อังกฤษเริ่มแปรสถานะตัวเองจากประเทศเกาะเล็กๆ ด้านตะวันตกของภูมิภาคยุโรป สู่มหาจักรวรรดิที่มีพื้นที่ครอบคลุมไปทุกมุมโลกในช่วงต้นศตวรรษที่ 17 ด้วยการสร้างเครือข่ายการค้า แล้วจึงค่อยแทรกซึมเข้าไปมีอิทธิพลทางเศรษฐกิจและการเมืองในแว่นแคว้นต่างๆ จนนำไปสู่การขยายอาณานิคมในเวลาต่อมา
‘จีน’ คือหนึ่งในดินแดนสำคัญที่จักรวรรดิอังกฤษต้องการเข้ามาขยายอิทธิพลทางการค้า นอกจากจะเป็นแหล่งทรัพยากรและสินค้าที่อังกฤษต้องการแล้ว ดินแดนแห่งนี้ยังมีศักยภาพพอจะลักลอบนำฝิ่นเข้าไปค้าขาย ทว่าความพยายามดังกล่าวดันไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะราชวงศ์ชิงในสมัยนั้นก็มีนโยบายควบคุบการค้ากับต่างชาติที่เข้มงวดพอสมควร เหตุนี้ อังกฤษจึงต้องมองหาวิธีอื่นๆ ที่จะทำให้การแผ่ขยายอิทธิพลนี้ราบรื่นยิ่งขึ้น
แล้ววิธีอะไรล่ะ ที่สามารถช่วยมหาจักรวรรดิฯ บรรลุจุดประสงค์ของตัวเองได้?
นิยายเรื่อง Babel ของ อาร์. เอฟ. กวง (R.F. Kuang) ได้นำเสนอหนึ่งในวิธีที่น่าสนใจเอาไว้ นั่นคือ การใช้ใครสักคนมาช่วยทำให้การเจรจาระหว่าง 2 ชาติเป็นเรื่องง่ายขึ้น สำหรับจีน คนที่ได้รับเลือกคือ โรบิน สวิฟต์ ผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียวจากโรคอหิวาต์ที่ระบาดในกว่างโจว โดยมีศาสตราจารย์ริชาร์ด โลเวลล์ จาก บาเบล วิทยาลัยการแปลประจำมหาวิทยาลัยออกฟอร์ด รับมาอุปการะและตั้งชื่อดังกล่าวให้ ในระหว่างที่ศึกษาอยู่ที่บาเบล โรบินได้เรียนภาษามากมาย ไม่ว่าจะเป็น ละติน กรีก หรือกระทั่งจีนกลาง ทั้งหมดนี้ก็เพื่อฝึกฝนให้โรบินมาช่วยทำให้จักรวรรดิอังกฤษกลายเป็นเจ้ามหาอำนาจโลก
สาเหตุที่ต้องให้ความสำคัญกับภาษาขนาดนี้ เพราะในโลกของบาเบลภาษาไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือสำหรับสื่อสาร แต่เป็นรากฐานของอำนาจทั้งหมด ผ่านเทคโนโลยีที่เรียกว่า ‘แท่งเงิน’ (Silver Working) ซึ่งทำหน้าที่แปรความหมายที่สูญหายไประหว่างการแปลภาษาให้กลายเป็นพลังที่นำไปใช้งานได้จริง เนื่องจากไม่มีภาษาใดสามารถแปลหากันและกันได้อย่างสมบูรณ์แบบ ดังนั้น ความหมายบางส่วนจึงย่อมสูญหายหรือถ่ายทอดไปไม่ถึงอีกฝั่งเสมอ และช่องว่างของความหมายที่หายไปนี้ จะเปลี่ยนเป็นพลังเวทมนตร์ นำไปใช้ในรูปแบบต่างๆ ตั้งแต่การเพิ่มความเร็วเรือ เสริมความแข็งแกร่งให้กองทัพ ไปจนถึงการขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ จนกลายเป็นกลไกสำคัญที่หล่อเลี้ยงอำนาจของจักรวรรดิอังกฤษ

นั่นทำให้ผู้เชี่ยวชาญหลากหลายภาษา กลายเป็นทรัพยากรที่จักรวรรดิอังกฤษต้องการครอบครอง และเมื่อก้าวเข้าสู่บาเบลอย่างเต็มตัว โรบินก็ไม่ได้เป็นเพียงนักแปล หากเป็นหนึ่งในฟันเฟืองของจักรวรรดิ ผู้มีหน้าที่ใช้ความรู้ทางภาษาขับเคลื่อนการแผ่ขยายอำนาจและการล่าอาณานิคมไปยังดินแดนต่างๆ ทั่วโลก
ทว่าการเกิดมาด้วยชาติกำเนิดแบบหนึ่ง และต้องมาเติบโตในโลกอีกใบที่ไม่คุ้นชิน ไม่ได้มีเพียงแค่ปัญหาด้านการทำตัวให้กลมกลืนเท่านั้นหรอก หากยังมีประเด็นเรื่องการตั้งคำถามต่อการรับรู้ของตัวเองไปในเวลาเดียวกันด้วย
ใช่แล้ว…โรบิน สวิฟต์ ผู้กำเนิดบนแผ่นดินจีน แต่ต้องเติบโตภายใต้จักรวรรดิอังกฤษ
ก็รู้สึกแบบเดียวกัน
จากจีนสู่อังกฤษ และจากอังกฤษสู่จีน
‘两难’
มาจากคำ 2 คำประสมกัน ได้แก่ 两 (liǎng) ที่แปลว่า ‘2’ และ 难 (nán) ที่แปลว่า ‘ความยากลำบาก’ หรือ ‘ความลำบากใจ’ พอนำมารวมกันจึงหมายถึง ภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ซึ่งน่าจะเป็นคำที่สามารถใช้อธิบายโรบินได้อย่างชัดเจนที่สุด
โรบินเติบโตขึ้นมาพร้อมกับการศึกษาแบบชาวอังกฤษ ใช้ภาษาอังกฤษ และคิดแบบคนอังกฤษ ทว่าในสายตาของชาวอังกฤษ เขายังคงเป็น ‘คนจีน’ ที่ไม่มีวันกลายเป็นคนอังกฤษได้อย่างสมบูรณ์ ถึงอย่างนั้น หากมองย้อนกลับไปยังแผ่นดินเกิด โรบินก็แทบไม่เหลือความเป็นจีนในแบบเดิมอีกแล้ว เพราะทั้งภาษา วัฒนธรรม และวิธีคิดล้วนถูกหล่อหลอมขึ้นใหม่ภายใต้จักวรรดิที่พรากเขาออกมาตั้งแต่วัยเด็กแล้ว
ความย้อนแย้งนี้ทำให้โรบินต้องใช้ชีวิตอยู่ระหว่าง 2 โลก โลกใบแรกคือบ้านเกิดที่เขาจดจำได้อย่างเลือนราง ส่วนโลกอีกใบคือบ้านใหม่ที่มอบการศึกษาและสถานะให้ ทว่ายิ่งโรบินเข้าใจกระบวนการสร้างจักรวรรดิและวิธีการทำงานของบาเบลได้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเห็นชัดว่าความสามารถของตนมีคุณค่าต่อจักรวรรดิ และสักวันหนึ่ง เขาอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือในการขยายอำนาจในบ้านเกิดของตัวเอง ฉะนั้นการยืนอยู่บนเรือสองแคมนี้ จึงมอบความรู้สึกเหมือนตกอยู่ใน 两难 อย่างแท้จริง
ภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกของโรบินไม่ได้เป็นเพียงความลังเลว่าจะเลือกยืนอยู่ฝั่งไหน แต่ยังเป็นความขัดแย้งที่เกิดขึ้นภายในตัวตนของเขาเองด้วย เมื่อชีวิตถูกดึงรั้งเอาไว้ระหว่างโลก 2 ใบ วัฒนธรรม 2 แบบ และอัตลักษณ์ 2 ชุด ทำให้เขาต้องมองตัวเองผ่านสายตาที่แตกต่างกันอยู่ตลอดเวลา
หลายคนอาจตั้งคำถามกับโรบิน ว่าทำไมถึงไม่เลือกที่จะมองตัวเองแบบใดแบบหนึ่งไปเลย จะได้ไม่ต้องมาอยู่ในสภาวะที่กำกวมเช่นนี้ ทว่าความเป็นจริงกลับไม่ได้ง่ายขนาดนั้น ดับเบิลยู. อี. บี. ดูบัวส์ (W. E. B. Du Bois) นักสังคมวิทยาชาวอเมริกัน อธิบายมุมมองนี้เอาไว้ด้วยแนวคิด ‘จิตสำนึกทับซ้อน (Double Consciousness)’ ว่า คนบางกลุ่มอาจต้องดำรงอยู่พร้อมการรับรู้ตัวตน 2 ชุดในเวลาเดียวกัน ด้านหนึ่งคือการมองเห็นตัวเองในแบบที่ตนเองเป็น ส่วนอีกด้านหนึ่งคือการมองตัวเองผ่านสายตาของสังคมที่เป็นผู้กดขี่ ความย้อนแย้งนี้ทำให้เกิดความขัดแย้งภายในอย่างต่อเนื่อง เพราะทั้ง 2 ตัวตนไม่อาจหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวได้อย่างสมบูรณ์
แม้ดูบัวส์จะริเริ่มแนวคิดนี้ขึ้นมาจากการอธิบายสังคมและการรับรู้ของคนผิวดำในสหรัฐอเมริกา แต่เมื่อมองในบริบทของโรบิน มันกลับคล้ายคลึงกันอย่างเห็นได้ชัด เพราะโรบินรับรู้ว่าตัวเองเป็นชาวจีน ถึงอย่างนั้น เจ้าตัวกลับเติบโตขึ้นมาภายใต้การหล่อหลอมของจักรวรรดิอังกฤษ โรบินได้รับโอกาสและอำนาจมากมายจากผู้ล่าอาณานิคม ขณะเดียวกันเขาก็ไม่อาจลืมได้ว่าอำนาจของตัวเองกำลังถูกใช้เพื่อกดขี่ผู้คนที่มีรากเหง้าเดียวกับเขา
การรับรู้ตัวตนทั้งในฐานะ ‘ผู้ได้รับประโยชน์’ และ ‘ผู้ถูกกดขี่’ จึงดำรงอยู่พร้อมกันและกลายเป็นความขัดแย้งที่ค่อยๆ ผลักดันให้โรบินต้องตั้งคำถามว่า สุดท้ายแล้ว เขาควรจะยืนอยู่จุดไหนกันแน่

ความรู้สึกนี้ได้รับการตอกย้ำชัดเจนมากขึ้น เมื่อโรบินได้พบกับ ‘กริฟฟิน โลเวล’ พี่ชายร่วมพ่อเดียวกัน ผู้เคยได้รับโอกาสแบบเดียวกับโรบิน แต่ภายหลังตัวของกริฟฟินเลือกที่จะหันหลังให้จักรวรรดิ และเข้าร่วม ‘Hermes Society’ กลุ่มต่อต้านจักรวรรดิที่ทำงานอยู่ในเงามืด กริฟฟินได้ชวนให้โรบินเข้าร่วมด้วยกันตั้งแต่ช่วงแรกๆ ที่เพิ่งเข้ามาเรียนที่บาเบล แต่โรบินก็รู้สึกลังเลอยู่ไม่น้อย เพราะเขาไม่อยากจะทรยศต่อผู้มีพระคุณอย่างศาสตราจารย์โลเวลและโอกาสที่ทำให้เขาได้มายืนอยู่บนผืนแผ่นดินอังกฤษนี้
ความชั่งใจของโรบินเกิดขึ้นอยู่ตลอดช่วงที่อยู่บาเบล แม้เจ้าตัวจะเริ่มรับรู้ถึงความโหดร้ายของจักรวรรดิ หรือกระทั่งจะเข้าใจถึงกลไกการทำงานของแท่งเงินในบาเบลแล้วก็ตาม แต่โรบินก็ยังคงรู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เพราะใจหนึ่งก็อยากร่วมกับกลุ่มต่อต้าน แต่อีกใจก็ไม่อยากทิ้งทุกอย่างที่สั่งสมมา
แม้ในช่วงแรกของเรื่องเจ้าตัวจะตั้งคำถามเกี่ยวกับการรับรู้ตัวตนของตัวเองอยู่บ่อยครั้ง แต่ในขณะเดียวกันบริบทโดยรอบก็ช่วยให้เน้นย้ำให้โรบินเห็นความจริงที่ว่า สุดท้ายแล้วเขาไม่สามารถหลอมรวมตัวตนทั้ง 2 ให้เป็นหนึ่งเดียวกันได้ เหตุการณ์ที่ยืนยันมุมมองนี้ได้ชัดเจนที่สุด คือตอนที่ศาสตราจารย์โลเวลด่าโรบินในช่วงที่ต้องเข้มงวดกับการเรียนภาษาเพื่อเข้าบาเบลว่า
“โดยธรรมชาติแล้ว เธอเป็นคนโง่ จิตใจอ่อนแอ และไม่ค่อยเต็มใจทำงานหนัก เธอต้องต่อสู้กับนิสัยเหล่านี้ เธอต้องเรียนรู้ที่จะเอาชนะมลทินที่อยู่ในสายเลือดของตัวเอง” น.42-43
คำพูดของศาสตราจารย์สะท้อนให้เห็นถึงแก่นความคิดของจักรวรรดิที่มองความเป็นอื่นของโรบินได้เป็นอย่างดี ถึงจักรวรรดิจะมอบชีวิตใหม่ให้แก่โรบิน แต่โรบินจะยังคงเป็นโรบินคนเดิมกับวันที่เขาจากแผ่นดินจีนมา เขาถูกมองเป็นเพียงเครื่องมือของจักรวรรดิ ซึ่งเหตุผลเดียวที่ทำให้โรบินมายืนอยู่ตรงนี้ได้ อาจเป็นประโยชน์ที่เจ้าตัวจะมอบกลับคืนสู่จักรวรรดิในอนาคต
ฉะนั้นแล้ว ภารกิจหนักอึ้งที่สุดของโรบินอาจไม่ใช่การต่อกรกับจักรวรรดิ แต่เป็นการเลือกมองตัวเองด้วยตัวตนใดตัวตนหนึ่งมากกว่า พร้อมกันนี้โรบินยังต้องเรียนรู้ที่จะกดบางตัวตนลงไปให้ถึงก้นบึ้ง เพื่อให้ตัวเองกลมกลืนไปกับสังคม แม้ในความเป็นจริงจะไม่มีทางเป็นหนึ่งเดียวกันได้เลยก็ตาม