ผิดไหมที่ไม่ได้เดินตาม passion? สำรวจแนวคิด “จงทำในสิ่งที่รัก” คำขวัญแห่งยุคสมัย

“จงทำในสิ่งที่รัก” คำขวัญประจำใจแห่งยุคสมัยของเรา

 

รักในงานที่ทำ ทำงานที่เรารัก?

ใครๆ ก็บอกให้พวกเราคนหนุ่มสาวตามหาความฝันและเดินตาม passion คำว่า passion คือความรู้สึกและแรงปรารถนาอันรุนแรง คำนี้กลายเป็นข้อคิดสำคัญของชีวิตไปแล้วใน Popular Culture ไม่ใช่แค่เราที่คิดไปเอง แต่ประโยคว่า Follow Your Passion ตามหาความฝันและความต้องการของตัวเองได้กลายเป็น mantra ของการทำงาน และเรายังพบประโยคนี้ในหนังสือถี่ขึ้นตั้งแต่ยุค 90s  เมื่อมีใครพูดถึงคำว่า passion เราก็อดนึกไม่ได้ว่าคำนี้มีรากศัพท์ภาษาละตินมาจากคำว่า ‘Passio’ แปลว่า ความทุกข์ทรมาน (Suffering)

 

ภาพจาก : 80000hours.org และ Google NGram

 

Only about five percent of people have a real vocation in life, and they confuse the hell out of the rest of us.

โลกนี้อาจมีคนแค่ประมาณ 5 % ที่มีจุดประสงค์ในวิชาชีพอันชัดเจนจริงแท้ และพวกเขาก็ทำให้คนอื่นที่เหลือนั้นสับสนว้าวุ่นเหลือเกิน
Radical Candor โดย Kim Scott

 

ไม่ต้องบรรจุ passion อันยิ่งใหญ่ลงไปในทุกเรื่องก็ได้

แน่นอนว่าจุดประสงค์ (purpose) หรือความหมาย (meaning) ของงานที่ทำนั้นสำคัญ และทำให้เรารู้สึกว่าชีวิตไม่ได้หมดลงไปอย่างไร้ความหมาย

ในหนังสือ Radical Candor โดย Kim Scott อดีตผู้บริหารของ Google เล่าว่า เธอประสบปัญหาเมื่อต้องอบรมเด็กจบใหม่มาทำงานด้านแผนกบริการลูกค้า Customer Support ซึ่งว่ากันตามจริงคือ เนื้องานค่อนข้างน่าเบื่อ เธอเคยพยายามยืนยันว่างานนี้เป็นงานสร้างสรรค์กันทีละเล็กละน้อย แต่พนักงานสาวคนหนึ่งที่จบปรัชญามาหมาดๆ ไม่เห็นด้วย ได้พูดตรงๆ กับเธอว่า “เอาจริงๆนะ งานนี้ออกจะน่าเบื่อ ยอมรับเถอะ แต่ไม่เป็นไร พลูทาร์กยังก่ออิฐ สปิโนซ่ายังบดเลนส์ ยอมรับเถอะว่าเรื่องน่าเบื่อเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต (tedium is a part of life.)”  (Spinoza แม้รู้จักในฐานะนักปรัชญา ทำอาชีพเป็นนักบดเลนส์ (Lens Grinder) เพื่อเลี้ยงชีพตัวเอง)

คำพูดนั้นทำให้ Kim Scott ตระหนักเสมอว่า เธอควรจริงใจมากกว่าโปรยคำพูดสวยหรูที่ดูไม่น่าเชื่อ การพยายามยืนยันว่างานที่ออกจะน่าเบื่อนั้นสนุกสนานและสร้างสรรค์มากๆ อาจทำให้เธอดูเหมือนตัวตลกที่น่าขันในละครซิทคอมล้อเลียนวัฒนธรรมสตาร์ทอัพ บางครั้งเรื่องที่น่าเบื่อก็เป็นส่วนหนึ่งของการทำงานและชีวิตอย่างเลี่ยงไม่ได้ รวมถึงการทำงานที่เราไม่รักก็สอนให้เราเรียนรู้และเติบโตได้เช่นกัน

การทำงานที่เบื่อเพื่อสร้างรายได้ เพื่อดำรงชีพ เพื่อความอยู่รอด หรือเพื่อสนับสนุนชีวิตด้านอื่นๆ ที่เขาสนใจ ไม่ควรเป็นเรื่องน่าละอายแต่อย่างใด การทำงานที่ไม่รักเพื่อเงินไม่ควรจะผิด การที่เราทำงานเพื่อเลี้ยงตัวเองให้ได้ เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตในแบบที่เราพึงพอใจ มีเงินซื้อของโปรด ติดตามเปย์ไอดอลที่รัก เลี้ยงดูครอบครัวที่เราห่วงใย ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ก็มีความหมายสำคัญเหมือนกัน

ความหมายและจุดประสงค์ในการทำงานสำคัญก็จริง ความรักในงานทำให้เรารู้สึกมีแรงในวันที่ท้อแท้หมดแรง แต่การที่องค์กรพยายามบรรจุความหมายยิ่งใหญ่ให้กับพนักงานอาจเป็นเรื่องน่ากระอักกระอ่วนใจอย่างยิ่ง การยืนยันว่าคนทุกคนต้องมี passion ในการทำงาน รักงานที่ทำอย่างสุดหัวใจ อาจทำให้เกิดความเครียดและกดดันกันทั้งสองฝ่าย บางคนอาจแค่อยากมาเรียนรู้งานเพื่อหาประสบการณ์ในชีวิต งานเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่เขาทำเพื่อแสวงหาสิ่งอื่น เขาสามารถทำงานได้ดีมีประสิทธิภาพและความรับผิดชอบโดยไม่ต้องมีเป้าประสงค์อันยิ่งใหญ่และความรักลึกซึ้งก็ได้

แทนที่ผู้บริหารจะค้นหาและบรรจุแพชชั่นและความหมายของชีวิตให้กับพนักงาน พวกเขาควรรับฟังอย่างตั้งใจ ทำความเข้าใจในเงื่อนไข ความต้องการที่แตกต่างเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดีอย่างมีประสิทธิภาพและราบรื่น ทุกคนไม่เกลียดกัน มีรายได้ที่เป็นธรรม การดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจร่วมกันโดยไม่สูญเสียความเป็นมนุษย์ ก็เป็นเรื่องยินดีมากแล้ว

 

การแสวงหาผลประโยชน์จากความฝันและ passion ของหนุ่มสาว

บล็อกหนึ่งที่เราสนุกจะติดตามคือ Clients from hell ซึ่งคนทั่วโลกในวงการสร้างสรรค์ส่งเรื่องน่าเศร้าและน่าหงุดหงิดของลูกค้ามาระบายให้กันฟัง เราเห็นการเอาเปรียบจากความปรารถนาและความฝันของคนทำงานในวงการสร้างสรรค์และศิลปะ เพราะมักถูกมองว่าเป็นได้ทำงานด้วยความรัก บางครั้งถูกลดทอนคุณค่าจากลูกค้าหรือผู้ประกอบการ ด้วยความคิดประหลาดที่ว่า “ก็เธอชอบทำไม่ใช่เหรอ ทำให้เราฟรี/ในราคาถูกมากๆ หน่อยสิ” เรายินดีที่ได้ทำงานที่เรารัก และเราก็หวังว่าจะสร้างคุณค่าและมูลค่าที่มากพอให้ดำรงชีพต่อไปได้อย่างไม่อัตคัด  

เราได้เห็นการจ้างที่ไม่เป็นธรรมเกิดขึ้นเรื่อยๆ แถมบางครั้งไม่ได้จ้างด้วยซํ้า แค่การวานขอให้ช่วย เพราะทึกทักว่าเราคงจะรักในสิ่งที่เราทำ ไม่ต้องเอาเงินก็ได้ เอาใจแลกใจ นี่เป็นด้านมืดของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์และศิลปะที่เรามักไม่พูดถึงกันมากนัก  อย่าทำเพื่อเงิน อย่าพูดเรื่องเงินกับความรักและความฝัน

มีหลายคนหรือบางบริษัทที่ยังอยากทำงานสนุกๆ อยู่ เขาอาจแบ่งเลยว่าจะรับงานเพื่อเงินเพื่อให้อยู่ได้เท่าไหร่ งานที่สนุกๆ งานเพื่อสังคม หรือการกุศล อาจแบ่งไว้อีกส่วนหนึ่ง ซึ่งทุกคนก็ค่อยๆ เรียนรู้กันไปเพื่อหาสมดุลของการทำงานที่สนุกเร้าใจและความอยู่รอดทางธุรกิจ  

 

การได้ทำงานที่รักควรมาพร้อมกับค่าจ้างที่เป็นธรรมที่ทำให้เขาใช้ชีวิตได้โดยไม่ลำบาก

 

น่าเศร้าหากอุตสาหกรรมแห่งความฝันที่หวังจะสร้างความอภิรมย์ความสวยงามให้คนอื่นแต่ผู้ผลิตต้องทุกข์ทนและลำบาก ขาดความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

งานวิจัย Passionate Work? Labour Conditions in the Milan Fashion Industry จาก Milan University สำรวจสวัสดิภาพแรงงานในอุตสาหกรรมแฟชั่น ของเมืองมิลาน อิตาลี จากการสำรวจแรงงาน 66% ยอมรับว่าต้องทำงานนอกเหนือจากเวลางานและทำงานในวันหยุด แม้งานจะดูไม่มีโครงสร้างและยืดหยุ่นแต่กลับทำลายชีวิตส่วนตัวด้านอื่นๆ อย่างมาก จึงเกิดความเคลื่อนไหวใหม่ที่จะมองอุดมคติของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ใหม่ ซึ่งมักนำเสนอกลุ่มตัวอย่างผู้ประสบความสำเร็จสูง ที่ไม่ relate กับโลกสังคมโดยรวมเลย

Richard Florida ผู้นำเสนอแนวคิด Creative Economy เผยแพร่อุดมคติที่จะผลิตชนชั้นสร้างสรรค์ นักวิจัยทางสังคมศาสตร์ได้เริ่มศึกษาสภาพชีวิตแรงงานในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ พบว่าเกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจของคนกลุ่มน้อยที่สำเร็จ มีชื่อเสียง มีความต้องการในตลาดสูง แต่ตามมาด้วยปริมาณแรงงานที่มีเพียงทักษะพื้นฐานทั่วไป (generic skill) พวกเขาคือแรงงานอันไร้หน้า ไร้นาม ไม่มีอำนาจต่อรอง และถูกบังคับให้รับงานที่เงินน้อย และแทบไม่มีสิทธิ์มีเสียงในกระบวนการผลิต บางคนต้องอยู่กับงานตลอดเวลา บางคนไม่มีเวลากินข้าว ไปหาหมอ หรือใช้เวลากับเพื่อนและครอบครัว

คนที่ประสบความสำเร็จ ได้ทำงานที่รัก และมีชื่อเสียง พวกเขามักให้สัมภาษณ์และคำแนะนำในอาชีพว่าให้ทำตามความฝัน ‘Follow Your Passion’ ซึ่งพวกเขาอาจตกอยู่ใน survivorship bias อคติของผู้ที่เหลือรอด เพราะเป็นคนที่ทำตามความฝันที่เหลือรอดจนประสบความสำเร็จ ส่วนคนอื่นที่ไม่รอด ไม่ได้พูดว่าเขาก็ทำตามความแรงปรารถนาเช่นกัน ผลักภาระและความกดดันที่ว่า หากทำไม่สำเร็จ คงเป็นเพราะ passion หรือความรักและพลังที่ทุ่มเทลงไปนั้นยังไม่มีมากพอ

 

“ไม่ไหว ไม่พอใจก็ออกไป ใครเขาบอกให้มาทน ไปทำอย่างอื่นสิ” นี่คือคำตอบของหลายคนที่ไม่อยากพูดถึงปัญหาในระดับโครงสร้างที่เกิดขึ้น

 

งานศึกษาจากสวีเดน โดย Jan Ch. Karlsson ชื่อ Work, Passion, Exploitation จาก Department of Work Life Science ของมหาวิทยาลัย Karlstad สำรวจนิยามของงาน แรงปรารถนา และการแสวงหาผลประโยชน์ที่ผูกพันเกี่ยวข้องกันมานาน บริษัทพยายามขายว่าตัวเองนั้นมี passion อันยิ่งใหญ่ในสิ่งที่เขาทำ ด้วยความรักกลายเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อเพิ่มมูลค่าปัญหาของการผูกกันระหว่าง passion และ work นำพามาซึ่งโรคแห่งยุคสมัยใหม่ คือโรคบ้างาน workaholic และการ burn out สิ้นพลังจากการทำงาน การบอกให้คนทำงานรักและยอมเสียสละเต็มที่ในงานที่ทำอาจเป็นการสร้างความหมายใหม่เพื่อใช้ประโยชน์จากแรงงานจนหมดหยดสุดท้ายทั้งกายและใจ ผ่านการกล่าวอ้างในนามของ ‘งานที่รัก’

 

งานที่รักได้และรักไม่ได้

80,000 Hour องค์กรจาก Oxford ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อให้คำแนะนำในอาชีพ หยิบสถิติสำรวจความสนใจของนักศึกษามหาวิทยาลัย University of Montreal พบว่าความสนใจของนักศึกษากว่า 80% สนใจในกีฬา เพลง และศิลปะ แต่อาชีพด้านนี้มีเพียง 3% ในตลาดแรงงาน  เมื่อความต้องการของหนุ่มสาวไม่ตรงกับความต้องการในตลาดแรงงาน จึงทำให้เกิดการแข่งขันสูงและกดราคากันอย่างบ้าเลือด มีศิลปินที่ยอมทำงานฟรีเพื่อให้ได้ exposure เพิ่ม มีคนเพียงหยิบมือที่ฝีมือดีจนเป็นที่ต้องการ สามารถเลือกงานและตารางชีวิตได้ตามความพอใจ สำหรับหลายๆ กรณี ‘การปล่อยไปตามหัวใจ’ Follow your heart อาจเป็นคำแนะนำที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่กับชีวิตในระยะยาว เพราะ passion ของเราก็อาจเปลี่ยนไปได้ในอนาคต

แนวคิดแบบ ‘จงทำงานที่รัก’ นั้นมักโฟกัสที่ตัวเราและความสุขปัจเจกของเราเป็นสำคัญ  จูงใจให้เราคิดว่างานนั้นควรตอบสนองความต้องการส่วนตัวไม่ใช่ความต้องการของตลาด เมื่อเราเอ่ยถึงทำงานด้วย passion หรืองานที่รัก ทำให้เกิดการแบ่งงานออกเป็น 2 ขั้น คือ งานที่รักได้ (lovable) อันได้แก่งานที่สร้างสรรค์ ตอบสนองทางสติปัญญา และสังคม และงานที่ไม่ได้รัก (unlovable) เช่นงานแรงงาน งานที่ซํ้าซาก ไม่ตอบสนองสติปัญญา ทำแล้วแยกไม่ออกว่าแตกต่างจากคนอื่น

งานที่สร้างสรรค์หรือตอบสนองความปรารถนาและความสนใจอย่างแท้จริงมีปริมาณน้อยนิดหากเทียบกับความต้องการในตลาดแรงงาน งานจำนวนมากไม่ใช่งานที่สนุกและสร้างสรรค์มากนัก แต่มีความสำคัญและทำให้ระบบเศรษฐกิจและสังคมขับเคลื่อนไป เช่น ในสังคมผู้สูงอายุ มีงานเกี่ยวกับการดูแลผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้น งานเหล่านี้อาจไม่ใช่งานที่น่าพึงใจ และรายได้ไม่สูงนัก แต่จำเป็นต้องมี จนกว่าเราจะมีหุ่นยนต์มาทำหน้าที่แทนซึ่งคงยังไม่เกิดขึ้นเร็วๆ นี้

 

หลายๆ ครั้ง งานที่เราอยากจะทำนั้นมีจำนวนไม่พอกับความต้องการในตลาด และชีวิตที่ไม่ได้เดินตามความฝันหรือความสนใจปรารถนาหรือ passion อันแรงกล้าไม่ควรถูกมองว่าล้มเหลวและสิ้นหวัง เราไม่ควรลงโทษตัวเองแรงเกินไปเมื่อทำตามฝันหรือทำตาม passion ไม่ได้

 

แต่ละคนต่างมีความสัมพันธ์กับงานที่ต่างกัน

หากคุณรักงานและมี passion เต็มเปี่ยม และไม่เข้าใจว่าทำไมคนอื่นเขาไม่อินกับงานได้เหมือนเราจาก Podcast Worklife ของ Adam Grant เขาเล่าถึงความสัมพันธ์ของคนกับงาน แบ่งได้เป็น 2 ประเภทหลักๆ คือ

1. Integrated Worker คือคนที่ทุกขณะจิตคิดเป็นงาน พวกเขาคุยเรื่องงานบนโต๊ะอาหาร คุยเรื่องงานกับเพื่อนและครอบครัว งานคือส่วนสำคัญของชีวิตที่แยกไม่ได้ ซึ่งครอบครัวมีผลมาก เช่นถ้าพ่อแม่ชอบคุยเรื่องงาน ทำงานหนักตลอดเวลา ลูกอาจรับวัฒนธรรมการคุยเรื่องงานและทำงานหนักมาด้วยเป็น norm

2. Segmented Worker คือคนที่แบ่งแยกชัดเจนว่าอันไหนงาน อันไหนไม่ใช่งาน รวมไปถึงเวลางาน ความสัมพันธ์กับคนในชีวิต เช่น เขาจะไม่เอาคนที่บ้านไปที่ทำงานเด็ดขาด กลับบ้านมาจะไม่กอดลูกถ้ายังไม่เปลี่ยนชุด ตั้งเวลา downtime ชัดเจน อาจไม่ตอบอีเมลตลอดเวลา จะไม่ปนเปื้อนเด็ดขาด หากต้องทำงานที่บ้านอาจมีห้องมุมพิเศษและแต่งตัวถึงขั้นผูกเนคไทเพื่อให้รู้สึกว่านี่คือเวลางาน โดยรวมคนประเภทที่แบ่งงานชัดเจนนี้มีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า

สิ่งที่ควรตระหนักคือ ในขณะที่เราอาจมองว่าทำไมคนอื่นไม่ทุ่มเท เขาอาจมีความสัมพันธ์กับงานไม่เหมือนเรา มีเรื่องอื่นที่ต้องทำในชีวิต อาจไม่ตอบสนองความต้องการของเราได้ตลอดเวลา และอาจเซ็งที่เราไม่เคารพเวลานอกงานของเขา หรือเราก็ต้องหาคนที่ให้คุณค่าและความสัมพันธ์กับงานแบบเดียวกันมาร่วมงาน

 

การได้ทำงานที่รักย่อมเป็นสิ่งดี แต่ดีกว่าหากเรามีเวลาได้พัก รักษาสุขภาพและความเป็นมนุษย์ไว้ได้ ไม่ทำงานจนร่างสลายไปเสียก่อนนั้นดีกว่าในระยะยาว

 

อนึ่ง ในภาษาเยอรมัน passion คือคำว่า Leidenschaft อันแปลว่า ‘ความสามารถในการทนทานกับความทุกข์ยาก’ (ability to endure adversity) ประหนึ่งว่าแม้รู้ว่าการแสวงหานั้นจะไม่น่าอภิรมย์ แต่ผลที่ได้รับนั้นคุ้มค่ากับสิ่งที่เสียไป สำหรับบางคน งานคือกระบวนการหนึ่ง เพื่อแสวงหาความสุขระหว่างที่ไม่ทำงานได้ คนเราสามารถจะชอบในกิจกรรมหนึ่งๆ ได้โดยไม่จำเป็นต้องรู้สึกว่าเป็นสิ่งเลี้ยงชีพ หรือเพื่ออุดมคติที่เหนือกว่า

 

บางครั้งเราเลือกทำสิ่งที่เราไม่ต้องการแต่คนอื่นต้องการ

นอกจาก passion ยังมีอีกหลายปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจว่าจะอยู่หรือไปในที่ทำงาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการร่วมมือ ความสัมพันธ์กับคนในที่ทำงาน ความยุติธรรม เรื่องการจัดการ เรื่องสุขภาวะอนามัย และการเดินทาง ล้วนเป็นปัจจัยที่มีผลกับการเลือกอาชีพและงานที่เหมาะสม ความท้าทาย การเติบโตก้าวหน้าทางอาชีพ การได้เรียนรู้พัฒนาทักษะใหม่ รายได้หรือความมั่นคงในชีวิต ตารางชีวิตที่จัดการได้ ความใกล้–ไกลบ้าน และอีกมากมายตัวแปรที่มีผลว่าเราจะเลือกทำงานที่ไหน จะอยู่ต่อหรือลาออก และหลายๆครั้ง คนที่เลือกไม่ใช่เรา แต่คือคนจ้างงานว่าอยากจะเลือกเราไหม หรือเรามีทักษะที่เหมาะสมหรือพอไหม

 

ในตลาดแรงงานหรือภาวะเศรษฐกิจอันโหดร้าย ไม่ใช่ทุกคนที่เลือกเดินได้อย่างอิสระ สำหรับคนที่ทำงานหาเช้ากินคํ่า เขาอาจมีความจำเป็นในชีวิตและภาระที่ต้องแบกรับ โดยแทบไม่มีคำว่า passion อยู่เลย

 

การสามารถเลือกอาชีพที่ต้องการได้ตามใจปรารถนาเป็นสิทธิประโยชน์ที่ไม่ได้มีสำหรับทุกคน คนจำนวนมากเลือกทำงานที่ทำอยู่ เพียงเพราะมันคืองานที่เขาได้ถูกเลือกให้ทำและหาได้ และเขาเริ่มเรียนรู้และเติบโตจากตรงนั้นก็ได้ ยังมีคนอีกมากที่เลือกไม่ได้ ไม่สามารถออกไปตามหาความหมาย ค้นหาความสนใจ เดินตามความฝันอันยิ่งใหญ่ได้ พวกเขาไม่ใช่คนขี้แพ้ ไม่ใช่คนโง่ และไม่ใช่คนห่วย คนเราต่างมีภาระและความจำเป็น เงื่อนไขของชีวิตที่ต่างกันไป คนที่สามารถทำตามฝันได้ก็ยินดีด้วย และอย่าลืมสำรวจสิทธิพิเศษ (privilege) ของตัวเองที่เราอาจมองข้ามไป ไม่ใช่ทุกคนที่โชคดีเหมือนเรา ในความโชคดีของเราแลกกับการที่คนอื่นไม่ได้รับโอกาสแบบเรา

สำหรับคนจำนวนมาก ชีวิตอาจไม่ใช่การตามหาความฝันอันยิ่งใหญ่เสมอไป การมีชีวิตรอดได้ในภาวะเศรษฐกิจแย่ๆ และความไม่แน่นอน สามารถมีค่าแรงที่เป็นธรรม และตารางชีวิตที่สมดุลให้เรามีเวลาไปแสวงหาความสุขจากงานอดิเรก พบปะเพื่อนและครอบครัว ทำงานเพื่อดำรงชีพโดยไม่สูญเสียวิญญาณและความเป็นมนุษย์ไประหว่างทาง ไม่กลายเป็นบ้าหรือต้องทำสิ่งที่ตัวเองรับไม่ได้บ่อยเกินไป ก็อาจเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่แล้ว

หากคุณได้ทำงานที่รัก มีงานที่น่าสนใจอย่างลึกซึ้ง คุณคือคนที่โชคดี การมี passion ในการทำงานนั้นย่อมดีและทำให้งานเคลื่อนไปข้างหน้า แต่ passion ก็ไม่ใช่ทุกอย่างของชีวิต อย่าตัดสินเรื่องส่วนตัวของคนอื่นด้วยบริบท คุณค่า ความหมายส่วนตัวที่เรามี

 

แม้โฆษณาจะชอบพูดว่าให้อย่ารีรอ จงออกไป Follow your passion อย่ากังวลว่าเราจะขาดคุณค่าและความหมาย เมื่อเรายังไม่พบหรือไม่ได้ทำตามความฝันที่คนอื่นชอบพูดถึง

 

อ้างอิงข้อมูลจาก

DO WHAT YOU LOVE, GET PAID; PASSION, EXPLOITATION, AND HEIDI WEINBERG

clientsfromhell.net

The problem with following your passion

washingtonpost.com

80000 hours

80000hours.org

The End of History Illusion

science.sciencemag.org

Why People Really Quit Their Jobs

hbr.org

Passionate Work? Labour Conditions in the Milan Fashion Industry

researchgate.net

Work, Passion, Exploitation – Jan Ch. Karlsson

tidsskrift.dk

Les Passions de l’Aˆ me: On Obsessive and Harmonious Passion

web.archive.org

 

Illustration by  Yanin Jomwong
Share This!
  • 5.1K
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
    5.1K
    Shares
No Comments Yet

Comments are closed