“เธอชื่อนวลนิล” ประสานงานกองถ่ายผู้เป็นหนึ่งในใจไม่เคยลืมเลือน

“ยังไงฝากพี่ทรายดูน้องด้วยนะ”

คุณผู้อ่านคิดว่า ‘น้อง’ ในที่นี้คือสรรพนามแทนใครคะ?

ก.น้องชาย น้องสาวแท้ๆ ของเราเอง

ข.น้องนักแสดงหน้าใหม่ เพิ่งเคยเล่นละครเรื่องแรก

ค.น้อง ณ จักรวาลดาวเนบิว

 

นึกตัวเลือกไม่ออกแล้วค่ะ เฉลยเลยแล้วกันว่าผิดทุกข้อ

 

‘น้อง’ ในที่นี้คืออดีตเด็กฝึกงานที่เทิร์นโปรขึ้นมาเป็นฝ่ายประสานงานกอง ออกเดี่ยว แบบไม่มีรุ่นพี่คอยประกบ เพราะคนประกบต้องไปทำหน้าที่ประสานงานอีกกอง แล้วทำไมฉันต้องได้รับการฝากฝังให้ดูน้อง?

โลกของการถ่ายละครนั้นแม้จะใกล้เคียง แต่ก็ไม่ได้เหมือนกันเสียทีเดียวกับภาพยนตร์ ความต่างในรายละเอียดและการปฏิบัติงานบางอย่างก็ถูกปรับให้เข้ากับการทำงานและอุปกรณ์ที่ต่างกันออกไป จนมาถึงจุดหนึ่ง ที่ทั้งงาน อุปกรณ์ และรูปแบบหลายๆ อย่างของหนังละครก็แทบจะกลืนกันเป็นหนึ่ง ยากจะแยกออกจากกันได้ สิ่งเดียวที่พอจะเตือนสติคนทำงานได้ ว่าตอนนี้เราทำอะไรอยู่ ก็คือ ‘น้อง’ นี่แหละ

ฉันนั้นเป็นคนโชคดีที่ทำงานกับใครก็ได้ ช่องไหนก็ได้ ค่ายใดก็ได้ คือฉันไม่เคยมีปัญหากับใคร (แต่ใครจะมีปัญหากับฉันบ้างอันนี้ไม่ทราบจริงๆ) ผ่านมาก็หลายกอง รูปแบบการทำงานของแต่ละบริษัทก็แตกต่างกันไปตามต้นทางที่เรียนรู้มา

แต่ที่นับว่าเป็นหนึ่งในใจไม่เคยลืมเลือนและทุกวันนี้ก็ยังทำงานด้วยกันอยู่ก็คือบริษัทดีด้า ณ ช่อง 7 สี ทีวีเพื่อคุณ

 

คงไม่เป็นความลับเท่าไหร่ ว่าช่วงก่อนนี้ ระบบการออกอากาศของช่องจะเป็นแนวถ่ายไป ออนแอร์ไป มุกที่แซวกันประเภทถ่ายเย็นนี้ สองทุ่มก็ได้ดูแล้ว หรือต้องเอามอเตอร์ไซค์แว้นไปส่งเทปที่ช่องทีละสองคันเพราะเผื่อคันแรกล้ม คันหลังได้คว้าเทปไปส่งช่องได้ทัน จึงถือเป็นความจริงทั้งสิ้น ไม่ได้เล่นเอาฮาแต่อย่างใด ฉันเล่นละครจนได้เรตติ้งอันดับหนึ่ง 4 สัปดาห์ซ้อนก็ละครดีด้านี่ล่ะ

ถามว่าทำไมที่นี่ถึงใช้ระบบปฏิบัติการแบบนี้ ฉันก็ตอบเป๊ะๆ ไม่ได้หรอก แต่คิดเอาว่าน่าจะเป็นแผนกลยุทธ์การทำงานในครั้งนั้น ที่ต้องการความสด สมจริง เพิ่มความทันกระแสอย่างรวดเร็วด้วยมุกที่เกิดขึ้นมาในเวลานั้นก็เอามาใส่ในละครได้ นี่คือข้อดี

ส่วนข้อเสีย คืออีนวลนิล

 

นวลนิลเป็นสาวน้อยสดใสในตอนแรก เข้ามาทำประสานงานกอง ซึ่งโดยระบบทั่วไปแล้ว นวลนิลก็มีหน้าที่นัดเวลานักแสดง ช่วยดูแลหาข้าวหาน้ำ โทรประสานงานแต่ละส่วนให้สอดคล้องกัน ซึ่งก็ดูปกติดี

 

แต่ในเมื่อรูปแบบการทำงานของเรานั้นคือความสปีด เร็วกว่านรก ต้องผลิตเนื้อละครออกมาให้ทันและให้พอต่อการออนแอร์ ความใสๆ แบ๊วๆ มันแกวแตงกวาของนวลนิล จึงกลายรูปเป็นหญิงซึ่งได้รับคำจิก ด่า กรีดร้องและร้องไห้ใส่กันมานับไม่ถ้วน ทั้งที่คนอื่นทำกับนวลนิล และนวลนิลทำใส่คนอื่น อ้าว ทำไมเป็นแบบนั้น

ก็เพราะเมื่อรีบถ่ายทำเสียแล้ว บทส่วนใหญ่ก็จะยังไม่เสร็จ มันจะมาเป็นแผ่นๆ ผ่านแฟกซ์ (ในสมัยนั้น) หรือโทรบอกกับนวลนิลให้นางจดลงเศษกระดาษอะไรสักอย่างตามแต่จะหาได้ แล้วค่อยส่งต่อให้ผู้กำกับ นักแสดงและฝ่ายเสื้อผ้า

ดังนั้น การเตรียมงาน การเตรียมตัว การหาของประกอบฉาก เสื้อผ้าหน้าผม คิวดารา สถานที่ เวลาถ่ายทำจึงพินาศไปสิ้น ไม่สามารถเตรียมตัวทำอะไรก่อนได้เลย ดาราก็นั่งรอไปว่าแฟกซ์อันต่อไปจะมีกูมั้ย นี่รอมานานแล้วนะ บ้างก็ลุ้นว่าอย่ามีกูเลยจ้า ทำงานมาตั้งแต่ตี 4 จนจะน็อกรอบแล้ว ขอฉันกลับไปนอนเถอะ ฝ่ายสถานที่ก็รอว่าหวยจะออกมั้ย อยู่ๆ ถ้าบทเขียนว่าต้องให้ตัวละครไปคุยกันในร้านอาหาร แล้วกูจะวิ่งไปขอสถานที่ตรงไหนในเวลานี้ตีสอง เสื้อผ้าหน้าผมก็ลุ้นว่าถ้าเกิดบทออกมาเป็นภาพฝันประกอบเพลง อยากให้พระนางเดินตียอดหญ้ากลางทุ่งในชุดฟุ้งฝัน กูจะไปเสกหาชุดลูกไม้มาจากที่ไหนให้ได้

แต่นวลนิลทำได้

 

คือนางก็เล่นกลเอาสารพัดล่ะ ทั้งหลอกล่อผู้กำกับ ช่างไฟ ผู้กำกับรายการ บอกว่าโอ๊ยยยย พี่เก่งออก พี่ทำได้ นี่แค่สี่ทุ่มเอง พี่จัดไฟเป็นเวลาสิบโมงเช้าได้อยู่แล้วจ้า ฟ้ามันมืดก็ปิดม่านเสะ อะไรนะ นี่มันบ้านนางเอกไม่ใช่บ้านนางอิจฉาตามที่เขียนมาในบท ไม่เป็นไรพี่ เดี๋ยวหนูโทรตามนางเอกมาเลย พี่จัดไฟรอได้ ผนังขาวๆ ตรงไหนก็เหมือนกันแหละ บ้านไหนๆ ก็มีผนังขาว อัดไฟเข้าไปเป็นอันจบ เดี๋ยวหนูให้น้องแต่งตัวสวยๆ มาเลย แล้วฝ่ายเสื้อผ้าขอชุดน้องเค้าไว้เลยนะ เผื่อมีต่อเนื่อง อะไรนะ? แล้วน้องจะเอาอะไรใส่กลับเหรอ? จะได้กลับบ้านเร้อ เนื้อละครยังไม่พอเลยจ้า หาเสื้ออะไรให้ใส่ๆ ไปก่อนก็ได้ นี่คือความนวลนิล

ฉันเจอกับนวลนิลบ่อยมาก จริงๆ นวลนิลเคยกระทั่งทำงานกับพ่อฉันด้วยซ้ำ และเป็นที่จดจำได้ตั้งแต่คิวแรกๆ ที่ออกกองกันด้วยสไตล์การทำงานแบบนี้ แถมเป็นที่รู้กันในหมู่คนทำงาน ว่าถ้าเจอนวลนิล แปลว่าเจองานหนัก/ละครออนแอร์แน่นอน

ก็นวลนิลนี่แหละ เป็นคนที่ถอดฝาบ้านที่เป็นกระท่อมไม้ ยกไปหานักแสดงถึงบ้านเพื่อจะถ่ายทำให้ได้ออนแอร์คืนนั้นเมื่อนักแสดงไม่ว่างจริงๆ (คือไม่ใช่คิวของกองนวลนิลหรอก แต่มันจะเอาอะ มันเลยถอดฝาบ้านไปหาใครจะกล้าปฏิเสธวะ!)

 

แต่ถ้าถามว่านวลนิลทำอะไรกับฉันไว้บ้างน่ะเหรอ? ก็หลายอย่างอยู่นะ

 

ครั้งนั้นเป็นละครแนวจานด่วนแบบนี้แหละ ถ่ายไปออนแอร์ไป ฉันรับบทเป็นนักมวยสาวสู้ชีวิตที่ต้องขายของช่วยแม่ในตลาดไปด้วย ละครเรื่องนั้นออนแอร์คืนวันศุกร์ถึงวันอาทิตย์ นั่นก็หมายถึงเนื้อละครที่ต้องใช้ออกอากาศเพิ่มมากขึ้นกว่าละครที่ออนแอร์แค่สองคืน

ฉากรถชนฉัน นวลนิลมันก็ให้พระเอกขับเองจริงๆ ฉันวิ่งตัดหน้ารถจริงๆ ไม่มีสตันท์ ไม่มีสลิง ไม่มีเซฟตี้ใดๆให้ทั้งสิ้น แถมทำหน้ามั่นใจว่าโอ๊ย ใครๆ เขาก็ทำแบบนี้กัน ฉันนี่ก็ไม่รู้ว่านอนน้อยหรือเมาเครื่องดื่มบำรุงกำลังสารพัดชนิดที่อัดเข้าไป ก็วิ่งให้มันจริงๆ โดยลืมไปว่าถ้ารถชนแรงๆ ขึ้นมา ฉันก็ตายห่าเอาจริงๆ จะสั่งให้ลุกมาถ่ายเทค 2 ไม่ได้หรอกนะ พี่พระเอกนั้นเครียดสุดๆ กูเป็นพระเอกอยู่ดีๆ นังนวลนิลจะอวยยศเป็นผู้ต้องหาคดีพยายามฆ่าให้กูเสียอย่างนั้น ถ่ายทำกันทั้งกลางวันกลางคืน ฉากตกทุกข์ได้ยากของฉันนั้นสมจริงอย่างยิ่ง เพราะมันจัดฉันไปถ่ายท้ายตลาดตอนตี 2 นั่งร้องไห้ข้างถังขยะสดโดยมีเพื่อนแมลงสาบมากมายออกมานั่งเป็นเพื่อน จนฉันไม่รู้ว่าที่ร้องไห้นั่นเพราะอินกับบทหรือกลัวความยุ่บของแมลงสาบกันแน่ พอฉากต่อไปต้องไปคุยกันที่บ้านพระเอกซึ่งรวยเหลือหลาย แต่มันจะเช้าแล้ว ไปขอสถานที่บ้านผู้ลากมากดีคนไหนได้ ต่อให้รักกันยังไงก็คงเลิกคบกันตอนนี้

ทางแก้ของนวลนิลคือให้ฉันและทีมนั่งรถกองดุ่มๆ เข้าไปในซอยอะไรสักกซอย แล้วจอดหน้าบ้านที่มีประดูสวยที่สุด เป็นอัลลอยด์ดัดลายสูงสง่าหรูหรา อัดไฟเข้าไป แล้วยืนคุยกันหน้าประตูนั่นล่ะ แหม ประตูสวยขนาดนี้ก็ต้องรู้แล้วใช่มั้ยว่าบ้านแพงและสวยมาก แค่นี้ก็จบปัญหาแล้ว

แล้วฉันก็โหมทำงานอยู่แบบนี้ ผู้กำกับทั้งบริษัท ทุกภาคส่วนคือแปะมือมารุมสกรัมเรื่องนี้กันหมด เรตติ้งก็ขึ้นเอาๆ ทุกทีมทำงานกันควงกะทีละ 12 ชั่วโมงบ้าง 8 ชั่วโมงบ้าง 6 ชั่วโมงบ้าง แล้วก็กลับไปนอนก่อนจะมาทำงานกันต่อ

แต่นี่ทีมงานไง เลยเปลี่ยนตัวได้ แต่ดารามันเปลี่ยนไม่ได้ว้อยยยยยยยยยยย

 

ฉันเลยควงแม่งทุกกะเหมือนต้องทำงานใช้หนี้กยศ.แทนคนทั้งกิ่งอำเภอ ทีมงานจะเปลี่ยนไปกี่ทีมๆ ฉันก็ยังเป็นนางเอกเหมือนเดิม เช้าแล้วก็เย็น เย็นแล้วก็มืด มืดแล้วก็สว่างปนกันอยู่อย่างนั้น บวกกับอาการเจ็บข้อเท้าที่เริ่มมาตั้งแต่คิวแรกๆ แต่ก็ไม่ได้หยุดพักหรอก แถมต้องต่อยเตะตามบทนักมวย วิ่งขายของในตลาด เจ็บขึ้นมาก็พ่นยาชา กินยาแก้ปวดกันไป จนวันหนึ่ง อินทิราก็ล้มครืน

คือฉันไม่รู้ตัวเท่าไหร่หรอก รู้แต่ว่าทำงานไปเท่าไหร่ๆ มันก็ไม่พอออนแอร์ซักที นวลนิลก็มาพร้อมบทฉากต่อไป และต่อไป และต่อไป เงยหน้ามาอีกที ฉันรู้สึกว่าเห็นแสงเจิดจ้า แล้วฉันก็วูบไปตรงนั้นเลย

ลืมตามาอีกทีฉันก็พบกับเพดานขาวสะอาด อากาศเย็นสบายไม่เหม็นขยะสดในตลาด ข้อมือเจ็บแปลบนิดๆ อ้าว ใครต่อสายน้ำเกลือให้ฉันเนี่ย แล้วที่นี่มันที่ไหนกัน

แล้วนังนวลนิลมายืนยิ้มเผล่อยู่ข้างๆ ฉันทำไมโว้ย!!!

 

สรุปคือฉันน็อคจนต้องส่งโรงพยาบาล นวลนิลบอกอย่างภูมิใจว่า ตอนนั่งรถมาฉันยังงึมงำท่องบทอยู่เลย

 

แล้วยังไงต่อ

“อ๋อ หมอเค้าบอกว่าทำไมข้อเท้าทรายบวมแปลกๆ เลยเอกซเรย์ให้อะ แล้วก็บอกว่าขาดสารอาหาร อยู่ในภาวะทุพโภชนาการ”

ก็แหงสิวะ ทำงานขนาดนั้น นอนยังไม่ได้นอนเลย วันๆ ฉันซดได้แต่น้ำมาม่าคัพ พอจะตักกินมันก็เรียกไปเข้าฉาก กว่าจะเสร็จเส้นก็อืดกินไม่ได้แล้ว

อะ แล้วข้อเท้า เป็นอะไร

“กระดูกข้อเท้าร้าวอะ”

เฮ้ย จริงดิ แล้วทำไงดีล่ะ?

“อ่อ หมอเค้าให้เข้าเฝือก แต่เราบอกหมอแล้วว่าไม่ได้หรอก ทรายต้องถ่ายละคร ใส่เฝือกก็ถ่ายไม่ได้สิ”

ฉลาดมากนวลนิล ฉลาดและรักกูมาก แต่เอาวะ อย่างน้อยก็ได้นอนพักที่โรง’บาลแหละ, ใช่มะ?

“ไม่ๆ หมดน้ำเกลือขวดนี้แล้วไปทำงานกันต่อนะ เราให้พยาบาลมาเร่งน้ำเกลือให้แล้ว”

อีนวลนิลลลลลลลลลลลลล

 

สรุปคือฉันก็ต้องออกจากโรงบาลพร้อมแขนน่วมๆ บวมน้ำเกลือ กับข้อเท้าร้าวๆ นวลนิลดูแลฉันอย่างดีด้วยการให้นั่งทำการแสดงทุกฉาก คืออันไหนต้องยืนต้องเดินก็เปลี่ยนเป็นนั่งให้หมด หรือไม่ก็ให้คนอื่นเดินมาหาฉันแทน แต่ฉากชกมวยฉันก็ต้องขึ้นสังเวียนไปชกเหมือนเดิม ฉากต้องวิ่ง มันก็ให้ฉันวิ่งเหมือนเดิม โดยเอาเก้าอี้ไปรอที่ปลายทางหลังกล้อง เหมือนพวกล่อให้ม้าวิ่งโดยเอาหัวแครอทยื่นไว้ข้างหน้า ซึ่งฉันก็ทำนะ คงจะเมาน้ำเกลือจริงๆ

ที่บ้าบอมากก็คือ มันดันมีฉากที่ฉันต้องเข้าโรงพยาบาล ฉันก็บอกนวลนิลว่าเออ เข้าจริงๆ เหอะนะ นี่ปวดขาอะจะได้เจอหมอด้วย แต่นวลนิลบอกว่าเราไม่มีเวลามากขนาดนั้น ฝ่ายสถานที่ไปขอยืมไม่ทันหรอก หรือต่อให้ทัน กว่าจะเดินทางไปถึงโรงพยาบาลที่จะใช้ถ่ายทำก็เสียเวลาอันมีค่ามากเกินไป

ดังนั้น, ก็ถ่ายกันตรงนี้ล่ะ

 

นวลนิลไปหาผ้าขาวมาได้ผืนนึง ปูลงไปบนโต๊ะหิน (อีโต๊ะหินที่มีตารางๆ เอาไว้เล่นหมากฮอสได้น่ะ) ให้ฉันขึ้นไปนั่งบนโต๊ะ วางขาลงบนเก้าอี้ เอนตัวลง เอากล้องจ่อถ่ายแค่ครึ่งตัว นี่ไง ฉากโรงพยาบาลแบบนวลนิลจ้าาาาา

กว่าจะจบเรื่องฉันก็น่วมไปทั้งตัว แต่ละครนั้นทำเรตติ้งถล่มทลาย ซึ่งฉันไม่เคยได้ดูแม้แต่ตอนเดียว เพราะก็ถ่ายละครเรื่องนี้ทุกวัน กระทั่งวันอวสานนั้น ฉากจบฉันเพิ่งถ่ายเสร็จไปตอนหลังเคารพธงชาติยามเย็นนี่เอง

ทุกวันนี้นวลนิลไม่ได้ทำงานกองนี้แล้ว เพราะออกไปเลี้ยงลูกและรับจ๊อบเป็นฟรีแลนซ์ที่อื่น ระบบละครตอนนี้ก็ไม่ใช่ถ่ายไปออนแอร์ไปอีกแล้ว แต่มีการเตรียมงาน มีวันทำงาน/วันหยุดที่ชัดเจน ไม่ต้องวิ่งสู้ฟัดอย่างเมื่อก่อนซึ่งต่อให้ระบบจะออกมาแบบไหน ฉันก็เชื่อว่านวลนิลมันต้องทำได้ราบรื่นแน่ๆ เพราะยากสาหัสขนาดไหนมันก็ทำได้มาหมดแล้ว และชื่อเสียงของนวลนิลจะเป็นตำนานแก่ผู้ที่เคยผ่านมือนางไปตลอดกาล

 

ดังนั้น, เมื่อมีคนฝากฝังให้ฉันดูแล ‘น้อง’ ผู้สดใส และมาทำหน้าที่เดียวกันกับที่นวลนิลเคยทำ ฉันเลยบอกไปแค่ว่า “อะไรก็ได้, แต่อย่าเป็นนวลนิลเบอร์สองเลยนะ พี่ขอ”

ชีวิตพี่หดสั้นลงทุกวันแล้วลูกเอ๊ย อย่าให้มาตายห่ากลางกองถ่ายเลย ไหว้ล่ะ

 

 

Illustration by Waragorn Keeranan
Share This!
  • 1.2K
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
    1.2K
    Shares
No Comments Yet

Comments are closed