เบื้องหลังของกลิ่นหอม ต่างก็เป็นฝีมือของนักปรุงน้ำกลิ่น
แม้ว่ากลิ่นจะไม่ได้โดดเด่นเหมือนประสาทสัมผัสอื่นๆ และแม้ในชีวิตประจำวันเราอาจไม่ทันสังเกตด้วยซ้ำว่าเราใช้มันไปมากแค่ไหน แต่หากขาดการดมกลิ่นไป ชีวิตเราคงจืดชืด ไร้ชีวิตชีวาอย่างที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน
น้ำ—กันต์นที นีระพล ลิ้มวิรัตน์ ครูสอนปรุงกลิ่น ที่หลงใหลในศาสตร์ของการปรุงกลิ่น เธอเริ่มต้นจากความชอบในงานคราฟต์ หันไปเรียนนิติศาสตร์ตามครอบครัว ค้นพบความชอบงานบริการจากการเป็นลูกเรือ ก่อนจะพบว่าสิ่งที่เธอมีความสุขมากที่สุดคือการเล่าเรื่องด้วยวิธีต่างๆ โดยเฉพาะการเล่าผ่านกลิ่น ที่ดึงเอาความทรงจำของคนคนนั้นออกมา แม้ไม่ต้องพูดเลยสักคำ
เราชวนไปทำความรู้จักโลกของกลิ่นให้มากขึ้น ผ่านสมุดบันทึกอาชีพของครูและนักออกแบบกลิ่น ที่อยู่เบื้องหลังข้าวของต่างๆ ในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่ห้องเก่าๆ ผ้าม่าน หนังสือ จนไปถึงบรรยากาศในช่วงเวลาที่น่าจดจำ พวกเขาสร้างสรรค์กลิ่นเหล่านี้ออกมาได้ยังไง คำตอบอยู่ในสมุดบันทึกนี้แล้ว

ตามหากลิ่นที่ใช่
เราโตมากับร้านดอกไม้คุณแม่ มันอาจจะเป็นจุดเล็กๆ ที่เราสังเกตอะไรมากกว่าคนอื่น เช่นกลิ่นดอกไม้อันนี้กลิ่นลิลลี่ กลิ่นแบบนี้เป็นกลิ่นของดอกกุหลาบนะ เราอยู่กับคุณแม่ที่ทำงานคราฟต์มาตลอด
ด้วยชีวิตเราเป็นเด็กต่างจังหวัด เราไม่ได้เห็นอาชีพเยอะมาก ความฝันแรกของชีวิตตั้งแต่เด็กๆ เลย คือการเรียนนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ เพราะคุณพ่อเขาทำงานด้านกฎหมาย เราเขาพูดมาตั้งแต่เด็กๆ ว่าเขาอยากเข้าธรรมศาสตร์มาก เราเลยคิดว่า ได้ เดี๋ยวฉันทำให้ เราแค่รู้สึกว่ามันเท่อะ
พอได้ไปเรียนจริง รู้สึกว่ามันไม่ใช่เราเลย แต่มันเหมือนต้องรับผิดชอบความฝันของตัวเอง ในเมื่อมึงฝันมาแล้วอะ มันมาถึงตรงนี้แล้วเอาให้จบ เราก็เลยเรียนจนจบ แล้วหลังจากนั้นเราก็ไม่ได้ทำงานกฎหมายเลยเราไปบอกคุณพ่อคุณแม่ว่า ความของฝันเราจริงๆ คืออยากเป็นแอร์โฮสเตส เพราะว่าเราชอบภาษาและการสื่อสารมาตั้งแต่เด็กๆ
เราไปสมัครกันอยู่นานพอสมควร ไปสมัครทั้งหมด 13 ครั้ง แต่ในระหว่างที่ไม่ได้สมัครอย่างเดียวเราไปทำงานที่สถานทูตไปด้วยเพื่อฝึกภาษา และงานบริการด้วย ในระยะเวลาปีครึ่งเราผ่านไปจนถึงรอบสุดท้ายทุกรอบเลยนะ แล้วตกตลอดเลย จนเราเริ่มอยากหาคำตอบจังเลยอะ มันเป็นเพราะอะไรวะ

จนพอเราไปทำงานบริการ เราก็เห็นภาพว่าจริงๆ งานบริการมันเป็นงานที่ต้องเข้าใจ เห็นอกเห็นใจคนอื่น แต่เราจบนิติมา มันคนละเรื่องเลย กลายเป็นว่าเราต้องเปลี่ยนวิธีการตอบคำถาม ครั้งสุดท้ายที่สมัครเราไปด้วยความคิดว่าอยากให้บริการ เราไม่ได้เป็นคนเก่ง แต่ฉันจะมาให้บริการ ฉันเป็นคนที่เธอไว้วางใจได้ แล้วครั้งนั้นเราก็ได้มาเป็นแอร์ฯ เลย ก็ดีใจมาก
แต่จุดเปลี่ยนจริงๆ เป็นช่วงโควิด มันไม่มีงานทำเลย เงินมันก็หมด ช่วงตัดสินใจคือ เราไปนั่งสวดมนต์ ขอแค่ว่าให้มันมีทางอะไรสักอย่างที่เราไปต่อได้ ซึ่งช่วงแต่งงานเราเคยไปเรียนทำสบู่เป็นของชำร่วย พอเรียนไปเรื่อยๆ เราสนใจเรื่องกลิ่น ช่วงนั้นถามครูทุกคนเลยว่าผสมกลิ่นยังไง ส่วนใหญ่เขาก็จะตอบว่า ‘ก็แค่เอามาผสมกัน’ มันเป็นเรื่องที่เราคาใจมานานมากว่าคนไทยไม่มีใครสอน เราลองเป็นคนสอนเองดีกว่า ก็เลยกลายเป็นจุดเริ่มต้นของ Qraft by AQUA
เราชอบงานคราฟต์เพราะมันดูมีความหมาย เรารู้สึกว่าสิ่งที่ถูกทำขึ้นมาจากคน มันน่ารัก แล้วความที่เราชอบงานคราฟต์มาก เลยตั้งชื่อร้านว่า Qraft by aqua เพราะอยากสอนงานคราฟต์ แต่กลายเป็นว่าพอเรามาจับเรื่องกลิ่น ผ่านมา 6 ปีแล้ว พี่ก็ยังไม่ได้ทำเรื่องอื่นเลย
โลกของกลิ่น
ความพิเศษของกลิ่น มันเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เพราะจำเป็นต้องมาอยู่ด้วยกันต่อหน้า อีกอย่างคือ มันเป็นเรื่องเฉพาะบุคคล เป็นไปได้ที่เราจะรู้สึกไม่เหมือนกัน เพราะกลิ่นเป็นเรื่องของประสบการณ์และความทรงจำที่คนนั้นเก็บไว้ด้วย เราเลยรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่พิเศษกว่าเรื่องอื่นๆ
สิ่งที่เราสอนได้คือ การบอกว่าอะไรควรที่จะไปเจอกับอะไรบ้าง แต่ไม่ได้เป็นกำหนดว่ามันจะดีหรือไม่ดี ชอบหรือไม่ชอบ เพราะสุดท้ายแล้วมันอยู่ที่เซนส์ของแต่ละคนเลย สิ่งที่เราทำได้จริงๆ คือชวนให้คนรู้จักกลิ่นไปให้ได้เยอะที่สุด เราเริ่มสอนด้วยการพาทุกคนไปรู้จักกลิ่นทั้งหมด 50 กลิ่น ซึ่งเป็นกลิ่นที่น้ำคัดมาแล้วอย่างดี ด้วยเหตุผลหลักคือกลิ่นที่เจอง่าย ใช้ง่าย และเข้าใจง่าย การมีกลิ่นที่ไม่เยอะ ไม่น้อยไป ช่วยให้นักเรียนไม่ล้าเกินไป
ที่ผ่านมาเราได้เจอหลายอาชีพ เช่น หมอดู เอาไปใช้ทำน้ำหอมตามดวง สถาปนิกเอาไปใช้ออกแบบบ้าน หรือตรงสายหน่อยก็คืออาชีพบาร์เทนเดอร์ อาจจะเอาเรื่องกลิ่นไปผสมเข้ากับเครื่องดื่ม เช่น ชาจีนหรือกาแฟ หรือมีนักเขียนมาเรียนกับเรา เพราะเขารู้สึกว่าถ้าเข้าใจเรื่องกลิ่นแล้ว จะทำให้เขาสามารถเขียนหรือจินตนาการไปได้ไกลขึ้นอีก

สำหรับทักษะ เรามองไว้ 3 เรื่อง เรื่องแรกคือไม่จำเป็นต้องเป็นคนจมูกดี แต่ต้องเล่าเรื่องหรืออธิบายได้ ซึ่งมักจะเป็นคนที่รู้จักกลิ่นเยอะๆ เพื่ออธิบายออกมา เช่น กลิ่นนี้ดมแล้วรู้สึกแบบไหน กลิ่นนี้ให้ความรู้สึกสดชื่น มีชีวิตชีวา หรือให้ความรู้สึกนิ่งสงบ
อันดับที่ 2 คือประสบการณ์และความทรงจำ การอธิบายได้ดี ต้องมาจากประสบการณ์และความทรงจำที่เราเคยมี เราเคยเจอนักเรียนที่เด็กที่สุดประมาณ 8 ขวบ น้องรับรู้ทุกกลิ่นเลยนะคะ แต่เขาอธิบายออกมาไม่เป็น เพราะรอบตัวเขามันไม่ได้กว้างมาก กับตรงข้ามกันอายุเยอะสุดที่เราเคยสอน น่าจะ 80 นิดๆ เขาจมูกไม่ดีแล้ว แต่ว่าเขาประสบการณ์เยอะมาก เขาแค่เห็นชื่อ เขานึกออกแล้วว่ามันจะต้องเป็นยังไง
อันดับที่ 3 คือความกล้าที่จะแตกต่าง เพราะเรื่องกลิ่น คนทั่วไปสามารถทำได้ มันไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นนักปรุงน้ำหอม (Perfumer) หรือว่าไม่จำเป็นที่จะต้องไปเรียนที่ต่างประเทศขนาดนั้น นอกจากจะเป็นมืออาชีพจริงๆ แต่สำหรับคนทั่วไป ถ้าอยากให้มันมีความพิเศษ เราอาจกล้าที่จะแตกต่าง หรือเป็นตัวของตัวเองไปให้ได้
ถ้ากลิ่นนี้คนอื่นชอบ แต่ถ้าเราไม่ได้ชอบ เราก็ไม่ต้องไปฝืน ถ้าเราชอบอะไร แล้วพอเราใส่ความเป็นตัวเองลงไปได้ กลิ่นมันก็จะมีเอกลักษณ์ขึ้นมาอีกระดับเลย
เลือกสิ่งที่มีความสุข
เราว่าความทรงจำมีส่วนอย่างมากที่ทำให้คนหนึ่งชอบหรือไม่ชอบกลิ่นนั้น บางคนที่เขาพูดว่ากลิ่นปั๊มน้ำมันที่เขาชอบอะ เพราะเขานึกถึงตอนเด็กๆ ขับมอเตอร์ไซค์แล้วแบบเปิดฝาออกมาเติมน้ำมัน มันเป็นความสุขที่เขาจำได้ในตอนที่เขาเด็ก
เราเองก็มีกลิ่นแปลกๆ ที่ชอบ เช่น กลิ่นธนาคารหน้าบ้านตอนเด็กๆ เราไปตามหามานานมากว่ามันคือกลิ่นอะไร สุดท้ายไปรู้ว่ามันคือกลิ่นแบงค์ กลิ่นเงินนี่แหละ เพราะมันอยู่กับแอร์เย็นๆ ตอนนั้นเราได้กลิ่นเพราะชอบมุดรั้วเข้าไปเล่นกัน เอาจมูกอ่ะไปอังอยู่ตรงที่มีรู กลิ่นมันติดอยู่ในใจมาก อาจจะเป็นเพราะตอนเด็กๆ อะ มันแฮปปี้มากนะ ตอนที่เราเล่นอย่างเดียวเราไม่ต้องมีเรื่องอะไรกังวล มันอยู่ในช่วงเวลาที่เราแฮปปี้พอดี

ถ้าเลือกจริงๆ อาจจะเลือกเอาตัวเอง เอาตัวเองเป็นหลักได้แล้ว หนึ่งความสุขด้วย สองก็คือเงินแหละ ถ้าเราพูดกันตามตรงนะ เงินคือการขับเคลื่อนทุกอย่างเลย แต่ถ้าทำเงินแล้วเราไม่มีความสุขจริงๆ ก็คงจะไม่แฮปปี้หรอก
ทุกอันมีจุดเกี่ยวข้องกันคือการเล่าเรื่อง ทั้งการสอน การทำหนังสือ การเป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์ เราอยากลองเล่าผ่านคลิปสั้นๆ ให้มันเข้าถึงง่ายขึ้น หรือแม้กระทั่งการออกแบบกลิ่นมันคือการทำกลิ่น แล้วเล่าออกมาในมุมของเรา เพื่อพาให้คนอื่นไปด้วยกันกับเรา ทั้งหมดคือการเล่าเรื่อง ผ่านกลิ่น ผ่านอักษร ผ่านคำพูด
เรามองว่าทุกเรื่อง มันไม่ใช่เฉพาะเรื่องกลิ่น มันเป็นการแบบเรียนรู้ทั้งข้างนอกแล้วก็ข้างในตัวเอง การรู้จักตัวเองให้เยอะ จะทำให้รู้ว่ากลิ่นไหนที่มันเหมาะกับเรา อาจต้องลองเป็นคนช่างสังเกตขึ้นอีกนิดนึง จะช่วยให้เราเห็นภาพละเอียดขึ้น พอเราเริ่มมองเห็นทุกอย่างเยอะขึ้น มันจะเริ่มจับในหัวได้มากขึ้น
เพราะบนโลกนี้มีกลิ่นที่หลากหลาย ไม่ว่ายังไงสุดท้ายเราก็จะได้เจอกลิ่นที่เหมาะสมกับเราเอง