ในโลกที่เต็มไปด้วยข้อมูลข่าวสารมากมาย ใครคือคนที่คอยจัดเรียงข้อมูลเหล่านี้ให้เรากันนะ
บรรณารักษ์ต้องทำหน้าที่อะไรบ้าง?
ก. นั่งประจำอยู่เคาน์เตอร์
ข. คอยตอบคำถามผู้มาบริการ
ค. ส่งเสียงเตือนเวลาที่มีใครส่งเสียงดัง
ง. คีย์ข้อมูลบนจอทั้งวัน
จ. ถูกทุกข้อ
หลายคนอาจคุ้นเคยกับภาพบรรณารักษ์ในฐานะผู้พิทักษ์หนังสือในห้องสมุด แต่ที่จริงแล้วหน้าที่ของบรรณารักษ์มีสิ่งที่ต้องรับผิดชอบมากกว่านั้น อย่างที่ ลูกตาล—เปมิกา พุ่มแก้ว บรรณารักษ์รุ่นใหม่ ที่จะมาถ่ายทอดการทำงานเบื้องหลังของบรรณารักษ์ให้เราฟัง
เมื่ออาชีพบรรณารักษ์คือความฝันของลูกตาลมาโดยตลอด จากความสบายใจที่ได้ใช้เวลาในห้องสมุด นำทางให้เธอตัดสินสาขาวิชาบรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์ ในรั้วธรรมศาสตร์ ก่อนทำงานตำแหน่งบรรณารักษ์อย่างที่ตั้งใจ การได้รายล้อมไปด้วยสิ่งที่รัก ทั้งหนังสือ ความเงียบ และผู้คน กลายเป็นสิ่งที่ทำให้เธอมีความสุขกับการทำงานในทุกๆ วัน
แม้ในวันที่ใครๆ ต่างบอกว่าห้องสมุดกำลังจะหมดความสำคัญ แต่ลูกตาลยังเชื่อว่าห้องสมุดจะต้องยังคงอยู่ อะไรทำให้เธอเชื่อเช่นนั้น ห้องสมุดในอนาคตจะเปลี่ยนไปอย่างไร อาชีพบรรณารักษ์จริงๆ แล้วต้องทำอะไรบ้าง เราชวนไปทำความรู้จักอาชีพบรรณารักษ์จากบันทึกฉบับนี้กัน

บรรณารักษ์ อาชีพที่รายล้อมไปด้วยหนังสือ
เราเป็นเด็กแปลกมาก คือแม่จะรู้ว่าเราชอบดูการ์ตูนดิสนีย์ บาร์บี้ หรือการ์ตูนแฟนตาซีทั้งหลาย เราจะไม่ค่อยชอบออกไปเล่นกับเด็กคนอื่นเท่าไหร่ ก็เลยรู้ว่าตัวเองเป็นคนติดบ้าน ไม่ค่อยออกไปทำกิจกรรมกลางแจ้ง เลยกลายเป็นคนที่ชอบอยู่ในห้องสมุดไปด้วย
เราชอบเข้าห้องสมุดตั้งแต่เด็กเลย หมายถึงตั้งแต่ประถม ถึงม.ต้น เคยเป็นบรรณารักษ์น้อยด้วย ตลกมาก เหมือนว่าคุณครูบรรณารักษ์เขาจะหาเด็กๆ มาสลับเวรกันดูแลห้องสมุดช่วงพักกลางวัน แล้วเรารู้สึกเอนจอยนะ อาจจะเพราะเป็นคนที่ไม่ชอบคนเยอะด้วย ก็เลยชอบห้องสมุด ถึงแม้ตอนนั้นยังไม่ได้เป็นอ่านอะไรมากมาย ก็อ่านภาษาญี่ปุ่นเบื้องต้น หรืออะไรก็ได้ที่เรารู้สึกว่ามันจะเติมเต็มความว่างของเรา
สิ่งที่ทำให้เราชอบห้องสมุดเพราะเรารู้สึกสบายใจที่จะอยู่ในห้องสมุด มันเหมือนเป็นที่เราอยากอยู่เวลาอยากหนีจากความวุ่นวาย อย่างหนึ่งเลยคือ ‘พื้นที่’ เรารู้สึกปลอดภัย รู้สึก welcome รู้สึก comfy cozy เป็นความรู้สึกที่รู้สึกว่า จะเรียกว่าบ้านหลังที่สองไหม ก็เหมือนเป็นเซฟโซนมากกว่า
ห้องสมุดอยู่กับเราตั้งแต่สมัยเรียนเลย เรารู้สึกว่าถ้าเราทำงาน เราก็ต้องอยู่รายล้อมไปด้วยสิ่งที่เรารัก นอกจากเราจะชอบห้องสมุดที่เป็น physical place แล้ว จริงๆ แล้วก็ชอบอ่านหนังสือด้วย อาจจะเป็นนักอ่านตัวยง แต่ว่าเราก็รู้สึกดีที่เราจะได้ทำงานกับหนังสือ ทั้งที่เป็นหนังสือเล่มที่เราจับกัน อีบุ๊กหรืออีเจอร์นอลงานวิจัย เรารู้สึกว่ามันเป็นแหล่งความรู้ และเราอยากให้ตัวเองรายล้อมด้วยสิ่งแบบนี้แหละ
อีกอย่างเราว่ามันเท่ พอคนเป็นน้อย แล้วมันเท่ได้มั้ง ก็มันชอบเห็นคนอ่านหนังสือ แล้วก็ชอบอ่านหนังสือด้วย เรารู้สึกว่าถ้าเราเห็นคนที่อ่านหนังสือในเรื่องเดียวกันเราก็มีความสุขมาก
บรรณารักษ์ไม่ใช่แค่ผู้พิทักษ์หนังสือ
คนอาจจะยังไม่ค่อยรู้ แต่จริงๆ แล้วอาชีพบรรณารักษ์มีหลายบทบาทมาก
ส่วนตัวคำถามที่เราเคยเจอบ่อยๆ เลยนะ เช่น ทำไมน่าเบื่อจัง เก็บหนังสืออยู่ในห้องสมุดอย่างเดียวเลยป่ะ หรือเรียนทำไม เรียนมาเพื่อเก็บหนังสือในห้องสมุดเหรอ ไม่ใช่เลย มันมีหลายมิติกว่านั้น บรรณารักษ์แต่ละคนจะมีทักษะเฉพาะตัวไม่เหมือนกัน
แต่เวลาเราพูดถึงบรรณารักษ์ เรามักจะหมายถึงคนที่เรียนจบด้านบรรณารักษ์มาโดยตรง มันเป็นคำที่ค่อนข้างแรร์และตรงตามขนบมากๆ แต่จริงๆ แล้วไม่ว่าจะเรียนอะไรมาก็ทำหน้าที่นี้ได้เหมือนกัน คนที่ไม่ได้เรียนบรรณารักษ์ เช่น เรียนจบด้านวิศวะ เขาก็อาจจะใช้ชื่อตำแหน่งอื่นๆ อย่าง นักเอกสารสนเทศ หรือเจ้าหน้าที่บริการการศึกษา
อย่างทีมที่เราทำงาน ก็พี่ๆ ที่จบหลากหลายด้านมาก มาคอยช่วยนิสิต อาจารย์ หรือบุคลากร รีเสิร์ชสำหรับงานวิจัย บางคนจบวิศวะ บางคนจบวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม เขาก็จะมีความเชี่ยวชาญด้านการทำวิจัย ในสาขานั้นๆ ซึ่งนิสิตคนไหนที่สนใจที่จะทำวิจัยเรื่องเกี่ยวกับเรื่องนี้ เขาก็สามารถช่วยเหลือได้

บรรณารักษ์ นายทะเบียนราษฎ์ของเหล่าหนังสือ
งานบรรณารักษ์โดยทั่วไปแล้ว จะมี 2 ส่วนหลักๆ คืองานหน้าบ้านกับหลังบ้าน งานหน้าบ้านก็อย่างที่ทุกคนเคยเห็นทั่วไปตรงเคาน์เตอร์ หน้าที่เราก็จะให้บริการน้องนิสิตที่จุฬาฯ หรืออาจารย์ เวลาที่เขาหาหนังสือไม่เจอ คอยช่วยบอกว่าหนังสือเล่มนี้อยู่ตรงไหน แต่ถ้าคำถามไหนยากหรือเฉพาะเจาะจงมากๆ เช่นถามเรื่องงานวิจัยเลย เราก็จะมีบรรณารักษ์อีกทีมหนึ่งคอยดูแล
ส่วนงานหลังบ้านของบรรณารักษ์ จะเริ่มตั้งแต่จัดหาหนังสือเข้ามา ทั้งหนังสือ วารสาร สารคดี รวมถึงฐานข้อมูล เช่น อีเจอร์นอล อีบุ๊กจริงๆ อีกมากมายเลย หลังจากนั้นแคตตาล็อกเกอร์ (cataloger) ก็จะนำมาลงรายการ เราเองก็ตำแหน่งนี้ด้วย จริงๆ มันเป็นงานใหญ่เลยแหละ
งานหลักของเราคือการสร้างทะเบียนบ้านให้ทรัพยากร เพื่อให้มันถูกค้นพบได้ง่ายๆ เหมือนเวลาเราจะติดต่อใครสักคน เราก็ต้องรู้ที่อยู่ใช่ไหม หนังสือหรือว่าเป็นทรัพยากรในห้องสมุดก็เหมือนกัน น้องๆ ก็ต้องมีที่อยู่ เพื่อให้เราสามารถค้นหาให้คนที่เข้ามานำไปใช้ได้
ทะเบียนบ้านของหนังสือ ก็คือเลขหมวดหมู่ เช่นที่เราทำงานอยู่จะใช้ระบบดิวอี้ (Dewey) จากนั้นแคตตาล็อกเกอร์จะเป็นคนวิเคราะห์ว่าเล่มนี้ต้องไปอยู่หมวดหมู่ไหน เช่น ถ้าเป็นนิยายก็ต้องไปหมวด 800 หรือวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ก็จะเป็นหมวด 500-600 เป็นต้น รวมไปถึงทรัพยากรอิเล็กทรอนิกส์ด้วย ทั้งหมดนี้มันจะเป็นคลังข้อมูล หรือ Database ที่คอยจัดเก็บข้อมูลพวกนี้ ซึ่งก็จะมีพี่ๆ บรรณารักษ์ที่เก่งด้าน IT เขาก็จะดูแลเรื่องนี้ไป
นอกจากลงรายการแล้ว เราก็มีหน้าที่ทำให้ยูสเซอร์รับรู้ว่ามีหนังสือเหล่านี้ด้วย บางทีเราก็มีการทำ PR เพื่อโปรโมตหนังสือ ว่าหนังสือเล่มนี้เหมาะกับใคร ทำยังไงให้เขาเข้ามาใช้บริการ มันจะเป็นการทำมาร์เก็ตติ้งนิดหน่อย แต่เป็นมาร์เก็ตติ้งที่ไม่หวังผลกำไร เราแค่อยากงบประมาณที่เราใช้ไปเกิดประโยชน์สูงสุด
เพราะเป้าหมายของเราคือการให้ทรัพยากรที่เรามีถูกเห็น หรือถูกใช้มากที่สุด
บรรณารักษ์ผู้ส่งต่อองค์ความรู้สู่มือของทุกคน
คนที่เรียนบรรณารักษ์มักจะโดนเทรนมาด้วยว่าต้องบริการยังไง ทั้งบุคลิก คำพูด หรือการสบตา เราจะทำยังไงก็ได้ให้เขาไม่กลัวเรา เพื่อให้คนรู้สึกอยากเข้ามาใช้บริการ ขณะเดียวกันเรายังต้องมีทักษะการบริหารจัดการ รวมถึงการการวางแผนเรื่องบัดเจ็ตด้วย
เราพยายามไม่คิดว่าเราเป็นเจ้าของทรัพยากร แต่เรามีหน้าบริการให้คนที่ต้องการใช้ทรัพยากรนั้นจริงๆ
สมมติเรามีหนังสือ 5 เล่ม บรรณารักษ์ก็ต้องคิดแล้วว่าจะจัดการหนังสือยังไง และทำยังไงให้คนได้ใช้ทรัพยากรเหล่านี้ เช่น เรามีการแทรคกิ้ง หรือเก็บสถิติว่าหนังสือเล่มนี้ได้ใช้ไหม ใช้บ่อยแค่ไหน หรือถ้าไม่ได้ใช้เลย เราจะทำยังไงต่อ เพราะถ้าชั้นหนังสือมันเต็มเราก็ต้องมีการนำออก แล้วจะนำออกด้วยวิธีไหน สิ่งเหล่านี้คือการบริหารจัดการ
ปกติแล้วเวลาเราจะเป็นคนคัดเลือกเอง โดยมีหัวหน้าคัดกรองอีกทีว่ามันคุ้มค่าไหม ส่วนใหญ่ก็จะมีเซลล์จากสำนักพิมพ์หรือว่าร้านหนังสือเข้ามาเสนอ เราก็จะได้เป็นคนเห็นหนังสือเหล่านี้ก่อน หลักเกณฑ์การเลือกนอกจากเรื่องความใหม่ของหนังสือ เราจะเลือกจากความสนใจ จากการติดตามข่าวสารช่องทางต่างๆ พอเราเป็นคนอ่านหนังสือเองด้วย เราก็เลยอยู่ในวงนักอ่านนี่แหละ เราชอบวรรณกรรมตะวันตก วรรณกรรมแปล เราก็เลยรู้ว่าเล่มไหนกำลังเป็นเทรนด์ หรือตอนนี้เขาอ่านอะไรกัน เขาสนใจเรื่องไหน บางทีมันอาจจะไม่ใช่ฟิคชั่น อาจจะเป็นนอนฟิคชั่น หนังสือปรัชญา หรือเรื่องอะไรก็ได้

เมื่อก่อนห้องสมุดก็จะเน้นหนังสือที่คิดว่ามีประโยชน์ในแง่วิชาการเป็นอันดับแรกๆ แต่เดี๋ยวนี้นิยายวายเราก็รับมา เราอาจจะเป็นคนที่ลดความเข้มงวดของหนังสือลงไป แล้วลองดูหนังสือในกระแสมากขึ้น เพราะผู้อ่านก็มีสิทธิ์ที่จะได้อ่านฟรีตามสิ่งที่โลกกำลังสนใจ โดยเราจะอัปเดตประจำทุกสัปดาห์ และจะพยายามเลือกโปรโมตเล่มใหม่ๆ เพราะอยากให้ผู้ใช้ห้องสมุดได้อ่านก่อน
ส่วนหนังสือทั้งหมด เราจะมีการเช็คสต็อกกันปีละครั้ง ส่วนใหญ่จะเป็นเดือนธันวาคม เพราะว่าเป็นเดือนที่นิสิตหยุด แล้วมันก็เป็นปลายปีที่มีวันหยุดเยอะ เราก็จะใช้ช่วงนั้นปิดหอสมุดไปเลยอาทิตย์หนึ่ง เพื่อคัดเลือกหนังสือว่าน้องคนไหนจะได้ลงไปอยู่ชั้นใต้ดิน หรือน้องคนไหนควรส่งซ่อม
หนังสือเก่าๆ ที่มีคนอ่านน้อยแล้ว เราจะเอาไปไว้ในชั้นใต้ดิน เราตั้งชื่อเรียกเองว่าดันเจี้ยน (หัวเราะ) แต่จริงๆ มันคือ stack มันจะเป็นห้องมืดๆ ที่ผู้ใช้บริการเข้าไปไม่ได้ ส่วนใหญ่จะเป็นที่เก็บหนังสือเก่ามากๆ อย่างเช่น Odyssey ฉบับเก่าๆ แต่ยืมได้นะ ถ้าอยากได้ต้องเขียนใบ แล้วจะมีเจ้าหน้าที่ไปหยิบให้ ส่วนอีกวิธีคือเราอาจจะเอาไปบริจาค หรือไม่ก็วีดดิ้ง (weeding) หรือกำจัดออก สิ่งเหล่านี้มันคือวงจรของหนังสือภายในห้องสมุด
บรรณารักษ์อยู่อย่างไรในวันที่โลกเปลี่ยน
บรรณารักษ์และเจ้าหน้าที่ห้องสมุดถูกคาดหวังให้ปรับตัวอยู่ตลอดเลย ตั้งแต่สมัยเราเรียนแล้ว เราจะได้ยินคำว่าบรรณารักษ์น้อยลงแล้ว คนเรียนน้อย แล้วคนก็ไม่ค่อยเห็นว่าบรรณารักษ์ทำอะไรจริงๆ
จริงๆ แล้วบรรณารักษ์ก็มีการปรับตัวอยู่ตลอด ทั้งปรับตัวให้เข้ากับสื่อใหม่ และการเข้าหาผู้ใช้ห้องสมุดแบบเชิงรุก เรามีช่อง TikTok IG หรือ Facebook เป็นของตัวเอง ซึ่ง 3 ช่องทางนี้พฤติกรรมของคนก็แตกต่างกัน เราต้องรู้ว่าแต่ละช่องทางต้องการคอนเทนต์แบบไหน เพื่อที่ทำให้คนเห็นเรามากที่สุด
แล้วก็อีกเรื่องหนึ่งคือเรื่อง AI Literacy คือเราต้องรู้เท่าทัน AI เราต้องรู้ว่าอันไหนหลอก อันไหนจริง อันนี้น่าเชื่อถือไหม แล้วการใช้ AI มาทำงานวิจัยมันใช้ได้ถึงแค่ไหน เราจะตรวจจับได้ยังไง หรือเรามีหลักเกณฑ์เรื่องจริยธรรมการใช้ AI ในงานวิจัยยังไง นี่คือสิ่งที่เราต้องปรับตัว
ในมุมคนนอกอาจจะมองว่าคนอ่านหนังสือน้อยลงหรือเปล่า เพราะว่าทุกอย่างเป็นดิจิทัลหมดแล้ว แต่สำหรับเราแล้วมันก็ยังมีคนเข้านะ เรายังเห็นผู้คนหรือนิสิตก็ยังต้องการที่อ่านหนังสือ หรือติวข้อสอบกับเพื่อนอยู่ อาจจะเพราะเป็นหอสมุดของมหาวิทยาลัยด้วย แต่เราคิดว่าห้องสมุดที่ทำให้คนอยากเข้ามาใช้บริการ นอกจากมีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครันแล้ว มันคือการทำให้กลายเป็นคอมมูนิตี้ เพราะสุดท้ายห้องสมุดมันคู่กับผู้คน
เราเลยคิดว่าบรรณารักษ์ก็ยังจำเป็น ถ้าห้องสมุดไม่มีบรรณารักษ์มันอาจจะเป็นแค่ห้องเก็บของ (storage) หรือเปล่า แต่จริงๆ มันก็ขึ้นอยู่กับผู้ใช้เลยว่าชอบแบบไหน ใน 10 ปีข้างหน้า คนอาจจะชอบแบบมีแค่ชั้นหนังสือ มีเทคโนโลยี ไม่ต้องมีเจ้าหน้าที่ให้ติดต่อเลยก็ได้ แต่สุดท้ายถ้าเกิดปัญหา เราว่าผู้ใช้ก็ยังต้องการเจ้าหน้าอยู่ดี เพราะเราไม่มั่นใจว่าเทคโนโลยีมันจะช่วยดูแลเราได้จริงหรือเปล่า
นี่ก็เป็นสาเหตุที่เราต้องทำงานโปรโมตหรือทำคอนเทนต์ด้วย เพื่อให้ห้องสมุดมีชีวิตและปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน

เมื่อความสุขของบรรณารักษ์อยู่ที่คนมากกว่าหนังสือ
บรรณารักษ์มักถูกสเตอริโอไทป์บ่อยๆ ว่าต้องแต่งตัวเรียบร้อย ต้องใส่แว่น ต้องใส่คาดิแกน ต้องเป็นผู้พิทักษ์หนังสือ แต่จริงๆ คนในวิชาชีพเราหลายคนก็ไม่ได้เป็นแบบนั้น
ถ้าเรื่องนิสัยจะพูดว่ารักการอ่าน บางคนก็อาจจะไม่ได้ชอบขนาดนั้น แต่ก็ยังเป็นบรรณารักษ์ได้ เรารู้สึกว่าสิ่งสำคัญกว่าคือต้องเป็นคนที่มีความเห็นอกเห็นใจมากระดับหนึ่ง เพราะว่าเราทำงานกับผู้ใช้บริการ เราต้องรู้จักปัญหาของเขา แล้วก็เข้าใจว่าเขาต้องการอะไร แล้วก็ต้องมีใจบริการ ชอบช่วยเหลือคนอื่นด้วย นี่คือนิสัยที่เราต้องมีเลย
บางทีเรารู้สึกดีใจมากเลย เวลาที่ผู้ใช้บริการเจอหนังสือที่ตามหา หรือเขามาถามหาหนังสือแล้วเราได้แนะนำเขาไป หรือเวลาเราทำคอนเทนต์หนังสืออีกแล้วมีคนสนใจ มันมีคนมองเห็น เพราะรู้สึกว่านี่แหละมันคอมพลีทในฐานะบรรณารักษ์ แล้วก็ทำให้เรามีกำลังใจในการทำงานต่อ
เราเลยอยากบอกว่าใครที่อยากทำงานนี้ เขาเปิดรับอยู่ทุกปีนะ อาจจะไม่ได้เปิดเยอะ แต่จริงๆ เราก็สามารถทำงานที่อื่นที่ไม่ใช่ห้องสมุดได้เหมือนกัน มันอาจจะเป็นชื่ออื่นก็ได้ อย่างบางคนก็อาจจะเป็นนักเอกสารสนเทศ หรือในหอจดหมายเหตุ ก็จะมีภัณฑรักษ์ ซึ่งเป็นคนคอยดูแลหนังสือราชการ หนังสือเก่าๆ หายาก ที่มีคุณค่า โดยเขาก็จะใช้ทักษะคล้ายๆ กัน เช่น ประเมินคุณค่าว่าเก็บไหม เก็บยังไง ดิจิทัลหรือว่าเป็นการ์ด ดิจิทัล หรือลงเลขทะเบียน
ถ้าใครชอบจัดการข้อมูล หรือเป็นคนที่ชอบเข้าห้องสมุด หรือเป็นคนเจ้าระเบียบก็มาสายนี้ได้เลย เพราะว่ามันมีอะไรที่ให้ทำมากกว่าที่เราคิด เราว่าก็มันก็ยังเป็นงานที่สำคัญ และยังจำเป็นต้องมีอยู่