ในที่สุดเวลาก็ได้ล่วงเลยมาสู่ปีใหม่ พ.ศ. 2569 กันอย่างเป็นทางการแล้ว เชื่อว่าปีนี้คงเป็นอีกปีสำคัญที่หลายคนเฝ้ารอและเฝ้าคอยให้มีเหตุการณ์ดีๆ ตลอดจนโชคลาภครั้งใหญ่พุ่งเข้าหาตัวเองกันอยู่แน่นอน
อีกหนึ่งความเชื่อที่มาพร้อมกับหน้าปฏิทินปีใหม่ คือการเปลี่ยนแปลงของนักษัตรประจำปี ซึ่งถือเป็นความเชื่อที่นิยมอย่างมาในประเทศแถบเอเชียบ้านเรา โดยคราวนี้เราก็เดินทางมาถึงคิวของปีมะเมีย หรือปีม้ากันแล้ว
ไหนๆ ก็ถึงคิวของปีม้า The MATTER จึงอยากพาทุกคนไปรู้จักกับเรื่องม้าๆ จากแต่ละวัฒนธรรมและตำนานทั่วโลกกัน ว่าพวกเขาจะเล่าเรื่องม้าไว้อย่างไรกันบ้าง
เพกาซัส
ม้ามีปีกในตำนานของกรีก

เริ่มกันที่ม้าในตำนานที่หลายคนน่าจะคุ้นชื่อและหน้าตาของมันก็เป็นอย่างดีกันดีกว่า กับ ‘เพกาซัส (Pegasus)’ ม้ามีปีกตามปกรณัมกรีก โดยมันจะมีลักษณะเป็นม้าท่าทางสง่างามสีขาว มีปีกขนาดใหญ่ติดอยู่ที่หลัง ปีกคู่ใหญ่ของเจ้าตัวช่วยให้เคลื่อนไวได้คล่องแคล่วและว่องไวบนท้องฟ้า
ตามตำนานของกรีก เพกาซัสถือกำเนิดขึ้นมาจากเลือดของนางเมดูซ่า กอร์กอนผู้โดนวีรบุรุษเพอร์เซอุสสังหาร ซึ่งได้หยดลงสู่ท้องทะเล ขณะที่เพอร์เซอุสใช้หัวของนางเมดูซ่าต่อสู้กับเซทัส เลือดของนางกอร์กอนจึงทำปฏิกิริยากับท้องทะเล (ซึ่งบางตำนานก็กล่าวกันว่า โพไซดอนมีส่วนเกี่ยวกับการสร้างสัตว์ชนิดนี้ด้วย) ก่อกำเนิดเป็นเพกาซัสขึ้นมานั่นเอง
เคลพี
ม้า(ใต้)น้ำ แห่งตำนานชาวสก็อต

ก่อนหน้านี้เราพาทุกคนไปสำรวจเรื่องราวม้าบนฟ้าอย่างเพกาซัสกันแล้ว ต่อมาเราไปสำรวจเรื่องราวของม้าใต้น้ำที่ไม่ใช่ม้าน้ำกันบ้างกับ ‘เคลพี (Kelpie)’ วิญญาณในตำนานของชาวสก็อต มักสิงสถิตอยู่ตามแหล่งน้ำ ไม่ว่าจะเป็น แม่น้ำ ลำธาร หรือกระทั่งทะเลสาบ พวกมันมีพลังในการแปลงกาย และส่วนใหญ่ก็มักปรากฏตัวในรูปร่างของม้าสีดำ ร่างกายดูบึกบึนและกำยำ
เคลพีถือเป็นวิญญาณชั่วร้าย ผู้ชอบล่ามนุษย์ เฉพาะอย่างยิ่งเหล่าเด็กๆ ไปกินเป็นอาหารใต้น้ำ ซึ่งมันอาจใช้ความสามารถในการแปลงร่างในการล่อลวงคนให้เข้าหา เช่น แปลงเป็นหญิงสาว เพื่อดึงดูดเหล่าชายหนุ่มทั้งหลาย หลังจากเหยื่อลงกลเคลปีก็จะลากลงไปในน้ำจนขาดอากาศหายใจและตายอย่างทรมาน
สเลปเนียร์
ม้าแปดขาจากตำนานของชาวนอร์ส

ถัดมาขยับไปที่ปกรณัมนอร์สกันบ้าง เพราะทางนี้ก็มีเรื่องราวเกี่ยวกับม้าด้วยเช่นเดียวกัน ถ้ากรีกมีเพกาซัส นอร์สก็มี ‘สเลปเนียร์ (Sleipnir)’ ม้าแปดขาพาหนะคู่ใจของเทพโอดิน ที่ถือกำเนิดขึ้นมาจากเทพโลกิ ซึ่งแปลงกายเป็นม้าตัวเมียและได้ผสมพันธุ์กับสวาดิลฟารี (Svaðilfari) ม้าของช่างสร้างกำแพงวัลฮัลลา เพราะเจ้าตัวไม่อยากให้กำแพงสร้างเสร็จตามกำหนด
สเลปเนียร์มีความสามารถในการวิ่งได้เร็วกว่าสิ่งมีชีวิตใดๆ แม้กระทั่งจะอยู่บนท้องฟ้าหรือแม้แต่บนท้องทะเล โดยมันถูกกล่าวถึงในแทบทุกเรื่องเล่าและตำนานของนอร์ส จนหลายคนยกให้สเลปเนียร์กลายเป็นสัญลักษณ์ของความแข็งแกร่ง ความเร็ว และความคล่องแคล่ว
หลงหม่า
ลูกครึ่งม้ากับมังกรตามตำนานของจีน

ถ้าม้ากับมังกรรวมร่างกันจะกลายเป็นอะไร คำตอบคือ ‘หลงหม่า (Longma)’ หรือครึ่งม้าครึ่งมังกรตามปกรณัมจีนโบราณนั่นเอง
หลงหม่าคือจิตวิญญาณของสวรรค์และผืนดิน มีรูปลักษณ์ในภาพรวมเป็นม้า แต่ลำตัวปกคลุมไปด้วยเกล็ดมังกร มีความสูงราวแปดฉื้อห้าชุ่น (ราว 2 เมตรกว่าๆ) มีปีกอยู่ด้านข้างช่วยให้บินและเดินบนน้ำได้โดยไม่จม หลงหม่ามักปรากฏตัวขึ้นจากแม่น้ำหมิง เมื่อผู้ปกครองแผ่นดินจีนเป็นผู้ทรงคุณธรรม เพื่อบ่งบอกแก่ราษฎร แผ่นดินกำลังอยู่ภายใต้การปกครองที่สอดคล้องกับเจตจำนงของสรวงสวรรค์
ดุรงค์ปักษิณ
ม้ามีปีกจากตำนานสัตว์หิมพานต์

ตามคติความเชื่อแบบพุทธและฮินดู มีอยู่หนึ่งสถานที่ที่รวบรวมเหล่าสรรพสัตว์เหนือจินตนาการเอาไว้ นั่นคือป่าหิมพานต์ และในสถานที่แห่งนี้ก็ยังมีม้าในตำนานอย่าง ‘ดุรงค์ปักษิณ’ อาศัยอยู่ด้วย
ดุรงค์ปักษิณคือม้าที่มีปีกและหางเหมือนนก มีลำตัวสีขาวสะอาดบริสุทธิ์ ส่วนบริเวณขนคอ กีบเท้า และหางจะมีสีดำสนิท ซึ่งอาจสับสนดุรงค์ปักษิณกับ ‘ม้าปีก’ แม้ทั้งคู่จะมีลักษณะคล้ายคลึงกันและอาศัยอยู่ในป่าหิมพานต์เหมือนกัน แต่ม้าปีกจะแตกต่างตรงที่ เจ้าตัวจะมีหางเป็นม้าทั่วไป ไม่ได้ใช่หางแบบนก
ยูนิคอร์น
ม้าวิเศษที่พบหลักฐานความเชื่อจากทั่วโลก

มาถึงมาวิเศษตัวสุดท้าย สัตว์ในตำนานที่มีหลักฐานความเชื่ออยู่หลายแห่งบนโลก กับ ‘ยูนิคอร์น (Unicorn)’ สัตว์วิเศษผู้มีร่างกายเป็นม้า แต่สิ่งที่พิเศษกว่าม้าทั่วไปคือ พวกมันจะมีเขาที่ใหญ่ แหลม และเป็นเกลียวยื่นออกมาจากหน้าผาก
ยูนิคอร์นปรากฏขึ้นตั้งแต่ความเชื่อของกลุ่มคนในลุ่มแม่น้ำไทกรีส-ยูเฟรตีส โดยมันปรากฏอยู่บนภาพวาดและงานศิลปะในวัฒนธรรมเมโสโปโตเมีย หรือแม้แต่อารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุช่วงยุคสำริด ก็มีความเชื่อเกี่ยวกับม้ายูนิคอร์นด้วยเช่นกัน แต่จะมีลำตัวคล้ายคลึงกับวัวมากกว่าม้า โดยสัตว์ชนิดนี้มักใช้เป็นตราประทับบนก้อนหิน
ยุคสมัยที่ยูนิคอร์นเป็นที่พูดถึงและกลายมาเป็นภาพลักษณ์ม้ามีเขาแบบที่เรารู้จักกันในทุกวันนี้ เริ่มต้นขึ้นในยุโรปตั้งแต่ยุคกลาง โดยสัตว์ชนิดนี้มีความเกี่ยวโยงกับคริสตศาสนา ใน Physiologus เป็นตำราสอนศาสนาคริสต์ที่เขียนและเรียบเรียงขึ้นเป็นภาษากรีก มีเขียนตำนานเรื่องราวของยูนิคอร์นเอาไว้ว่ายูนิคอร์นเป็นสัตว์ที่แข็งแรงและดุร้าย พวกมันจะยอมให้จับได้ก็ต่อเมื่อมีหญิงสาวพรหมจรรย์อยู่ตรงหน้าเท่านั้น หลังจากนั้นยูนิคอร์นจะกระโดดขึ้นไปนอนบนตักของหญิงสาว จนผลอยหลับ หญิงสาวจึงจับยูนิคอร์นไปมอบให้กษัตริย์ต่อไป ด้วยเรื่องราวนี่เอง นักเขียนในยุคสมัยนั้นจึงมักให้ยูนิคอร์นเป็นตัวแทนของพระคริสต์ผู้มีจุติในครรภ์ของพระแม่มารีย์ผู้บริสุทธิ์นั่นเอง
อ้างอิงจาก