวัน ทำให้เราต้องคอยศึกษาเรื่อยๆ
ถึงแม้ว่างานด้านพิษวิทยาจะไม่ได้สร้างรายได้มากนัก แต่พิษวิทยาก็เป็นสาขาที่ช่วยชีวิตคนได้ไม่ต่างจากสาขาอื่นๆ เลย ทุกวันนี้แค่เราได้ช่วยคนไข้ และถ่ายทอดความรู้ให้หมอรุ่นใหม่ๆ ก็ดีใจแล้ว